Trends In Telecommunication Reform 2010 2011

แนวโน้มการปฏิรูปโทรคมนาคมปี 2010 -2011
ความเป็นไปได้ของโลกดิจิตอลในอนาคต
บทสรุป
เดือนมีนาคมปี 2011

flickr:5718570780

บทนำ
สำนักพัฒนาโทรคมนาคม ( BDT ) ของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ( ITU )ได้มีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งในการประกาศถึงแนวโน้มการปฏิรูปโทรคมนาคม ( แก้ไขฉบับที่ 11 ) อันเป็นประเด็นของ ITU หรือ BDT ที่มุ่งเน้นประเด็นไปที่กฎกติกา สำหรับควบคุมสื่อสารสนเทศและการสื่อสาร ทั้งนี้รูปแบบของการแก้ไขแนวโน้มดังกล่าวอยู่ในรูปแบบของ “ความเป็นไปได้ของโลกดิจิตอลในอนาคต ” อันเป็นรูปแบบที่ได้มาจากการประชุมครั้งสำคัญที่ชื่อ : การประชุมระดับโลกปี 2011 สำหรับการออกกฎ กติกา ( GSR ) ที่จัดในเดือนพฤศจิกายนปี 2010 ในเมืองดาคาร์ เซนนะคอล แอฟริกา , สำหรับแนวโน้มในเรื่องของการปฏิรูปโทรคมนาคมมีทั้งหมด 9 บทด้วยกัน ที่ได้เปิดเผยถึงความท้าทายและโอกาสที่จะเติบโตต่อไปในโลกดิจิตอลของอนาคต และสร้างศักยภาพของบรอดแบรนด์ให้เป็นระบบที่มีความปลอดภัยทางข้อมูลต่อไปได้
บทที่ 1 เป็นบทที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับความคิดเห็นโดยทั่วไปของแนวโน้มในตลาดสารสนเทศและการสื่อสารรวมถึงกฎ กติกาสำหรับสารสนเทศและการสื่อสาร
บทที่ 2 เป็นการตรวจสอบผลกระทบของบรอดแบรนด์ที่มีต่อภาคเศรษฐกิจ โดยแสดงถึงหลักฐานของผลกระทบ และแสดงถึงความซับซ้อนต่างๆ รวมถึงเงื่อนไขที่ทำให้บรอดแบรนด์ส่งผลกระทบได้ และแสดงถึงนโยบายสาธารณะสำหรับการนำเอาบรอดแบรนด์ไปใช้งาน
บทที่ 3 ได้โฟกัสไปยังกฎ กติกาของเทคโนโลยีสารสนเทศในเศรษฐกิจที่ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ Software และบริการที่ส่งมอบด้วยระบบดิจิตอลในทุกขั้นตอนของธุรกิจ โดยการค้นหาความเป็นไปได้ของการใช้กฎ กติกาและการที่ผู้ใช้นโยบายสามารถอำนวยความสะดวกในการใช้ ICTs ในหลากหลายมิติ
บทที่ 4 ตรวจสอบความมีอิสระของ ICT ในการแก้ปัญหาข้อพิพาท และโอกาสใหม่ๆที่เกิดขึ้น
บทที่ 5 ค้นหานโยบายและแนวทางปฏิบัติที่ใช้ในการบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิตอลและการสื่อสารไร้สายสมัยใหม่ ( digital dividend )
บทที่ 6 ได้แสดงถึงบทบาทของ ICT ในการบ่งชี้ถึงอาชญากรรมในโลกไซเบอร์
บทที่ 7 ได้อภิปรายถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม , ภาคส่วนของ ICT และกฎกติกาต่างๆ
บทที่ 8 ได้เสนอโปสการ์ดที่ได้จากจากสังคมข้อมูลข่าวสาร : การดำรงอยู่ในเทคโนโลยี – ความรู้สึกดี ไม่ดีหรือเฉยๆ
บทที่ 9 เป็นบทสรุปและวิเคราะห์โดยทั่วไป

บทที่ 1: รายละเอียดเกี่ยวกับความคิดเห็นโดยทั่วไปของแนวโน้มในตลาดสารสนเทศและการสื่อสารรวมถึงกฎ กติกาสำหรับสารสนเทศและการสื่อสาร

ในบทนำไปสู่เรื่อง แนวโน้มของปีในเทคโนโลยีโทรคมนาคม ได้สรุปตลาดหลัก ( key market )และแนวโน้มสำคัญในภาคส่วนของ ICT , ในปัจจุบัน แม้ว่าเศรษฐกิจระดับโลกจะตกต่ำ แต่กลับพบว่าภาคส่วนของ ICT กลับเติบโต อันมีสาเหตุเนื่องมาจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดเกิดใหม่ ( emerging markets ) , ทั้งนี้ปัจจัยขับเคลื่อนหลักของการเติบโตได้อยู่ภาคส่วนของโทรศัพท์มือถือ ( mobile sector ) และการบริการข้อมูลข่าวสารของโทรศัพท์มือถือ ( mobile data service ) รวมถึงการให้บริการดาวน์โหลดเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ ภาพหน้าจอ บนโทรศัพท์มือถือ  และแอพพลิเคชั่นต่างๆ แม้ว่าตลาดของมือถือในขณะนี้จะมาถึงจุดอิ่มตัวแล้วก็ตาม แต่ยอดการสมัครบริการใช้ wireless ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศที่กำลังพัฒนา ยิ่งไปกว่านั้นแล้วโอเปอเรเตอร์และผู้ให้บริการยังปรับโมเดลธุรกิจของตนเองเพื่อให้ตอบรับการความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในเรื่องบริการข้อมูลทางโทรศัพท์มือถืออีกด้วย ยุคดิจิตอลนี้มีความเป็นไปได้ในการที่จะใช้เครื่องสมาร์ทโฟน ( smart phone ) และอุปกรณ์เคลื่อนที่ใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น เช่น เครื่องเล่นวิดีโอเกมส์แบบพกพา และเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถพกพาได้และใช้หน้าจอสัมผัสในการทำงานเป็นอันดับแรก ( tablet ) เพื่อความสามารถในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต , เครือข่ายทางสังคมและการเป็นยูสเซอร์ในระบบออนไลน์จะมีการสร้างเนื้อหาทางวิดีโอ ดังนั้นทำให้เกิดแรงกดดันต่อผู้ให้บริการในการเสนอบริการที่มีความเร็วสูงในทุกสถานที่ ทุกเวลา
โดยทั่วไปแล้ว ตลาด ICT รอบโลกได้มีการแข่งขันกันมากขึ้น เช่น การแข่งขันของการบริการทางด้านเกทเวย์ระดับสากล , การบริการของเทคโนโลยีไร้สายเพื่อชาวชนบท (wireless local loop services ) และตลาด 3G ในขณะที่บริการโทรศัพท์ประจำที่ (Fixed line services ) ได้มีการเติบโตอย่างเชื่องช้า ไม่ว่าอย่างไรก็ตามแล้วประเทศต่างๆก็ได้มีเปิดตลาดโทรศัพท์ประจำที่ของตนเองเพื่อเข้ามาแข่งขัน แม้ว่าจำนวนประชากรเมื่อเทียบต่อ 100 คนที่ใช้โทรศัพท์ประจำที่นั้นได้อยู่ในระดับที่น้อยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งแตกต่างกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในการสมัครใช้บริการโทรศัพท์มือถือของประชากรต่อ 100 คนในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา และมีการเติบโตของบอร์ดแบรนด์ไร้สายอย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่ระดับของการแทรกตัวของการบริการบอร์ดแบรนด์ไร้สายนี้ได้มีระดับโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5.4 คนต่อประชากรทั้งหมด 100 คนในประเทศที่กำลังพัฒนา และคิดเป็น 10 เท่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว ( โดยอยู่ที่ 51.1 % ) ต่อประชากร 100 คน , การใช้เครือข่ายบอร์ดแบรนด์ไร้สายของ 3 G ความเร็วสูงเช่น WIMAX และ HSPA + , LTE นี้จะสนับสนุนให้มีการเพิ่มระดับการให้บริการบอร์ดแบรนด์ไร้สายในทั่วโลกมากขึ้น , ทั้งนี้ได้มีการใช้กฎหมายในประเทศที่เลือกใช้บริการดังกล่าว เช่นมีการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ (spectrum refarming ) และลิขสิทธิ์ของบริการ 3G อันจะส่งผลทำให้การเติบโตของบอร์ดแบรนด์ไร้สายเพิ่มสูงขึ้น กฎหมายเหล่านี้ได้นำมาใช้ในระดับอุตสาหกรรมด้วยเพื่อจะนำพาประเทศไปสู่ระบบของ 4G ต่อไป ( IMT advanced )

ประเทศที่กำลังพัฒนาอาจจะล้าหลังเมื่อได้มีการใช้บอร์ดแบรนด์แบบมีสาย ( wired broadband ) โดยที่จำนวนของสายโทรศัพท์คงที่ยังมีอยู่ในปริมาณจำกัด และใช้การเข้าถึงบอร์ดแบรนด์ผ่าน xDSL , แม้ว่าผู้ใช้สมัครจะมีมากขึ้น แต่ก็พบว่ามีการแทรกซึมไปสู่ประชากรในแอฟริกาที่น้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ สำหรับตัวอย่างได้มีการแสดงถึงความท้าทายที่ยังคงอยู่ในการเพิ่มความเข้าถึงการบริการแบบความเร็วสูง , อย่างไรก็ตามแล้วพบความแตกต่างอย่างมากในตัวเลขสัดส่วนของผู้ใช้บรอดแบนด์ต่อประชากร (broadband penetration)ที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่กำลังพัฒนา และอัตราการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้แสดงถึงให้เห็นวาประเทศที่กำลังพัฒนาก็ไม่ต้องการถูกตัดออกจากสังคมข้อมูลข่าวสารแบบดิจิตอล
ในนิยามของความสามารถในการเป็นเจ้าของ (affordability) ในประชากรของประเทศที่พัฒนาแล้วยังคงใช้เงินน้อยกว่า 1.5% ของรายได้ในการใช้บริการต่างๆเกี่ยวกับเทคโนโลยีสื่อสารและข้อมูล เปรียบเทียบกับประชากรในประเทศที่กำลังพัฒนาที่ใช้เงินราวๆ 17.5 % ของรายได้ในการใช้บริการดังกล่าว ความผันแปรของการใช้เงินไปกับเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารนี้ได้พบอย่างมากในตลาดบอร์ดแบรนด์ โดยที่พบว่าค่าใช้จ่ายสำหรับบริการบอร์ดแบรนด์แบบมีสาย ( fixed broadband ) จะมีความแตกต่างกันมากในภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบระหว่างแอฟริกาและพื้นที่อื่นๆ
แนวโน้มหนึ่งที่เกี่ยวข้องนั้นคือการที่ ICTs ได้มีการเปลี่ยนแปลงการสื่อสารของคนได้อย่างไร ชีวิตที่ในหมู่บ้านยุคโลกาภิวัตน์นั้นได้มีลักษณะที่มีการเข้าถึงการสื่อสารทั้งแบบมีสายและไร้สาย , มีการเชื่อมต่อกันอยู่ตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้นแล้วแอพพลิเคชั่นของมือถือ เช่นการให้บริการผ่านเวป (web-based services ) ได้มีผลสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของผู้ใช้ระบบออนไลน์ นอกเหนือจากการใช้เพื่อการพาณิชย์แล้วพบว่า m-applications เช่น m banking ยังสามารถส่งผลกระทบต่อความสามารถของคนชนบทในประเทศที่กำลังพัฒนาได้มีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจได้อีกด้วย
ทั้งนี้จากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มีการถ่ายโอนทุนจากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชนนั้นได้เกิดขึ้นในปี 2010 โดยได้เกิดขึ้นให้เห็นในประเทศแซมเบีย โคโมรอส และเบนิน แต่อย่างไรก็ตามแล้วพบว่ากิจกรรมการแปรรุปนี้ได้ลดลงหลังจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงที่มีระบบเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ทำให้นักลงทุนได้มีความสนใจน้อยลงและลดที่จะให้เงินลงทุน ทุกวันนี้พบว่ามีผู้ให้บริการที่ผูกขาดใน 126 ประเทศนั้นอยู่ในมือของภาคเอกชนโดยส่วนมาก
การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีได้มีผลกระทบต่อภาคส่วนในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา อันทำให้รัฐจำเป็นต้องตอบสนองต่อสิ่งดังกล่าวโดยการปฏิรูปโครงสร้างใหม่ โดยได้มีการแบ่งการปฏิรูปออกเป็นระยะ ( phase ) ต่างๆ และมีการใช้เส้นทางและรูปแบบที่หลากหลายในการดำเนินการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจและนโยบายสาธารณะ จากระยะทั้งหมดของการปฏิรูปนั้น ความพยายามโดยส่วนใหญ่ยังคงต้องมาจากนักกำหนดนโยบายและผู้ออกกฏ กติกาในการที่จะปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อีกทั้งต้องมีพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจและมีความเชี่ยวชาญเพื่อที่กำหนดนโยบายหรือออกกฏได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดตั้งผู้ออกกฎที่เกี่ยวกับโทรคมนาคม และเทคโนโลยีข่าวสารข้อมูลที่แยกกันนี้ถือได้ว่าเป็นกระบวนการปฏิรูปที่เกิดขึ้นมากกว่า 15 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ในปลายปี 2010 นี้การแยกผู้ออกกฏกติกาออกเป็นสองส่วน ( หรือ เรียกว่าเป็นผู้ออกกฎที่มีความเฉพาะเจาะจงกับภาคส่วนของโทรคมนาคม กับส่วนของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร) โดยได้เป็นลักษณะของ 80 % ของประเทศต่างๆทั่วโลก (หรือคิดเป็น 158 ประเทศทั่วโลก )

ทั้งนี้แนวโน้มหลักๆในประเทศภูมิภาคส่วนนี้คือการจัดตั้งผู้ออกกฏที่มีความเฉพาะเจาะจงกับภาคส่วนต่างๆ และบางประเทศได้ขยายขอบเขตของคำสั่งเช่นการควบคุมเรื่องของการโพสต์ ข่าวสารข้อมูล เนื้อหาที่แพร่ภาพหรือกระจายเสียง และการบริหารช่วงความถี่ ในหลายประเทศเช่นในอเมริกา ยุโรป แอฟริกาได้มีตัวแทนของภาคส่วนต่างๆ ( ไม่ว่าจะอยู่ในกระบวนการเริ่มต้นการปฏิรูปหรือในช่วงท้ายของการปฏิรูป ) หลังจากที่ได้ทำให้ตลาดมีการเติบโตเต็มที่แล้ว

ทั้งนี้ฟังก์ชั่นแบบดั้งเดิบไปบังคับใช้ เช่นมีอำนาจหน้าที่ ควบคุมดูแลเกี่ยวกับเนื้อหาที่ทำการแพร่ภาพหรือกระจายเสียง . เนื้อหาบนอินเตอร์เน็ต , การรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ และการจัดการกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ผู้ออกกฎ กติกาทั้งของการโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีความเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคส่วนตนเอง ทั้งนี้ประเทศที่ได้มีกรอบการทำงานเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมที่เกิดขึ้นได้เพิ่มจำนวนเป็นเท่าตัวในระยะเวลา 5 ปี ( จาก 77 ในปี 2005 เป็น 140 ในปี 2010 ) และที่น่าสนใจคืออย่างไรก็ตามนั้นกรอบการทำงานนี้จะเกี่ยวข้องกับกลไกการประนีประนอมด้วย ( หรือเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติ ) รวมถึงมีการใช้ผู้เชี่ยวชาญในการตัดสินชี้ขาดเป็นต้น กลไกดังกล่าวนี้ได้นำมาใช้มากกว่า 55 % ของประเทศทั่วโลกเพราะเป็นกลไกที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยและสะดวกรวดเร็ว
นอกจากนี้แล้วพบว่านโยบายที่โดดเด่นและประเด็นของการควบคุมต่างๆจะให้ความสนใจในเรื่องของการส่งเสริมการเข้าถึงบอร์ดแบรนด์ โดยพบว่าอย่างน้อย 70 รัฐบาลได้มีการปรับนโยบายระดับชาติ กลยุทธ์ หรือแผนการต่างๆเพื่อส่งเสริมบอร์ดแบรนด์ ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศนั้นได้มีแผนสำหรับการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจของตัวเองเพื่อให้มั่นใจได้ว่าการใช้เครือข่ายที่มีต้นทุนสูงนี้จะกระตุ้นการจ้างงานได้ อีกทั้งยังมีกลยุทธ์ในวงกว้างเพื่อพัฒนาสังคมข้อมูลข่าวสารและขยายการเข้าถึงในระดับสากล ทั้งนี้สมาชิกของสหภาพโทรคมนาคม ( ITU ) ประมาณ 1 ใน 5 ได้ถือว่าบอร์ดแบรนด์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่ต้องมีการเข้าถึงอย่างสากล การส่งเสริมการแบ่งปันในระดับโครงสร้าง การเข้าถึงแบบเปิด และการจัดสรรความถี่ ( หรือการพัฒนาบนเครือข่ายความถี่เดิม ) จะเป็นเครื่องมือสำหรับผู้ออกกฎที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาระบบเครือข่ายและขยายการเข้าถึงเทคโนโลยีข่าวสารข้อมูล ทั้งนี้จากการเข้าถึงระบบเปิดของโลคอลลูป ( local loop ) , พบว่าการแบ่งระบบ ( Unbundling ) มีความจำเป็นใน 60% ทั่วโลก , และแนวโน้มต่างๆที่ได้อภิปรายเอาไว้ในที่นี้จะถือได้ว่าเป็นรายละเอียดหลักในเรื่องของการรายงานแนวโน้มของปีได้เป็นอย่างดี

บทที่ 2 : ผลกระทบของบรอดแบรนที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ : การวิจัยถึงประเด็นของนโยบาย

การลงทุนทางด้านบอร์ดแบรนด์ ( บรอดแบรนด์คือเทคโนโลยีที่ทำให้มีการขนส่งข้อมูลความเร็วสูงได้ ) ที่ได้มีการนำมาใช้ทั่วโลก จากการใช้เงินทุนจำนวนมากที่ใช้ไปสำหรับเทคโนโลยีนี้ ทำให้นักวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์ได้เริ่มต้นวิเคราะห์ผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีบรอดแบรนด์นี้ แม้ว่านักวิจัยได้พบกับความท้าทายต่างๆมากมายเมื่อได้ประเมินข้อมูลที่มีอยู่ แล้วพบว่าการใช้เทคโนโลยีบรอดแบรนด์สามารถส่งผลกระทบที่สำคัญต่อเศรษฐกิจได้จริง แต่ผลกระทบดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นได้หากมีการนำมาใช้ในสถานการณ์ที่มีเงื่อนไขจำเพาะ
บทที่ 2 ได้โฟกัสไปที่ประเด็น 3 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยในเรื่องผลกระทบทางภาคเศรษฐกิจของบอรด์แบรนด์ อย่างแรก , บทนี้ได้แสดงถึงหลักฐานที่ได้มาจากทฤษฏีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบเชิงเศรษฐกิจจากการใช้บอร์ดแบรนด์ โดยได้แสดงถึงความซับซ้อนและเงื่อนไขที่ทำให้การใช้เทคโนโลยีบอร์ดแบรนด์ส่งผลกระทบได้ อย่างที่สอง , บทนี้ได้แสดงวิธีการสำหรับการคำนวณถึงความจำเป็นในการลงทุนการใช้บอรด์แบรนด์ในระดับชาติ และสุดท้าย, บทนี้ได้แสดงทางเลือกของนโยบายสาธารณะสำหรับการจำลองการนำเทคโนโลยีบอร์ดแบรนด์มาใช้งาน และทำให้เห็นภาพของผลกระทบเชิงเศรษฐกิจในแง่บวกที่ได้มาจากเทคโนโลยี
หลังจากการทบทวนงานวิจัยในบทที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่มาจากเทคโนโลยีบอร์ดแบรนด์ได้บ่งชี้ว่าทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย โดยสิ่งสำคัญอย่างแรก , มีการสรุปอย่างสมเหตุสมผลว่า การใช้บอร์ดแบรนด์ได้เกี่ยวข้องกับการเติบโตของ GDP ( หมายเหตุ GDP คือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ) ในขณะที่แต่ละงานวิจัยได้แสดงถึงระดับของการเติบโตที่มีตัวเลขแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ความคลาดเคลื่อนต่างๆที่เกิดขึ้นอาจจะมาจากการมีชุดข้อมูล ( datasets ) ที่แตกต่างกันตามแต่ข้อกำหนดของโมเดล
อย่างที่สอง , บอร์ดแบรนด์ได้พบว่ามีผลกระทบเชิงบวกต่อความสามารถในการผลิต ( Productivity ) และมีผลกระทบทั้งต่อเศรษฐศาสตร์ในระดับจุลภาคและระดับมหภาค
อย่างที่สาม , บอร์ดแบรนด์ได้สนับสนุนให้มีการจ้างงานที่เพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลมาจากการมีโปรแกรมการสร้างเครือข่ายการทำงาน และผลกระทบแบบล้นเกินต่อภาคเศรษฐกิจที่เหลือ ( หรือ Spill over effect  อันเป็นผลที่เกิดจากปัจจัยอื่นๆที่ใส่เข้าไปในกลุ่มที่สนใจและมีผลกับประชากรกลุ่มอื่นที่นอกเขตพื้นที่โดยไม่ตั้งใจ ) ในขณะที่โปรแกรมการจ้างงานต่างๆได้กระจุกตัวอยู่ทที่ภาคการก่อสร้างและภาคการโทรคมนาคม แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ทำให้เกิดผลกระทบภายนอกเพิ่มขึ้น ต่อภาคส่วนที่มีต้นทุนต้นทุนของการธุรกรรมซื้อ – ขาย สูงด้วย
ท้ายสุดแล้วนอกเหนือจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง และการสร้างงานให้เกิดขึ้น เทคโนโลยีบอร์ดแบรนด์ยังส่งผลกระทบต่อค่า ส่วนเกินผู้บริโภค ( customer surplus ) โดยวัดในนิยามของความแตกต่างระหว่างความตั้งใจของลูกค้าที่จะจ่ายไปให้กับบริการที่ได้รับ กับราคาจ่ายที่แท้จริง เนื่องจาก ในเรื่องของผลประโยชน์ที่ส่งให้กับผู้ใช้ปลายทางที่พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่าจับต้องได้ในลักษณะของ GDP , เช่นผลประโยชน์ในเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ , การประหยัดค่าเดินทาง , ผลประโยชน์ทางด้านสุขภาพและความบันเทิง
งานวิจัยส่วนมากจะมีการทำกันในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาและแถบประเทศยุโรป ความท้าทายสำหรับการทำวิจัยต่อไปคือการทดสอบผลกระทบที่พบ ว่าได้เกิดขึ้นกับประเทศที่กำลังพัฒนาหรือไม่ โดยเรื่องของการจัดหาข้อมูลเพื่อทำการวิจัยต่อไปนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมาก
บทที่ 2 ยังได้รวบรวมกรณีศึกษาในประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา โดยกรณีศึกษาดังกล่าวได้ทำการตรวจสอบผลกระทบของบอร์ดแบรนด์ที่มีต่อตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ เช่นการเติบโตใน GDP , การสร้างงานให้เกิดขึ้นโดยใช้วิธีการวิเคราะห์ปัจจัย / ผลผลิตที่เกิดขึ้น ( input / output analysis ) , การประเมินเศรษฐศาสตร์ระดับจุลภาค (micro-economic estimates ) , และวิธีการทำแบบจำลองทางเศรษฐกิจ (economic metric modeling )
ผลของการวิเคราะห์กรณีศึกษา ( case study ) ได้พบว่าการใช้บอดร์ดแบรนด์นี้มีผลกระทบเชิงบวกกับการเติบโตของ GDP ในประเทศที่กำลังพัฒนาและภูมิภาคต่างๆ , ในขณะเมื่อจำกัดจำนวนของประเทศที่ศึกษา พบว่าการวิเคราะห์ได้สนับสนุนอีกว่าว่าบอร์ดแบรนด์ได้มีผลกระทบเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการจ้างงานในประเทศที่ด้อยพัฒนาและในเขตภูมิภาค โดยรวมแล้วสามารถบ่งชี้ได้ว่าเทคโนโลยีบอร์ดแบรนด์ได้มีผลกระทบเชิงบวกต่อการสร้างงาน ( job creation ) ให้เกิดขึ้น
บทที่ 2 ได้แสดงวิธีการสำหรับการประเมินความต้องการการลงทุน ( investment requirement ) เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการสร้างงานเมื่อมีการใช้โปรแกรมบรอดแบรนด์ในระดับชาติ ทั้งนี้จากการใช้วิธีการประเมินไปยังกรณีของประเทศเยอรมันและบราซิล ทำให้มีความเป็นไปได้ในการหาระดับเงินทุนที่ต้องการสำหรับโครงการเหล่านี้
บทที่ 2 ยังได้สรุปเกี่ยวกับการพิจารณาเครื่องมือทางนโยบายที่จำเป็นในการใช้ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีบอร์ดแบรนด์และการตระหนักถึงประสิทธิภาพของบอร์ดแบรนด์ที่มีต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ , การสร้างงานและทบทวนถึงแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการบอรด์แบรนด์ให้มีการทำงานได้ในระดับสูง

บทที่ 3 : กฎกติกาของ ICT ในเศรษฐศาสตร์ยุคดิจิตอล

บทที่ 3 นี้ได้แสดงแนวทางที่เป็นไปได้สำหรับผู้ออกกฎกติกาและผู้ทำนโยบายของ ICT จะนำเพื่อกฏกติกาที่บัญญัติขึ้นไปใช้ในภาคปฏิบัติได้ การประยุกต์ใช้ ICTs ในศตวรรษต่อไปนี้จะถูกขับเคลื่อนได้จากบริการที่สนับสนุนการทำงานของบรอดแบรนด์ และแอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวข้องและการจัดเตรียมแอพพลิเคชั่นนั้นๆสำหรับลูกค้า ในบทนี้จะให้ความสนใจในเรื่องการใช้บรอดแบรนด์และอำนาจในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลจากบรอดแบรนด์ในเศรษฐศาสตร์ยุคดิจิตอลนี้
ในบทที่ 3 ได้บ่งชี้ข้อกำหนดสำหรับการเข้าถึงระบบเครือข่ายและการให้บริการ รวมถึงเหตุผลที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการการไม่ได้รับเอากฏต่างๆของ ICTs ไปใช้ในระบบนิเวศของบรอดแบรนด์ ทั้งนี้อย่างที่ได้แสดงในรูปที่ 3.1 ที่ระบบนิเวศของบอร์ดแบรนด์ได้เกี่ยวข้องกับเลเยอร์ที่มีการเชื่อมต่อกันของเครือข่าย การให้บริการ แอพพลิเคชั่นและผู้ใช้งาน ประเด็นต่างๆที่เปรียบเหมือนเป็นสิ่งแวดล้อมในระบบนิเทศได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล ,ความปลอดภัย,การป้องกันลิขสิทธิ์, การให้ความรู้ ,การดูแลรักษาสุขภาพเป็นสิ่งที่ต้องบูรณนาการให้เกิดขึ้นในระบบนิเวศนี้

ทั้งนี้ในการขยายระบบนิเวศของระบบบอร์ดแบรนด์นั้น จะต้องมีความต่อเนื่องในการเพ่งเล็งไปที่การแข่งขันกันของเครือข่าย ( เช่นเครือข่ายแบบมีสายและไร้สายของบอร์ดแบรนด์ ) และเครือข่ายเหล่านี้จะถือว่าได้มีการเชื่อมโยงกับองค์ประกอบอื่นๆในระบบนิเวศ อย่างไรก็ตามแล้วนั้น นักสร้างนโยบายจะต้องเพ่งเล็งไปที่การอำนวยความสะดวกให้กับการแอพพลิเคชั่นและการให้บริการของบอร์ดแบรนด์ , การเชื่อมต่อกับเครือข่ายบอร์ดแบรนด์จะทำให้เพิ่มความต้องการสำหรับบริการและแอพพลิเคชั่นต่างๆ เช่น IPTV , VoIP ที่จะทำให้มีการประมวลผลและมีการส่งวิดีโอออนไลน์ได้ การบ่งชี้ความต้องการของระบบบอร์ดแบรนด์ทำให้พบว่ามีความต้องการเครื่องมือใหม่ๆสำหรับนักกำหนดนโยบาย รวมถึงสร้างความเข้าใจถึงเหตุผลที่ว่าการนำเอาบริการบอร์ดแบรนด์มาใช้น้อย จะมีวิธีอย่างไรในการออกแบบนโยบายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาระบบบอร์ดแบรนด์และการให้บริการ ICT ในทศวรรษต่อไป
ในเรื่องของบทบาทของผู้ออกกฎ ในการขยายระบบนิเวศของบอร์ดแบรนด์ บทที่ 3 ได้ทบทวนถึงแนวโน้มของการออกกฎ ในขณะที่ตลาดของ ICT มีการแข่งขันมากขึ้น การออกกฏก็เริ่มมีแนวทางกำกับดูแลแบบ ex ante ไปสู่การกำกับดูแลแบบ ex post และในการส่งเสริมการนำเอา ICTs มาใช้ นักกำหนดนโยบายจะต้องพิจารณาว่ามีการใช้การกำกับดูแลแบบ ex ante เพื่อป้องกันหรือส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ ส่วนการจัดตั้งกฏในการแข่งขันเพื่อรักษาพฤติกรรมที่ต่อต้านการแข่งขันอันเป็นการควบคุมดูแลแบบ ex post , และเนื่องจากการก้าวไปอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและการเพิ่มความตระหนักถึงคุณค่าของการแข่งขัน นักกำหนดนโยบายจะต้องมีการใช้กฎของ ex post สำหรับสนับสนุนตลาดนวัตกรรม ในขณะที่การใช้กฎ ex ante เพื่อบ่งชี้ความล้มเหลวของตลาด
การประสานการทำงานอย่างต่อเนื่องกับภาคส่วนของ ICT นั้นได้แสดงถึงการสร้างกฏพร้อมกับความท้าทายใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับการบูรณนาการให้บริการและแอพพลิเคชั่นทั้งแนวตั้งและแนวนอน ทั้งนี้ลักษณะระบบนิเวศของบอร์ดแบรนด์ต้องการผู้ออกกฎของ ICT ให้มีส่วนในความร่วมมือกันในการทำงาน , ICT ได้มีปฏิสัมพันธ์และทับซ้อนกับประเด็นทางสังคมต่างๆ และภาคส่วนทางเศรษฐกิจ รวมถึงสิ่งแวดล้อม , อาชญากรรมโลกไซเบอร์ , ความปลอดภัย , การศึกษา , สุขภาพ และการธนาคาร ทั้งนี้รัฐบาลต้องการรวบรวมสิ่งที่น่าสนใจเหล่านี้เพื่อทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ในขนาดใหญ่ รวมถึงส่งเสริมนโยบายทางสิ่งแวดล้อมของอินเตอร์เน็ต , และเน้นประเด็นในเรื่องความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ ทั้งนี้ควรที่ต้องมีกรอบการทำงานที่เพียงพอในการให้ผู้ออกกฏกติกาต่างๆได้พิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่มีการส่งเสริมนวัตกรรมและพัฒนาในภาคส่วนของ ICT
สำหรับความต้องการที่จะสร้างความร่วมมือ ผู้ออกกฎของ ICT จะต้องร่วมมือกับผู้ที่มีสิทธิอำนาจในการรับผิดชอบต่อด้านอื่นๆเช่นการธนาคาร สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เพื่อทำให้แน่ใจได้ว่าเทคโนโลยีข่าวสารข้อมูลจะสร้างผลประโยชน์ให้กับสมาชิกทุกคนที่อยู่ในสังคม

บทที่ 4 ความเสรีของ ICT ในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาท
บทที่ 4 ได้มีการค้นหาการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทในภาคส่วนของ ICT , ทั้งนี้ภาคส่วนของ ICT เป็นภาคส่วนที่มีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนนวัตกรรมต่างๆ หรือมีการทำลายอย่างสร้างสรรค์ ทั้งนี้ข้อพิพาทของ ICT นั้นมีความหลากหลาย ในการสื่อสารแบบดั้งเดิมนั้นการโต้แย้งได้เกิดขึ้นระหว่างการเชื่อมต่อและเข้าถึงบริการขายแบบขายส่ง แต่มาถึงปัจจุบันนี้ได้มีการเชื่อมต่อและเบนเข้าหากันระหว่างโครงสร้างกับผู้จัดเตรียมเนื้อหาได้มากขึ้น ซึ่งประเด็นที่สำคัญคือการมีคำถามเกี่ยวกับประเด็นทางด้านกฏหมายที่เกี่ยวกับการปกป้องข้อมูลที่จัดเตรียมเอาไว้ ความปลอดภัยในโลกไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวที่จะต้องหาแนวทางเพื่อระงับหรือป้องกันข้อพิพาทที่จะเกิดขึ้นต่อไป ซึ่งขอบเขตในเรื่อง ICT ยังคงขยายไปยังทรัพย์สินทางปัญญาอีกด้วย
ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นสามารถที่จะแก้ไขได้ที่ศาล โดยมีการดำเนินการตัดสินเด็ดขาดโดยอนุญาโตตุลาการ , บทที่ 4 นี้ได้แสดงถึงกระบวนการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ที่จะมีการตอบสนองต่อข้อพิพาทใหม่ๆ และการเปลี่ยนแปลงกระบวนการนี้ได้เป็นกระจกระงับข้อพิพาทการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของภาคส่วน ICT ด้วย , ภาคส่วน ICT ทั่วโลกนั้นได้มีเสรีภาพในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา
มาถึงตอนนี้แล้วในหลากหลายประเทศ ภาคส่วนของรัฐ ( รัฐบาล ผู้มีอำนาจ ผู้อออกกฎ กติกาและศาล ) ยังคงรักษาอำนาจการผูกขาดเกี่ยวกับวิธีการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ในเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลายประเทศได้ตระหนักถึงระบบการตัดสินจากสาธารณชนที่มากขึ้น ว่าเพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทได้ และจากการพัฒนาที่หลากหลายนี้ ทำให้ภาคส่วนเอกชนได้มีบทบาทในกระบวนการระงับข้อพิพาทที่มากขึ้น
ในส่วนของนโยบายสาธารณะนั้นได้ยังประโยชน์ให้กับกระบวนการแก้ไขข้อพิพาทและทำให้กำหนดถึงบทบาทของภาครัฐใหม่ด้วย ( โดยลดอำนาจการควบคุมแบบผูกขาดลงไป ) ทั้งนี้เสรีภาพของการระงับข้อพิพาทได้มีการพัฒนาขึ้น และมีการใช้วิธีการต่างๆ เช่นใช้วิธีการพิจารณาโดยทางกฎหมาย , การขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญที่มีผลผูกพัน , การขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญแบบที่ไม่มีผลผูกพัน , การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท , การแต่งตั้งคนเพื่อช่วยระงับข้อพิพาท , การมีคณะกรรมการระงับข้อพิพาทหรือมีการใช้วิธีหลากหลายวิธีการรวมกัน
การระงับข้อพิพาททั้งหมดนั้นได้เกี่ยวข้องกันและต้องมีการใช้ข้อตกลงของคณะบุคคล , ใช้ความมีส่วนร่วมและความไว้ใจในการทำงาน หากกระบวนการใดที่ขึ้นอยู่กับข้อตกลงน้อยกระบวนการนั้นจะเห็นว่ามีการใช้กฎหมายเข้ามาจัดการ นอกจากนี้กระบวนการระงับข้อพิพาทอาจจะเกี่ยวข้องกับภาคส่วนของรัฐด้วย การมีปฏิกิริยาซึ่งกันและกันระหว่างภาครัฐและเอกชน และปฏิกิริยาระหว่างข้อตกลงหรือคำสั่งจะทำให้เรื่องของกระบวนการระงับข้อพิพาทมีความซับซ้อนได้

ได้มีปัจจัยที่หลากหลายสำหรับกระบวนการระงับข้อพิพาทโดยใช้กฎหมาย ที่อาจจะแยกส่วนย่อยมาจากการควบคุมของภาครัฐได้ สิ่งนั้นนั้นเป็นการตัดสินใจที่มาจากเจ้าหน้าที่ของรัฐได้เช่นศาลหรือผู้ออกกฏ กติกาต่างๆ
ประเทศส่วนมากได้มีระบบในการทบทวนการใช้อำนาจของศาลที่มีอำนาจเหนือการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร และทำให้มาพิจารณาดูว่าได้มีมีความยุติธรรมเกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ต้องการความเข้าใจทั้งเชิงของเทคนิคและเชิงเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ระบบการตัดสินของหลายประเทศพบว่ามีปัญหา เนื่องจากความซับซ้อนและความเร่งด่วนของประเด็นข้อพิพาท ทั้งนี้การพัฒนาอย่างรวดเร็วของตลาดและการเติบโตของการลงทุนทำให้การตัดสินใจของผู้ออกกฎ กติกาต่างๆต้องสามารถพิสูจน์ความเป็นจริงที่เป็นสาเหตุของข้อพิพาทให้รวดเร็ว ทั้งนี้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของคนที่มีอำนาจในการยกเลิกการตัดสินใจของผู้ออกกฏ กติกาอีกด้วย
.ในหลายประเทศได้มีการสนับสนุนในเรื่องของคุณภาพ เช่นความเร็วของการควบคุม หรือการตัดสินใจจากตัวแทนฝ่ายรัฐบาลที่ตัดสินใจผ่านนวัตกรรมต่างๆ สิ่งเหล่านี้อาจจะรวมถึงการตัดสินใจของศาลต่างๆ ทั้งนี้ประเทศบางประเทศได้มีการใช้กลไกลของอำนาจตุลาการ ที่มีการใช้การตัดสินใจจากผู้ออกกฏและจากผู้ให้บริการ ที่มีการให้เสรีภาพในการตัดสินใจของผู้ออกกฎกติกาอย่างเต็มที่
ข้อตกลงและวิธีพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ได้มีการใช้เพื่อทำตามเป้าหมายของกฎระเบียบที่วางเอาไว้ ทั้งนี้การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้เป็นส่วนประกอบหนึ่งในการระงับข้อพิพาทของผู้ออกกฎ และบางครั้งการไกล่เกลี่ยนี้อาจจะเงื่อนไขที่นำมาก่อนที่จะดำเนินการด้วยการพิจารณาของศาลอย่างเป็นทางการต่อไป , อย่างไรก็ตามแล้วการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทไม่ได้จะเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นไม่ได้หากกลุ่มที่มีข้อพิพาทยืนกรานที่จะต้องการบุคคลที่สามที่เข้ามาตัดสิน ซึ่งในสถานการณ์นี้กระบวนการของศาลมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง
โดยสรุปแล้วนั้นกระบวนการระงับข้อพิพาทได้มีการนำมาใช้ในเรื่องของ ICT ซึ่งจะเห็นได้มีเป็นผลมาจากการปล่อยให้มีอิสระและแยกวิธีการระงับข้อพิพาทออกมาจากส่วนของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้เชื่อว่าจะภาคเอกชนจะให้ความช่วยเหลือในการระงับข้อพิพาทได้ และในบางกรณีกระบวนการไกล่เกลี่ยเพียงพอย่างเดียวก็เชื่อว่าจะช่วยจัดการปัญหาได้ ท้ายสุดแล้วแหล่งที่มาของนวัตกรรมจะมาจากภาคของเอกชนเป็นหลักเพราะเป็นผู้ที่มีกระบวนการที่ทะลุปรุโปร่งในการจัดการกับสถานการณ์ที่ยาก ดังนั้นภาคส่วนของรัฐจะต้องพัฒนาหากต้องการให้ภาคของเอกชนเข้ามามีส่วนในการทำงานด้าน ICT และมองหาแนวทางที่จะสร้างความร่วมมือเพื่อหาแนวทางระงับข้อพิพาทที่เหมาะสมต่อไป

บทที่ 5 : สเปกตรัมในการเปลี่ยนแปลง : การสื่อสารไร้สายสมัยใหม่ ( digital dividend )

บทที่ 5 จะโฟกัสในเรื่องประเด็นการบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิตอลและการสื่อสารไร้สายสมัยใหม่
การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิตอลและการสื่อสารไร้สายสมัยใหม่เป็นหลักการที่เกี่ยวข้องกัน ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิตอลได้เกิดขึ้นเมื่อสัญญาณของทีวีแบบอนาบลอกได้ถูกเปลี่ยนแปลงและนำมาแทนที่ด้วยบริการทีวีแบบดิจิตอล ในขณะที่สัญญาณแบบดิจิตอลอาจจะไม่ได้ดีไปกว่าสัญญาณแบบอนาลอกเมื่อพิจารณาในเรื่องของการบันทึก , การแพร่ภาพ ,การตอบสนองทางด้านความถี่ , ค่าสัดส่วนของสัญญาณต่อสัญญาณรบกวน , แต่สำหรับการส่งต่อสัญญาณดิจิตอล ( transmission of digital signals ) พบว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าระบบแบบอนาลอกมาก และการส่งต่อแบบดิจิตอลได้มีการใช้สเปกตรัมที่น้อยกว่าแบบอนาลอก ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิตอลเชื่อว่าจะนำมาใช้กับย่านความถี่ VHF และ UHF ได้
การสื่อสารไร้สายสมัยใหม่ได้อ้างอิงไปยังสเปคตรัมที่จะจัดเตรียมเอาไว้ในย่านความถี่ของ VHF และ UHF ในฐานะที่เป็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิตอล ทั้งนี้ได้มีประเภทของสเปกครัมสำหรับการสื่อสารไร้สายสมัยใหม่อยู่ 2 กลุ่มด้วยกันคือสเปกตรัมแบบชัดเจน ( หรือ cleared spectrum ) และสเปกตรัมแบบสลับเปลี่ยน (interleaved spectrum )
ทั้งนี้เหตุผลพื้นฐานว่าเหตุใดสเปกตรัมของการสื่อสารไร้สายสมัยใหม่เป็นสิ่งสำคัญนั้นเนื่องจากลักษณะทางด้านกายภาพของมันกล่าวคือ : สเปกตรัมนี้มีองค์ประกอบที่น่าดึงดูดและมีความเป็นพิเศษ และมีความครอบคลุม สเปกตรัมของการสื่อสารไร้สายสมัยใหม่สามารถถูกใช้เพื่อรองรับบริการที่มีอยู่และบริการใหม่ๆ , และจากแนวโน้มของตลาดปัจจุบันและลักษณะของบอร์ดแบรนด์ที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของสังคมไป , การสื่อสารไร้สายสมัยใหม่ได้มีความสำคัญทางด้านระบบเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม
สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ( ITU ) ได้เป็นผู้นำในการจัดสรรสเปกตรัมในระดับโลก ในระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งนี้แผนที่เกี่ยวกับความถี่และมาตรฐานทางเทคนิคสำหรับสเปกตรัมจะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกดิจิตอลในสามพื้นที่ของ ITU , นอกจากนี้ ITU เองยังได้มีการสร้างความสอดคล้องกลมกลืนในเรื่องการใช้ทรัพยากรของสเปกตรัม ( หรือย่านความถี่ ) ในนามของตัวแทนที่มาจากรัฐบาล , ข้อปฏิบัติและข้อแนะนำ รวมถึงกฎระเบียบข้อบังคับจะการควบคุมดูแลจากรัฐบาลระดับชาติ รวมถึงรัฐยังมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการและการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดสรรย่านความถี่ในพื้นที่ต่างๆของ ITU , เนื่องจากตลาดนี้มีความแตกต่างและเนื่องจากย่านความถี่รวมถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในการส่งต่อการบริการไปสู่ลูกค้ามีความหลากหลาย ทำให้เกิดความแตกต่างในเรื่องความเร็ว ( timeline ) ด้วย , ซึ่งในทางปฏิบัตินั้น การปฏิบัติการและการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดสรรสเปกตรัมนั้นจะมีความผันแปรไปแต่ละพื้นที่ของ ITUs
มีคำถามว่าจะมีการใช้การสื่อสารไร้สายสมัยใหม่ได้อย่างไร และจะมีการจัดสรรสเปกตรัมอย่างไร ? อันได้เป็นประเด็นคำถามที่ถกเถียงกันอย่างมากในหมู่ของลูกค้า นักกฎหมาย นักการเมืองและผู้ปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ภาพ กระจายเสียง ( หรือที่เกี่ยวข้องกับโทรคมนาคม และ ICTs โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับบอร์ดแบรนด์ ) กล่าวในวงกว้างแล้วนั้น การใช้งานที่สำคัญสำหรับสเปกตรัมของการสื่อสารไร้สายสมัยใหม่นี้จะรวมถึงการแพร่ภาพกระจายเสียง และการสื่อสารแบบประจำที่ (หรือแบบมีสาย ) ที่พิจารณารวมกับรูปแบบของการส่งสัญญาณโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดิน (Digital Terrestrial Television Broadcasting: DTT ) การส่งสัญญาณของโมบายทีวี , การใช้บอร์ดแบรนด์ไร้สายเชิงพาณิชย์ การป้องกันความปลอดภัยของสาธารณะชนและบรรเทาความหายนะต่างๆ ความเหมาะสมของสเปกตรัมการสื่อสารไร้สายสมัยใหม่สำหรับการใช้งานในแต่ละประเทศได้มีผลจากปัจจัยอื่นๆด้วยเช่นตำแหน่งทางด้านภูมิประเทศ ขนาดและโครงสร้างภูมิประเทศ การเข้าถึงของการให้บริการดาวเทียม/ เคเบิล และการใช้สเปกตรัมในประเทศใกล้เคียง
ตารางที่ 5.3 การตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้การสื่อสารไร้สายสมัยใหม่ และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย

จากกฎและนโยบายที่ผู้ออกกฎต้องบ่งชี้นั้น ในฐานะที่เตรียมพร้อมสู่การเปลี่ยนแปลงไปยังระบบดิจิตอลได้แก่
-การจัดสรรและมอบหมายคลื่นความถี่ หรือสเปกตรัม
-การรักษาแถบความถี่ไว้สำหรับการใช้งานในอนาคต
-การอ้างอิง
-การเคลื่อนย้าย
-การสร้างความสอดคล้อง
จากประเด็นดังกล่าวนั้น บทที่ 5 ยังได้ประกอบไปด้วยการอภิปรายเกี่ยวนโยบายที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร และนวัตกรรม ซึ่งในที่นี้ได้มีกรณีศึกษาจากสามบริเวณของสหภาพการโทรคมนาคม ( ITU ) , โดยกรณีศึกษาทั้งสาม รวมถึงประสบการณ์ที่ได้จากประเทศอื่นๆทำให้บทที่ 5 ได้เน้นในเรื่องต่อไปนี้คือ
การวางแผนเกี่ยวกับสเปกตรัม
การจัดสรรทรัพยากรและกระบวนการจัดสรรคลื่นความถี่
การเคลื่อนย้ายระบบ และการให้คำปรึกษาและประเมินคุณค่าของการสื่อสารไร้สายยุคใหม่
ในบทนี้ได้สรุปโดยการทำให้มีความเข้าใจลึกซึ้งในบทเรียน ที่ได้มีการอ้างอิงถึงประสบการณ์ของประเทศต่างๆ

บทที่ 6 : บทบาทของกฎกติกาของ ICT ในการบ่งชี้อาชญากรรมที่เกิดขึ้นในโลกไซเบอร์
ในการเติบโตของผู้ใช้งานต่างๆ รวมถึงภาคธุรกิจได้เกี่ยวข้องกับการทำงานของ ICTs ในทุกวัน ทั้งนี้ ICTs ได้เป็นเหมือนส่วนที่สำคัญในโครงสร้างระดับประเทศ , การเข้าขัดขวางการทำงานของ ICT อาจจะทำให้เกิดความเสียหายทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างรุนแรงได้ ในขณะเดียวกันหากมีความมั่นใจในการทำงานของ ICTs ย่อมทำให้ตระหนักได้ถึงความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ และต่อสู้กับอาชญากรรมที่เกิดขึ้นทางอินเตอร์เน็ตได้
ความมั่นคงปลอดภัยในโลกไซเบอร์ ( หรือ cybersecurity ) นี้ได้อ้างอิงไปยังกิจกรรมต่างๆเช่นการรวบรวมเครื่องมือ นโยบาย ผู้ดูแลความปลอดภัย แนวทางปฏิบัติ แนวทางบริหารจัดการความเสี่ยง การฝึกอบรม การมีแนวทางปฏิบัติที่ดีและเทคโนโลยีที่สามารถใช้เพื่อป้องกันอันตรายต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกไซเบอร์ ทั้งนี้เป็นการปกป้องทรัพย์สินของทั้งองค์กรและของผู้ใช้ ทั้งนี้คำว่าอาชญากรรมโลกไซเบอร์ ( หรือ Cybercrime ) นี้อ้างอิงถึงอาชญากรรมที่ทำบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเกิดอาชญากรรมดังกล่าวจำเป็นต้องมีการรักษาความปลอดภัยและมีกลยุทธ์สำหรับการป้องกันข้อมูลข่าวสาร
ในหลายประเทศได้มีกระบวนการพัฒนากรอบการทำงานทางด้านกฎหมายและบทบัญญัติต่างๆสำหรับการรักษาความปลอดภัยในอินเตอร์เน็ต รวมถึงการมีกรอบการทำงานสำหรับการระบุหรือบ่งชี้อาชญากรรมทางอินเตอร์เน็ต ทั้งนี้พบว่าอาชญากรรมดังกล่าวได้สร้างความท้าทายให้กับแนวทางแบบเดิมๆ , รวมถึงอาชญากรรมทางอินเตอร์เน็ตยังได้ก้าวข้ามประเทศ และมีผลกระทบต่อภาคส่วนหรือผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่างๆได้ และเนื่องเป็นอาชญากรรมทางอินเตอร์เน็ตดังนั้นหลักฐานต่างๆจึงยากที่จะตรวจสอบจากความเสียหายทางกายภาพได้ และอาชญากรรมที่เกิดขึ้นนั้นยากที่จะติดตามดูแลได้ตลอดเวลา และจากลักษณะของอินเตอร์เน็ตนั้นได้แสดงให้เห็นว่าได้มีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ( stakeholders ) จำนวนมากที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูแลความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ รวมถึงมีบุคคลหลายส่วนที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางอินเตอร์เน็ต และทำให้ง่ายต่อการที่บุคคลในพื้นหนึ่งจะจู่โจมและทำให้เกิดความเสียหายกับบุคคลในสถานที่หนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นอาชญากรรมในโลกไซเบอร์ได้มาจากการใช้เทคโนโลยีที่มีการพัฒนา และนโยบายที่ใช้จัดการยังไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในบริบทนี้พบว่าโมเดลการออกกฎ กติกาแบบเก่า ที่ให้รัฐบาลเป็นผู้ที่มีลำดับการตัดสินใจสูงสุด อาจจะไม่ได้เป็นหนทางเดียวในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะเมื่อเครือข่ายดิจิตอลระดับโลกแบบใหม่ได้มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าระบบอินเตอร์เน็ตได้ทำลายโมเดลเก่าๆ ของการเชื่อมโยงความรับผิดชอบระหว่างรัฐบาล ภาคส่วนเอกชน และประชาชน ผลโดยรวมคือการต่อสู้กับอาชญากรรมในโลกไซเบอร์ต้องการความร่วมมือจากบุคคลที่หลากหลาย
กล่องที่ 6.5 การทบทวนการเกิดอาชญากรรมทางโลกไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับการออกกฎในประเทศเบลเยี่ยม ในปี 2006 ทางผู้ออกกฎเกี่ยวกับ ICT ของเบลเยี่ยม ( หรือ BIPT ) ได้ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับอาชญากรรมทางโลกไซเบอร์ เนื่องจากทางกระทรวง ได้ตรวจสอบและพบว่ามีความจำเป็นสำหรับการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการกักเก็บข้อมูล ทั้งนี้ได้มีการปรับปรุงตามแนวทางปฏิบัติของสหภาพยุโรปที่มีแนวทางสำหรับการเก็บข้อมูล โดยได้มีการบัญญัติลงไปในกฎหมายระดับชาติของเบลเยี่ยม ทั้งนี้การปรับปรุงได้มีการร่วมมือกับภาคส่วนของรัฐบาล ทั้งฝ่ายศาลและหน่วยงานที่ควบคุมดูแลเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ระหว่างกระบวนการพัฒนาร่างกฏหมายดังกล่าวได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ รวมถึงในปี 2008 นี้เองที่ทาง BIPT ได้ประกาศว่ามีการพิจารณาความเป็นไปได้สำหรับการสร้างบทบัญญัติขึ้นมา โดยต้องเป็นบทบัญญัติที่เคารพความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ระบบอินเตอร์เน็ตอีกด้วย
ในส่วนนี้พบว่าการต่อสู้กับอาชญากรรมทางโลกไซเบอร์นั้นจะกล่าวได้ว่าต้องมีส่วนร่วมจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ เนื่องจากว่าเป็นหนึ่งในระบบนิเวศของการเกิดอาชญากรรมทางโลกไซเบอร์ ทั้งนี้ระบบนิเวศดังกล่าวนี้เองจะมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อร่วมกันต่อสู้กับเหตุการณ์ดังกล่าว ในบทที่ 6 นี้ได้เน้นไปที่เรื่องของบทบาท ความรับผิดชอบ และกิจกรรมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักในระบบนิเวศของอาชญากรรมทางโลกไซเบอร์ ในฐานะที่คนเหล่านี้เป็นเครื่องมือหลักในการต่อสู้กับอาชญากรรม ทั้งนี้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียนี้จะประกอบไปด้วยภาคส่วนทางรัฐบาล ( รวมถึงผู้ที่ออกกฎ กติกาต่างๆ ) ภาคส่วนเอกชน , ชุมชน , สถาบันทางด้านการศึกษา และผู้ใช้ต่างๆ อีกทั้งองค์กรในระดับสากลและระดับท้องถิ่น
เครื่องมือและการกระทำที่ต้องการในการตอบสนองต่อการคุกคามนี้จะต้องมีการพัฒนาให้ทันสมัยมากขึ้น และสามารถนำมาใช้ในบริบททั้งระดับประเทศและระดับสากล รวมถึงสามารถนำมาใช้ข้ามภาคส่วนต่างๆได้ และเป็นกลยุทธ์ที่มีความร่วมมือกัน
ความต้องการอย่างเร่งด่วนในการที่จะหยุดการใช้เทคโนโลยีข่าวสารในทางที่ผิดนั้นเป็นหน้าที่ของเราทุกฝ่าย กล่าวคืออย่างแรกต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของกฎ กติกาที่ใช้ควบคุม ให้สามารถติดตามอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในโลกไซเบอร์ได้ และสร้างหน้าที่ ความรับผิดชอบให้เกิดขึ้น และกระตุ้นให้การควบคุมดูแลได้มาจากหลายภาคส่วนอันจะทำให้เกิดความยืดหยุ่นและไม่จำเป็นต้องเป็นการควบคุมที่มาจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
สำหรับการมีคำสั่งที่เกี่ยวกับกฎกติกาของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร ในเรื่องของอาชญากรรมนั้นพบว่ายังไม่ได้มีการอธิบายเอาไว้อย่างชัดเจนนัก การวิเคราะห์แนวทางปฏิบัติในประเทศที่เลือกมาศึกษานั้นจะทำให้เราพอมองเห็นภาพของผู้ออกกฏว่าสามารถมีศักยภาพในการทำงานเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมทางโลกไซเบอร์ได้ดังต่อไปนี้คือ :
การป้องกันลูกค้า สำหรับตัวอย่าง การให้ความรู้กับลูกค้า การป้องกันสแปม และต่อสู้กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้นมา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะทำลายหรือสร้างความเสียหายให้แก่ระบบคอมพิวเตอร์ ( malware )
ความรับผิดชอบสำหรับความปลอดภัยของข้อมูล และ / หรือความปลอดภัยของเครือข่าย สำหรับตัวอย่างเช่น การป้องกันข้อมูลที่สำคัญและการสร้างความปลอดภัยของการสื่อสาร
การมีกฎ กติกาใหม่ๆสำหรับคำสั่งในการปฏิบัติการเพื่อดูแลความปลอดภัยทางอินเตอร์เน็ต
จากการมองไปข้างหน้า ประเด็นทางด้านความปลอดภัยนั้นดูเหมือนว่าได้เกี่ยวข้องกับความท้าทายของผู้ออกกฏ กติกาของ ICT แต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่สำคัญในการรับบทบาทในการต่อสู้กับอาชญากรรมที่เกิดขึ้น สำหรับปัญหาหนึ่งที่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้ออกกฎ กติกาและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียก็คือการต้องรับมือกับอาชญากรรมในหลากหลายรูปแบบและการคุกคามที่มีการเปลี่ยนแปลงหน้าตาไปอย่างรวดเร็ว การคุกคามในโลกไซเบอร์นั้นได้เติบโตอย่างมาก และสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้น ทั้งนี้บทบาทของผู้ออกกฎ กติกาจะต้องมีการพัฒนาและสร้างความเชื่อมโยง พร้อมกับตอบสนองให้เพียงพอต่อความต้องการความช่วยเหลือทั้งจากผู้ใช้และภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ผู้ออกกฎกติกายังต้องมีความรับผิดชอบเกี่ยวกับการรับรองความปลอดภัยในการใช้อินเตอร์เน็ตทั้งปัจจุบันและให้อนาคต ให้กับผู้ใช้ทั้งที่เป็นลูกค้า ภาคส่วนธุรกิจ รัฐบาล เพราะหากเกิดความสูญเสียแล้วจะทำให้เกิดความสูญเสียต่อชุมชนและต่อเศรษฐกิจได้ , การทำหน้าที่ดังกล่าวจะต้องการให้ผู้ออกกฎ กติกาเกี่ยวกับ ICT ได้ตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการคุกคามทางโลกไซเบอร์ และหาแนวทางสำหรับการป้องกันต่อไป สำหรับคำสั่งหรือกฏหมายต่างๆจะต้องมีการพัฒนาอยู่เสมอเนื่องจากเป็นเครื่องมือที่จะนำไปเอาผิดต่อผู้ก่ออาชญากรรมได้ต่อไป ซึ่งนอกจากประเด็นเหล่านี้แล้ว ยังต้องสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆในการให้พวกเขาได้ร่วมมือกันไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ

บทที่ 7 : การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม , ICTs และกฎกติกาต่างๆ

บทที่ 7 จะอธิบายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและภาคส่วนของ ICT โดยได้มุ่งเน้นไปที่โทรคมนาคม ทั้งนี้ในบทนี้จะพิจารณาใช้เกี่ยวกับ ICT และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับผู้ให้บริการทางด้านโทรคมนาคม ( TSPs ) โดยมีผลทำให้ต้องมีบทบาทเชิงรุกในการป้องกันสภาพแวดล้อมและพิจารณาการเปลี่ยนแปลงสภาพที่เกิดขึ้น ทั้งนี้การตัดสินใจที่ที่มีผลจากการปรับตัวเรื่องเปลี่ยนแปลงสภาพจะทำให้เกิดกฏหมายและกฏ กติกาต่างๆ
ในบทนี้จะเพ่งเล็งไปที่เรื่องของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่กำเนิดมาจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม ( TSPs ) ที่ทำภายใต้การได้รับสิทธิ์ที่เฉพาะเจาะจง ทั้งนี้บทนี้จะให้ความสนใจเกี่ยวกับผู้ออกกฎ กติกาเกี่ยวกับ ICT ที่มีหน้าที่พิจารณาผู้ให้บริการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมเหล่านี้ ทั้งนี้ได้ตอบสนองโดยการระงับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาจาก TSPs และอำนวยความสะดวกให้กับ TSPs ในการจัดการกับการปล่อยก๊าซดังกล่าว

บทที่ 7 นี้มีจุดประสงค์เพรื่อรวบรวมข้อโต้แย้งและสร้างความตระหนัก รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความร่วมมือกันในการระงับการปล่อยก๊าซคาร์บอนหรือก๊าซเรือนกระจกออกมา

สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นเชื่อได้ว่าเป็นตัวขับดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม และกิจกรรมต่างๆของมนุษย์หลายกิจกรรมได้เชื่อว่าเป็นสาเหตุในการปล่อยก๊าซเหล่านี้เพิ่มขึ้น ( โดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ ) ทั้งนี้ ICTs จะมีศักยภาพในการสนับสนุนเพื่อลดระดับของก๊าซเรือนกระจกลง ซึ่งจำเป็นต้องมีการส่งเสริมบทบาทของผู้ออกกฎเกี่ยวกับ ICTs นี้ได้มีส่วนเข้ามาดำเนินการด้วย ซึ่งยังไม่ได้มีการทำวิจัยเพื่อตรวจสอบถึงความสามารถของ ICTs ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง
ทั้งนี้มีจุดทั้งหมด 3 จุดด้วยกันที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและ TSPs ได้แก่ : การปรับตัว การบรรเทาผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลง และสิ่งที่มีศักยภาพที่สุดคือการออกกฏควบคุม , ทั้งนี้เรื่องของการปรับตัวจะอ้างอิงไปยังผลกระทบของสภาพอากาศต่อ TSPs โดย TSPs จะมีการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการปฏิบัติ และมีการปรับโครงสร้างในการควบคุมความอันตรายที่เกิดขึ้น หรือสร้างผลประโยชน์จากโอกาสที่มาพร้อมการเปลี่ยนแปลงจากสภาพอากาศ
การบรรเทาผลกระทบเป็นการอ้างอิงไปยังการที่ TSPs ได้มีมาตรการในการลดผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยแหล่งที่มาของก๊าซเรือนกระจกนี้ได้มาจากกิจกรรมของ ICTs ที่เป็นการปล่อยก๊าซทางอ้อม อันเป็นผลมาจากการใช้พลังงานไฟฟ้าของ TSPs เพื่อให้พลังงานกับระบบ
อย่างไรก็ตามแล้วได้มีความซับซ้อนในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง ICTs และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เนื่องจากหากมองอีกมุมหนึ่งแล้วนั้นจะพบว่าการเติบโตของตลาดในภาค ICTs นี้ได้มีการใช้พลังงานไปจำนวนมาก และมีการผลิตก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่มากเหมือนกัน แต่มองอีกมุมพบว่า ICTs ได้มีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่ใช้งานอย่างรวดเร็ว ที่จะพยายามลดการใช้พลังงานและลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของ TSPs นี้จะช่วยให้ภาคส่วนอื่นๆลดการปล่อยก๊าซได้ โดยทำให้ภาคส่วนอื่นๆได้ตระหนักถึงการปล่อยก๊าซของตัวเอง และใช้เทคนิคต่างๆเข้ามาควบคุมการผลิตคาร์บอนและควบคุมการใช้พลังงาน อย่างไรก็ตามนั้นพบว่า TSPs จะมีการพัฒนาและช่วยให้คนอื่นๆพัฒนาด้วย , การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรม , การสร้างโมเดลทางธุรกิจที่ลดการปล่อยก๊าซ
จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดพบว่าการออกกฎหมายนี้จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญ รวมถึงมีการพิจารณามิติต่างๆที่เป็นไปได้ดังต่อไปนี้คือ
การสร้างกรอบการทำงานสำหรับการเชื่อมโยงผู้ออกกฎ กับประเด็นทางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพ
การมีเครื่องมือที่ใช้ผู้ออกกฎมาเกี่ยวข้อง
บรรทัดฐานการควบคุมของ ICTs
การสนับสนุนการพัฒนาของตลาดอย่างยั่งยืน
กิจกรรมหลักของผู้ออกกฎ กติกาของ ICT นี้จะโฟกัสไปที่การทำให้ตลาดมีความยุติธรรมในการแข่งขัน ส่งเสริมการลงทุน การเข้าถึงสากลต่อบริการ ICTและการป้องกันลูกค้า ทั้งนี้ผู้ออกกฏได้มองหาที่จะจัดเตรียมทั้งสิ่งจูงใจและบทลงโทษที่จะนำมาใช้เพื่อนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ ผู้ออกกฎและกติกาบางคนได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการปรับพฤติกรรมของผู้ที่เข้ามาที่จะส่งผลกระทบต่อลูกค้าด้วย โดยทั่วไปแล้วนั้น บริการที่มีการใช้พลังงานมากและแอพพลิเคชั่นต่างๆจะเกิดขึ้นใน telecosm ที่ไม่ได้ปฏิบัติจาก TSPs โยตรง ในความเป็นจริงแล้ว บริการและแอพพลิเคชั่นเหล่านี้มักจะอยู่นอกขอบเขตของการควบคุมดูแลโทรคมนาคมในปัจจุบัน
คำถามสำคัญคือ ผู้ออกกฎของ ICT ควรต้องมีการขยายผลเพื่อส่งเสริมการทำงานในการลดก๊าซเรือนกระจกหรือไม่ และจะเพิ่มมาตรการของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของ ICT ได้หรือไม่ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิจะมีบทบาทในการตัดสินใจของผู้ออกกฏของ ICT หรือไม่ อะไรคือบทบาทของผู้ออกกฏและกติกาในการชักชวนให้สาธารณะชนได้มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่านการใช้พลังงานสะอาดหรือประหยัดพลังงาน
จากการตั้งสมมติฐานนั้นสิ่งที่มีบทบาทในการออกคำสั่งของ ICT นี้ ( เพื่อให้ทำตามวัตถุประสงค์ของนโยบายสาธารณะ ) ได้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ทั้งนี้ผู้ออกกฎและกติกาจะบูรณนาการวิธีการตรวจสอบกับ TSP ได้อย่างไร วิธีที่จะนำมาใช้เพื่อส่งเสริมวัตถุประสงค์ดังกล่าวจะทำได้ในหลายรูปแบบด้วยกัน ทั้งมีการใช้รูปแบบที่เป็นทางการและการใช้ข้อบังคับทางกฎหมาย
หนึ่งในรูปแบบที่เป็นที่ต้องการสำหรับ ICTs คือต้องการให้ TSPs แสดงว่าพวกเขาได้ดำเนินการอย่างดี และรัฐบาลจะต้องมีการแสดงเป็นแบบอย่างในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ทั้งนี้บางผู้ออกกฎของ ICT จะต้องมีการบันทึกแผนปฏิบัติของตนเองเกี่ยวกับการป้องกันสิ่งแวดล้อมและมีการส่งรายงานการปฏิบัติการ ทั้งนี้มันสำคัญที่ว่าในการทำกิจกรรมต่างๆจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการบริหารจัดการกับก๊าซเรือนกระจก
นอกเหนือจากการควบคุมดูแลโดยเฉพาะเจาะจงแล้ว ผู้ออกกฏของ ICT จะมีบทบาทในการพัฒนาตลาดอย่างยั่งยืนเช่นการเข้าไปลอบบี้ในเรื่องต้นทุนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ( Carbon pricing ) รวมถึงมีการเพิ่มราคาพลังงาน การควบคุกมการปล่อยก๊าซ การหานวัตกรรมในการจัดการกับก๊าซเรือนกระจก
จากที่กล่าวมาด้านบนบทนี้จะมีการสร้างกรอบการทำงานสำหรับบทบาทหน้าที่ของ ICT สำหรับการบ่งชี้การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

บทที่ 8 : โปสการ์ดที่ได้จากจากสังคมข้อมูลข่าวสาร : การมีชีวิตอยู่ในเทคโนโลยี –สิ่งดีและไม่ดีในโลกออนไลน์ รวมถึงการแสดงคำถามต่างๆ

ในบทที่8 นี้ได้มีมุมมองเชิงค้นพบและเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับสังคมข้อมูลข่าวสาร – ทั้งที่ไม่ได้คาดว่าจะมีการพัฒนาในระดับแต่ แต่คาดหวังว่าจะมีการพัฒนาในส่วนต่างๆของโลก
ในปี 2010 สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ( ITU ) ได้ประเมินว่ามีประชากรมากกว่า 2 พันล้านคนที่ใช้อินเตอร์เน็ต และได้มีหลักฐานว่าคนทั่วโลกได้ยอมรับแนวคิดที่ว่าอินเตอร์เน็ตไม่ได้มีประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง การเพิ่มขึ้นของสังคมข้อมูลได้มีศักยภาพดังต่อไปนี้คือ
มีการรวมเครือข่ายทางด้านเสียงและข้อมูลที่ทำให้เพิ่มอำนาจในการรับส่งข้อมูล อีเมลล์หรือ ระบบการส่งข้อความทันที ระหว่างสองคน หรือกลุ่มคนใน เน็ตเวิร์ก เดียวกัน ( Instant messaging )
การมีทางเลือกสำหรับการบริการของรัฐ ( e government service ) , ที่ยอมให้มีการเข้าถึงของบริการ โปรแกรมและข้อมูลต่างๆของรัฐ
การเข้าถึงบริการทางด้านสังคมและการศึกษา รวมถึงการเรียนรู้ระยะไกล , การพบหมอทางไกล ( tele – medicine ) , การฝึกงาน ( job training ) , การขยายความร่วมมือเกี่ยวกับผลประโยชน์ของสาธารณชนทางด้านอื่นๆ
การปฏิวัติในพฤติกรรมทางด้านธุรกิจและการค้า , การสร้างอำนาจของการสื่อสารระยะไกล , การติดต่อซื้อขายทางอินเตอร์เน็ต , การนำเอาสร้างระบบองค์กรเครือข่าย
มีระบบของสากลของการสร้างเครือข่ายทางสังคม และยอมให้แต่ละคนและกลุ่มมีการแบ่งปันข้อมูล รูปภาพ รวมถึงการติดต่อแบบออนไลน์
มีการเติบโตของสภาพแวดล้อมทางเครือข่าย ของเครื่องใช้ทางไฟฟ้า รถยนต์ และอุปกรณ์พกพาที่จะต้องตระหนักถึงสภาพแวดล้อมของตนและปรับตัวในเรื่องของการใช้พลังงานให้เข้ากับฟังก์ชั่นการใช้งาน
ศักยภาพเหล่านี้ได้มีการกระจายกันไปในทั่วโลก แต่เป็นลักษณะที่ไม่เท่าเทียมกัน ในขณะที่การแพร่กระจายของอินเตอร์เน็ตนั้นได้อยู่ในลำดับที่ 71 % ในปี 2010 ( ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ) ส่วนในประเทศที่กำลังพัฒนาการแพร่กระจายของอินเตอร์เน็ตจะอยู่ที่ 21 % , ศักยภาพเหล่านี้มีทั้งแบบที่แบ่งออกไปในภูมิภาค และที่กระจุกตัวอยู่ในที่ใดที่หนึ่งของประเทศ , ทั้งนี้ในการเข้าถึงบอร์ดแบรนด์ - จะทำให้เพิ่มอำนาจให้กับสื่อมัลติมีเดียแบบต่างๆและการมีข้อมูลทางกราฟฟิคที่ดีนั้นจะช่วยนิยามถึงสังคมข้อมูลได้ต่อไป – ที่ยังคงจำกัดไปยังผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตในประเทศที่พัฒนาแล้วในปี 2010
การใช้งานเพื่อเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมีสองเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ อย่างแรกคือดิจิตอลได้แบ่งแยกความแตกต่างทางข้อมูลและเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่ยังไม่พัฒนา อย่างที่สองนั้นการมีข้อจำกัดในเรื่องการเข้าถึงบอร์ดแบรนด์มีความแตกต่างกันระหว่างประชากรที่มีข้อได้เปรียบเชิงเศรษฐกิจกับประชากรที่เสียเปรียบทางเศรษฐกิจ
บทที่ 8 นี้ยังได้ทบทวนเทคโนโลยีที่เป็นรากฐาน – จากเครือข่ายไปยังอุปกรณ์พกพา ที่เป็นรากฐานของสังคมข้อมูลต่อไป เทคโนโลยีดังกล่าวนั้นได้แก่เทคโนโลยีความเร็วสูง โครงข่ายหลักที่มีศักยภาพสูง เครือข่ายแบบมีสายและเครือข่ายแบบไร้สาย , อุปกรณ์ที่ใช้ในการให้บริการต่อผู้ใช้ (End user device ) , ลักษณะและแอพพลิเคชั่นสำหรับอุปกรณ์เหล่านี้ การให้บริการในระดับสูงเช่นโมบายทีวี สำหรับบทนี้ได้ค้นหาผลกระทบของเทคโนโลยี ,การบริการสังคมข้อมูล และแอพพลิเคชั่นที่มีผลต่อชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน ทั้งนี้แต่ละคนที่เข้าถึงบรอดแบรนด์ได้จะต้องมีกฎ กติกาควบคุมการใช้งานของทุกคน เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัย เพราะสังคมข้อมูลนี้ได้มีสิ่งแวดล้อมที่ทั้งดีและไม่ดีปนอยู่
สำหรับความหมายที่ว่าเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีนั้น , ไม่ได้มีข้อสงสัยที่ว่าเครือข่ายบอร์ดแบรนด์ , สมาร์ทโฟน , คอมพิวเตอร์ , และอินเตอร์เน็ตได้มีส่วนในการยกระดับสังคมและยกระดับสวัสดิการส่วนบุคคลได้ และผลประโยชน์ที่ได้จากสังคมข้อมูลข่าวสารจะตกกับพลเมือง เพราะได้เป็นยุคของ HYPERLINK "http://marketing.marketeer.co.th/index.php?id=&title=&fname=&lname=" \t "_blank" การตลาดที่ต้องเปลี่ยนศูนย์กลางของการวางกลยุทธ์ HYPERLINK "http://marketing.marketeer.co.th/index.php?id=&title=&fname=&lname=" \t "_blank" การตลาดจากไอเดียของนัก HYPERLINK "http://marketing.marketeer.co.th/index.php?id=&title=&fname=&lname=" \t "_blank" การตลาดไปสู่ ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางแทนที่ อีกทั้งยังส่งผลดีต่อระบบการเมืองและสวัสดิการของบุคคล
ในขณะที่มีการพัฒนาทางด้านสังคมและเทคโนโลยี การพัฒนาทางด้านข้อมูลอาจจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่น่าพอใจได้ ตัวอย่างเช่น มีการสร้างโปรแกรมขึ้นมาเพื่อให้ระบบมีปัญหาและการควบคุมคอมพิวเตอร์จากระยะไกล , การขโมยข้อมูลส่วนตัว , การฉ้อโกง , การรุกล้ำความเป็นส่วนตัว , การใช้เนื้อหาออนไลน์ที่ไม่เหมาะสม , การมีผู้ล่าที่มุ่งแสวงหาเหยื่อทางอินเตอร์เน็ต และการได้รับผลกระทบทางสุขภาพทั้งจากคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบของมือถือ
ท้ายที่สุดสังคมข้อมูลยังทำให้เกิดคำถามต่างๆ จะกล่าวได้ว่าการใช้บริการออนไลน์ได้ทำให้เกิดรูปแบบของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมรูปแบบใหม่ที่ได้สร้างคำถามในสิ่งที่ไม่เคยได้ถามกันมาก่อน โดยคำถามเกิดขึ้นเนื่องจากการมีจำนวนคนที่ติดคอมพิวเตอร์ ( cyber - mania ) มากขึ้นเช่น :
คนที่ติดต่อแบบออนไลน์จะมีความสัมพันธ์ที่แตกต่างจากคนที่มองเห็นกันซึ่งๆหน้าหรือไม่ ?
แต่ละคนที่ติดการออนไลน์นั้นได้มีผลเสียต่อชีวิตของเขาหรือไม่ ?
มีคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตที่ใช้ความไม่มีตัวตนจริงนั้นเพื่อที่จะรบกวนหรือหลอกลวงต้มตุ๋นคนอื่นๆหรือไม่
ลักษณะการทำงานที่มีหลายหน้าที่ มีการทำงานแบบรวดเร็วนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของวิธีการคิด การสังเกตการณ์และการตัดสินใจของเราหรือไม่ ?
ความหลากหลายของประสบการณ์จากอินเตอร์เน็ตนั้นได้ส่งผลกระทบต่อสวัสดิการและพัฒนาการของเด็กหรือไม่
ผลกระทบใดที่เกิดขึ้นจากการวิพากษ์วิจารณ์และเขียนบทความทางด้านการเมือง ?
บทที่ 8 ได้สรุปโดยการแสดงให้เห็นถึงความท้าทายและแนวทางที่มีประโยชน์สำหรับการตั้งกฎ กติกา และเพื่อให้ผู้ออกกฏได้เข้าใจรวมถึงบ่งชี้โลกของอินเตอร์เน็ต ความท้าทายหนึ่งได้เชื่อมโยงกับ การมีช่องโหว่ของกฎ กติกาต่างๆ ( หรือ the regulation gap ) เนื่องจากกฎ กติกาที่มีอยู่ยังไม่สามารถตรวจสอบเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือยังมีการจัดกลุ่มแบบเดิมที่ล้าสมัยที่ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบแพลตฟอร์มการทำงานในส่วนต่างๆได้อย่างครอบคลุม ทั้งนี้ในส่วนของรัฐบาลได้มีการทบทวนถึงโครงสร้างของกฎกติกา และจรรยาบรรณที่ใช้ในการพิจารณา รวมถึงมีการปรับปรุง การบ่งชี้ความแตกต่างระหว่างเครือข่ายแบบเก่าที่เป็นแบบสลับวงจร (circuit-switched networks ) และเครือข่ายแบบใหม่ที่เป็นแพกเกจสวิชชิง (packet switched network )
ในบทที่ 8 นี้ได้ค้นพบกฎ กติกาที่รัฐบาลได้มีการขยายขอบเขต หรือพิจารณาถึงการขยายขอบเขต , รวมถึงบทบาทหน้าที่ของพวกเขาในการให้แนวทางกับสังคมข้อมูล อันประกอบด้วย
การส่งเสริมการใช้บอร์ดแบรนด์
การมีอำนาจการจัดการอย่างมีเหตุมีผล และสถานภาพทางกฎหมาย
การแข่งขันและกฎเกี่ยวกับภาษีศุลกากร
การมีระบบการเข้าถึงและกฎหมายบังคับเกี่ยวกับจำนวนและรูปแบบของข้อมูลในการสื่อสารทางระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ท
การปกป้องข้อมูลของลูกค้าและความเป็นส่วนตัวของลูกค้า
เนื้อหาที่ออนไลน์
ประเด็นทางด้านความปลอดภัย
ความถี่
ประเด็นส่วนมากที่ผู้ออกกฎจะต้องเผชิญหน้านั้นเป็นประเด็นที่ใหญ่พอสมควร และสิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นจากคำถามที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมรวมถึงความอยู่รอดของระบบเศรษฐกิจ ในขณะที่ผลประโยชน์ของสังคมข้อมูลได้แสดงออกมานั้น พบว่าการพัฒนาระบบบอร์ดแบรนด์ก็ได้นำมาสู่ประเด็นและความท้าทายใหม่ๆ , จากเดิมนั้นผู้ออกกฎจะต้องทราบถึงความท้าทายเหล่านี้ก่อน แต่มาถึงตอนนี้ลูกค้าในทุกอายุพบว่าเป็นผู้ที่เข้ามาบุกเบิกสังคมข้อมูล ซึ่งทำให้คนกลุ่มนี้ได้พบทั้งประโยชน์และพบทั้งความเสี่ยงที่เกิดขึ้นโดยตรง จึงทำให้นักกฎหมายและผู้กำหนดกฏกติกาต้องเข้ามาแทรกแซงเพื่อปกป้องลูกค้าผู้ใช้บริการให้ปราศจากความเสี่ยงในการใช้ในศตวรรษที่ 21 นี้

บทสรุป

การโทรคมนาคม มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะตกต่ำ เนื่องจากตลาดที่โตต่อเนื่องของตลาดที่เกิดใหม่ รวมถึงการเจริญเติบโตในประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดมือถือ ถึงแม้ว่าจะเลยจุดอิ่มตัวแล้วก็ตาม รวมถึงยุดดิจิตอลที่มีการใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ใหม่ ๆ มากขึ้น เช่น Smart phone หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่พกพาได้ เพื่อให้เข้าถึงง่ายต่อเครือข่ายสังคม หรือ Social network ทำให้เกิดแรงกดดันต่อผู้ให้บริการ ในตลาด ICT ที่ต้องทำการแข่งขันกัน ในเรื่องความเร็วสูงที่สามารถใช้บริการได้ทุกที่ ทุกเวลา ในขณะที่ตลาด wireless และ การให้บริการบรอดแบรนด์ไร้สาย 3G เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้การเจริญเติบโตของการให้บริการโทรศัพท์ประจำที่ลดลงไปด้วย เมื่อมีการใช้บริการเครือข่ายส3 G ทั่วโลกสูงมากขึ้น แต่ละประเทศเลยมีการจัดสรรคลื่นความถี่ และลิขสิทธิ์อันส่งผลให้การเติบโตพุ่งสูงขึ้น กฎหมายเหล่านี้ได้นำมาใช้ในระดับอุตสาหกรรมเพื่อจะนำพาประเทศไปสู่ระบบของ 4 G ต่อไป

ในส่วนของประเทศกำลังพัฒนายังตามหลังประเทศที่พัฒนาแล้ว เห็นได้จากการใช้ บอร์ดแบรนด์แบบมีสาย และไม่มีสาย และพบว่ามีการใช้ในแอฟฟริกาน้อยกว่า 1% ของประชากร แม้ว่าจะมีผู้ใช้สมัครมากขึ้นก็ตาม แต่กระนั้นก็ยังมีการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตกันได้ แสดงว่าประเทศเหล่านี้ไม่ได้ต้องการถูกตัดจากข้อมูลข่าวสารในโลกดิจิตอล การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศที่กำลังพัฒนา เนื่องมาจากการโอนทุนจากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชน ถึง 126 ประเทศ ที่เอกชนเป็นผู้ผูกขาด รวมถึงการเปลีี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีได้มีผลกระทบต่อภาคโทรคมนาในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ภาครัฐจำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครสร้างใหม่ เช่น ผู้ออกกฎกติกาที่มีความเฉพาะเจาะจงกับส่วนของโทรคมนาคม และส่วนของการเข้าถึงเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารของผู้ใช้บริการ รวมถึงการโพสข้อความใน web board . เป็นต้น

ผลกระทบของบอรดแบรนด์ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากการใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมหาศาลในเทคโนโลยีประเภทนี้ ทำให้นักวิจัยและนักสังคมศาสตร์เริ่มทำการวิจัยว่าบอรดแบรนด์น่าจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจได้ และได้ผลสรุปอย่างสมเหตุสมผลว่า การใช้บอร์ดแบรนด์ได้เกี่ยวข้องกับการเติบโตของ GDP และบอร์ดแบรนด์ก็มีผลกระทบเชิงบวกต่อความสามารถในการผลิต และมีผลกระทบทั้งต่อเศรษฐศาสตร์ในระดับจุลภาคและมหาภาค และสุดท้ายพบว่า บอร์ดแบรนด์ได้สนับสนุนให้มีการจ้างงานมากขึ้นทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศที่กำลังพัฒนา อันเป็นผลมาจากโปรแกรมการสร้างเครือข่ายการทำงาน นอกเหนือจากการเติบโตของเศรษฐกิจและการสร้างงานแล้ว บอร์ดแบรนด์ยังส่งผลกระทบต่อค่า ส่วนเกินของผู้บริโภคด้วย เช่น ผลประโยชน์ใน เรืื่องการเข้าถึงข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น ทำให้ภาครัฐต้องพิจารณาเครื่องมือทางนโยบายที่สำคัญและส่งเสริมเทคโนโลยีบอร์ดแบรนด์และการตระหนักถึงประสิทธิภาพของบอร์ดแบรนด์ที่มีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการสร้างงานด้วย

ข้อกำหนดสำหรับการเข้าถึงระบบเครือข่ายและการให้บริการ ที่มีการเชื่อมต่อกันในระดับเครือข่าย การให้บริการ ได้แก่ ข้อมูลส่วนตัว ความปลอดภัย การป้องกนลิขสิทธิ์ การให้ความรู้ เป็นต้น ในขณะที่ตลาด ICT มีการแข่งขันมากขึ้น นักกำหนดนโยบายต้องพิจารณาว่ามีการใช้การกำกับดูแลเพื่อป้องกันหรือส่งเสริมกิจกรรมต่าง ๆ การเน้นประเด็นในเรื่องความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ เพื่อทำให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีข่าวสารข้อมูลจะสร้างผลประโยชน์ให้กับสมาชิกทุกคนที่อยู่ในสังคม

ภาคส่วนของ ICT นั้นได้มีความเสรีมากขึ้นในศตวรรษที่ผ่านมา ความเสรีของ ICT ในการแก้ปัญหาข้อพิพาท ภาคาส่วน ICT มีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนนวัตกรรมต่ง ๆ หรือมีการทำลายอย่างสร้างสรรค์ ในปัจจุบันได้มีการเชื่อมต่อเครือข่ายและมีการเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น จึงเริ่มมีคำถามขึ้นมาทางด้านประเด็นของกฎหมายที่เกี่ยวกับการป้องกันข้อมูลที่จัดเตรียมเอาไว้ ความปลอดภัยในโลกไซเบอร์รวมถึงความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการ ที่ทาง ICT ต้องหาแนวทางเพื่อระงับหรือป้องกันข้อพิพาทที่จะเกิดขึ้น ซึ่งขอบเขตของ ICTได้ขยายไปถึงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอีกด้วย หลายประเทศได้ตระหนักถึงระบบการตัดสินใจจากสาธารชนมากขึ้น จากเดิมที่มีแต่ภาครัฐเป็นผู้กำกับดูแล และออกกฎ หรือถึงการตัดสินใจ แต่ปัจจุบันภาคส่วนเอกชนได้มีบทบาทในกระบวนการระงับข้อพิพาทมากขึ้น และในส่วนนโยบายสาธารณะได้ลดอำนาจการผูกขาดของภาครัฐลงไปได้ด้วย ประเทศส่วนมากได้ใช้อำนาจของศาลที่มีเหนือฝ่ายบริหารมาระงับข้อผิดพลา เพราะเห็นว่าศาลมีอำนาจสูงสุด แต่ระบบการตัดสินใจของหลายประเทศมีปัญหาเนื่องจากความซับซ้อนและความเร่งด่วนของประเด็นข้อพิพาท โดยสรุปแล้วนั้น กระบวนการระงับข้อพิพาทได้มีการนำมาใช้ในเรื่องของ ICT ซึ่งมีผลมากจากการปล่อยให้มีอิสระและแยกวิธีระงับข้อพิพาทออกมาจากส่วนของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้เชื่อว่าภาคเอกชนจะให้ความช่วยเหลือในการระงับข้อพิพาทได้ ดังนั้น ถ้าภาครัฐจะต้องพัฒนาหากต้องการให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการทำงานด้าน ICT และมองหาแนวทางที่เหมาะสมต่อไป

การบริหารจัดการเกี่ยวกับการสื่อสารไร้สายสมัยใหม่ ซึ่งการสื่อสารด้วยระบบดิจิตอล นั้นมีประสิทธิภาพดีกว่า การสื่อสารด้วยระบบอนาล็อค มาก ทั้งในเรื่องของการบันทึก การแพร่ภาพ สัญญารบกวน เป็นต้น สเปกตรัมของการสื่อสารสมัยใหม่สามารถูกใช้เพื่อรองรับบริการที่มีอยู่และบริการใหม่ๆ และจากแนวโน้มของตลาดปัจจุบันและลักษณะของบอร์ดแบรนด์ที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของสังคมไป การสื่อสารไร้สายสมัยใหม่ได้มีความสำคัญทางด้านระบบเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ซึ่ง ITU มีบทบาทสำคัญในการจัดสรรสเปกตรัมในระดับโลก ดังนั้นการสื่อสารไร้สายสมัยใหม่ได้มีความสำคัญทางด้านระบบเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมมาก

การเติบโตของโลกไซเบอร์เป็นไปอย่างรวดเร็วมากในภาคสังคมและธุรกิจ บางครั้งทำให้เกิดอาชญกรรมทางโลกที่ส่งผลกระทบอย่างวงกว้างต่อภาคสังคม ธุรกิจ รวมถึงเศรษฐกิจด้วย ดังนั้น ICTs จึงเข้ามามีบทบาทในการทำงาน เพื่อป้องกันการเกิดอาชญกรรม ซึ่งได้ตระหนักถึงความปลอดภัยในโลไซเบอร์มากและต่อสู้กับอาชญกรรมที่เกิดขึ้นทางอินเตอร์เน็ตได้ รวมถึงหลายหลายประเทศทั่วโลกได้มีกระบวนการพัฒนากรอบการทำงานทางด้านกฎหมาย เพื่อสามารถให้เป็นกรอบในการกำหนดโทษ ควบคุม และป้องกันการเกิดอาชญกรรมทางโลกไซเบอร์ และพบว่าการให้รัฐบาลเป็นผู้ออกกฎกำหนดโทษสูงสุด ไม่ได้เป็นหนทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้อีกต่อไป เพราะเนื่องจากในยุคปัจจุบันเครือข่ายดิจิตอลได้พัฒนารุดหน้าอย่างรวดเร็ว ดั้งนั้น ต้องอาศัยภาคส่วนเอกชน และประชาชน ในการเข้ามาช่วยกันแก้ไขปัญหาด้วย ยกตัวอย่าเช่นประเทศเบลเยี่ยม ที่มีการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับอาชญกรรมของโลกไซเบอร์ ในระหว่างกระบวนการพัฒนา ได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ และประเด็นสำคัญคือต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ระบบอินเตอร์เน็ตด้วย ทั้งนี้บทบาทของผู้ออกกฎกติกาต้องมีการพัฒนาและสร้างความเชื่อมโยง พร้อมตอบสนองให้เพียงพอต่อความต้องการความช่วยเหลือทั้งจากผู้ใช้และภาคอุตสกรรมด้วย รวมถึงต้องมีความรับผิดชอบเกี่ยวกับการรับรองความปลิดภัยในการใช้อินเตอร์เน็ตทั้งปัจจุบันและอนาคต
และเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะภาวะโลกร้อน ทาง -ICTs ต้องออกมามีบทบาทในการช่วยลดปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงด้วย เนื่องจากกกิจกรรมบางกิจกรรมที่มีการปล่อยภาวะเรือนกระจกในทางอ้อมอันเป็นผลมาจากการใช้พลังงานไฟฟ้าของ TSPs เพื่อใหพลังงานกับระบบ และรวมถึงการเติบโตในภาค ICTs นี้ได้มีการใช้พลังงานไปจำนวนมาก และมีการผลิตก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่มากเหมือนกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะเห็นได้ว่า ICTs ได้มีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโยลีที่ใช้งานอย่างรวดเร็ว ที่จะพยายามลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกเหนือจากการควบคุมดูแลโดยเฉพาะเจาะจงแล้ว ผู้ออกกฎของ ICT จะมีบทบาทในการพัฒนาตลาดอย่างยั่งยืน เช่นการเข้าไปล๊อบบี้ในเรื่องต้นทุนการปล่อยกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงการเพิ่มราคาพลังงาน การควบคุมการปล่อยก๊าซ การหานวัตกรรมในการจัดการกับก๊าซเรือนกระจก

ในปี 2010 สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ได้ประเมิณว่ามีประชากรมากกว่า 2 พันล้านคนที่ใช้อินเตอร์เน็ต และได้มีหลักฐานว่าคนทั่วได้ยอมรับแนวคิดที่ว่าอินเตอร์เน็ตไม่ได้มีประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่มีความจำเป็นอย่างแท้จริงต่อชีวิตประจำวันของประชาชน สังคม ภาคธุรกิจ เช่น การรวมเครือข่ายด้านเสียง กการรับส่งข้อมูล อีเใมล์ ทางเลือกของรัฐที่ยอมให้มีการเข้าถึงข้อมูลของรัฐ การเข้าถึงบริการด้านสังคมและการศึกษา การปฏิวัติในพฤติกรรมทางด้านธุรกิจและการค้า การสร้างเครือข่ายทางสังคม สุดท้ายก็ทำให้เกิดคำถามว่า การใช้บริการออนไลน์มีผลต่อชีวิตของเราหรือไม่ และผลกระทบที่เกิดจากการวิพากษวิจารณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาทางด้านสังคมและเทคโนโลยี ก็มีการทำให้เกิดผลลัพธ์ด้านลบ เช่น การขโมยข้อมูลส่วนตัว การฉ้อโกง การรุกล้ำความเป็นส่วนตัว แะการใช้เนื้อหาออนไลน์ที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น

สรุปได้ว่า การทำงานของ ICTs ในอนาคตยังเผชิญหน้ากับความท้าทายในเรื่องการตั้งแนวทางที่มีประโยชน์สำหรับการตั้งกฎกติกา และเพื่อให้ผู้ออกกฎได้เข้าใจรวมถึงบ่งชี้โลกของอินเตอร์เน็ต เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมรวมถึงความอยู่รอดของระบบเศรษฐกิจในอนาคต