SSD รุ่นใหม่ความจุเพิ่มขึ้นราคาถูกลง

นอกจาก Intel จะเป็นบริษัทผู้นำตลาดโพรเซสเซอร์แล้ว ทางบริษัทยังเป็นผู้นำในตลาดสตอเรจอีกด้วย โดยเฉพาะ SSD (Solid State Drive) ซึ่งล่าสุด Intel ได้อัพเดทผลิตภัณฑ์ที่เป็น SSD รุ่นใหม่ (ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ 25 nm) ที่มีขนาดของความจุเพิ่มขึ้นเป็น "สองเท่า" ในขณะที่ราคาถูกลงกว่าเดิม
Intel กำลังเร่งเครื่องสำหรับการบุกตลาด SSD ด้วยการออกผลิตภัณฑ์เวอร์ชั่นใหม่เป็น รุ่นที่ 3 แล้วที่มีความจุตั้งแต่ 40 GB, 80 GB, 120 GB, 160 GB, 300 GB และ 600 GB โดยอินเตอร์ เฟซของการทำงานจะเป็น SATA-II ที่มีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูล 3 Gbps สามารถทำงานด้วยความเร็ว 39,500 คำสั่ง (IOPS) ต่อวินาที สำหรับการอ่านข้อมูลแบบสุ่ม และ 23,000 IOPS สำหรับการเขียนข้อมูลแบบสุ่ม

flickr:5631931484

นอกจากนี้ ทาง Intel ยังกล่าวอีกด้วยว่า ไดรฟ์ SSD รุ่นใหม่จะสามารถเขียนข้อมูลได้เร็วสูงสุดถึง 220 MBps และอ่านข้อมูลได้เร็วสูงสุดถึง 270 MBps "SSD รุ่นที่สามของเราจะมีความจุที่มากขึ้น และสมรรถนะการทำงานที่ดีขึ้น โดยมาพร้อมกับเสถียรภาพของการบันทึกข้อมูล และการปกป้องข้อมูลไม่ให้เกิดความเสียหาย ที่สำคัญมันยังมีราคาถูกลงกว่าเดิม 30% (ลดจาก X25-M ประมาณ 100 เหรียญฯ)" ตัวแทน Intel กล่าว
เว็บไซต์ในข่าว: Intel (http://www.intel.com)

แหล่งที่มาของข่าว : http://www.arip.co.th/news.php?id=413436

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บทวิเคราะห์
Solid State Drive : SSD คืออะไร
Solid State Drive : SSD คืออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (Storage) ชนิดหนึ่งที่ใช้เทคโนโลยีในการนำเอา Flash Memory ที่มีคุณสมบัติในการจัดเก็บข้อมูลไว้ได้โดยไม่สูญหายแม้ในขณะที่ไม่มี ไฟหล่อเลี้ยง (non-Volatile) มาประยุกต์ทำเป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลในลักษณะเดียวกับฮาร์ดดิสก์ หนึ่งในอุปกรณ์ Flash Memory ที่เราได้ใช้กันอย่างแพร่หลายในการบันทึกข้อมูลก็คือ USB Flash Memory โดยจะแตกต่างกันในด้านของขนาด และรูปแบบการเชื่อมต่อ
ปัจจุบัน SSD เริ่มถูกใช้แทนอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบฮาร์ดดิสก์มากขึ้น โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์แบบพกพาเช่น Notebook, Netbook, Tablet เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากฮาร์ดดิสก์เป็นอุปกรณ์แบบใช้จานแม่เหล็กที่มีส่วนกลไกต่าง ๆ ที่ต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลาที่มีการอ่านหรือเขียนข้อมูล โดยต้องมีการหมุนจานแม่เหล็กพร้อมกับหัวอ่านไปยังตำแหน่งต่าง ๆที่มีการบันทึกข้อมูล ถือเป็นจุดอ่อนของฮาร์ดดิสก์คือทำให้เกิดเสียงดัง เกิดความร้อนสูง กินไฟมาก และหัวอ่านยังมีความอ่อนไหวต่อการกระทบกระเทือนด้วย

flickr:5631258943

ส่วนประกอบต่าง ๆ ของฮาร์ดดิสก์และ SSD

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vblog/35246/2

เปรียบเทียบการทำงานของฮาร์ดดิสก์และ SSD
การเปรียบเทียบการทำงานของฮาร์ดดิสก์และ SSD นี้ จะใช้ผลการทดสอบของเว็บไซต์ CBiZ Review (http://www.manager.co.th/CBizReview) โดยการใช้โปรแกรม HD Tune up Pro 4.01 ทดสอบการทำงานของฮาร์ดดิสก์และ SSD

flickr:5631258881

ผลทดสอบการรับ – ส่งข้อมูลของ SSD

ที่มา : http://www.manager.co.th/CBizReview/ViewNews.aspx?NewsID=9540000041744

จากภาพผลการทดสอบข้างต้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับส่ง - ข้อมูลของ SSD ที่สูงถึง 257.2 MB/s ในขณะที่การรับส่งข้อมูลของฮาร์ดดิสก์โดยทั่วไปผ่านพอร์ต SATA จะอยู่ที่ 150 MB/s
นอกจากนี้ยังมีผลการทดสอบเปรียบเทียบกันระหว่าง SSD หลาย ๆ รุ่น ในด้านการอ่านข้อมูลที่มีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 132 - 221 MB/s และเขียนข้อมูลที่มีค่าเฉลี่ย 158 – 201 MB/s ดังนี้

flickr:5631841096

ผลทดสอบการอ่านข้อมูลของ SSD

ที่มา : http://www.manager.co.th/CBizReview/ViewNews.aspx?NewsID=9540000041744

flickr:5631259031

ผลทดสอบการเขียนข้อมูลของ SSD

ที่มา : http://www.manager.co.th/CBizReview/ViewNews.aspx?NewsID=9540000041744

ข้อดีและข้อเสียของ SSD
ข้อดี
• ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล SSD ที่สูงกว่าฮาร์ดดิสก์อย่างมาก จากผลการทดสอบที่กล่าวมา ซึ่งส่งผลดีต่อการใช้โปรแกรมที่ต้องดึงข้อมูลจำนวนมากจากอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลมาประมวลผล เช่น การทำงานด้านการออกแบบกราฟิก, การตัดต่อวิดีโอ รวมถึงการ Boot เครื่องด้วย
• ไม่มีชิ้นส่วนใดที่เคลื่อนไหวระหว่างการทำงาน ต่างกับฮาร์ดดิสก์ที่มีการเคลื่อนไหวของชิ้นส่วนตลอดเวลาที่มีการอ่าน – เขียนข้อมูล ส่งผลให้ SSD เกิดความร้อนน้อย กินไฟต่ำ จึงเหมาะกับการใช้ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใช้งานนอกสถานที่และต้องการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เป็นเวลานาน
• สามารถทนต่อแรงกระแทกได้ดีกว่าฮาร์ดดิสก์ เนื่องจากไม่มีชิ้นส่วนที่เป็นกลไกเคลื่อนไหว
• ไม่มีเสียงดังรบกวนในขณะทำงาน
• ขนาดของ SSD มี 2 ขนาด คือ 2.5 นิ้ว และ 1.8 นิ้ว ซึ่งเล็กกว่าฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาด 3.5 นิ้ว และ 2.5 นิ้ว ทำให้มีน้ำหนักเบากว่า
• มีการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยติดมากับตัว SSD เช่น SSD Intel 320 Series มีระบบเข้ารหัสแบบ Advanced Encryption Standard (AES) แบบฮาร์ดแวร์ 128-bit มาให้ด้วย
ข้อเสีย
• ปัจจุบันราคาของ SSD สูงกว่าราคาของฮาร์ดดิสก์อย่างมาก ตัวอย่างเช่น SSD ของ Intel ในรุ่น 320 Series ที่เปิดตัวมาล่าสุด ซึ่งเป็นรุ่นที่มีการปรับราคาลงแล้ว มีราคาเมื่อเปรียบเทียบกับฮาร์ดดิสก์ ดังนี้

ตารางเปรียบเทียบราคาระหว่าง SSD กับฮาร์ดดิสก์

flickr:5631841152

ที่มา : 1) ราคา SSD Intel 320 Series อ้างอิงจาก http://notebookspec.com/web/?p=69130
2) ราคาฮาร์ดดิสก์ (ขนาด 2.5 นิ้ว) อ้างอิงจาก http://www.jib.co.th/
เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลจากตารางจะเห็นว่า การลงทุนซื้อฮาร์ดดิสก์ขนาดความจุ 1.0 TB มีราคาเพียง 3,990 บาท ในขณะที่ SSD ความจุ 80 GB ราคา 4,900 บาท โดยมีความจุต่างกันมากกว่า 10 เท่า
• ปัจจุบันความจุสูงสุดของ SSD มีเพียง 640 GB เท่านั้น ในขณะที่ฮาร์ดดิสก์มีขนาดสูงสุด ไม่ต่ำกว่า 3.0 TB ซึ่งเป็นอุปสรรคกับผู้ที่ต้องการใช้ SSD ความจุสูง ๆ โดยอาจต้องซื้อ SSD จำนวนหลายตัว (ต้องมีงบประมาณสูงตามไปด้วย)
• SSD ในยุคแรก มีการเขียนข้อมูลที่ช้ามาก รวมถึงข้อจำกัดเรื่องจำนวนครั้งในการเขียนข้อมูล ที่จะทำให้อายุการทำงานของ SSD สั้นลง ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวได้รับการพัฒนาให้สามารถเขียนข้อมูลได้เร็วขึ้นและเขียนซ้ำได้มากขึ้น สำหรับผู้ใช้งานโดยทั่วไปไม่น่ากังวลกับปัญหาการเขียนซ้ำ เนื่องจากการทำงานของ SSD ไม่ได้ทำงานตลอดเวลาที่ใช้งานคอมพิวเตอร์

บทสรุปแนวโน้มในอนาคตของ SSD
ในปัจจุบัน SSD มีความจุและความเร็วเพิ่มขึ้นสูงกว่าในอดีตอย่างมาก มีผู้ผลิตหลายรายที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์นี้ โดยการเปิดตัวสินค้าใหม่ ๆ ที่มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น ในขณะที่ราคาเริ่มลดลง ซึ่งเป็นการดีต่อผู้บริโภคในการได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ฮาร์ดดิสก์เริ่มถึงจุดอิ่มตัวของการพัฒนาแล้ว และไม่น่าจะมีการพัฒนาที่แตกต่างไปจากปัจจุบัน มากนัก นอกจากมีความจุที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในราคาที่ถูกลง แต่ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลยังคงเหมือนเดิม
การเปิดตัวสินค้า IT ที่ต้องพึ่งสื่อบันทึกข้อมูล ต่างก็เปลี่ยนมาใช้ SSD เป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล โดยเฉพาะอุปกรณ์ Netbook และ PC Tablet ที่กระแสความนิยมในระดับที่สูงมาก และมีข่าวการทยอยเปิดตัวในหลาย ๆ รุ่น
สำหรับผู้ใช้งานในระดับทั่วไปที่ต้องการสัมผัสกับเทคโนโลยี SSD การลงทุนซื้อ SSD ความจุสูง ๆ เพื่อมาทดแทนฮาร์ดดิสก์ ดูเหมือนเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่านัก เพราะต้องลงทุนเป็นเงินหลายหมื่นบาท ในขณะที่การลงทุนกับฮาร์ดดิสก์ใช้เงินเพียงหลักพันเท่านั้น ทางเลือกที่เหมาะสมของผู้ที่ต้องการใช้ SSD ก็คือ การใช้อุปกรณ์ทั้ง 2 ชนิดในการจัดเก็บข้อมูล โดยการใช้ SSD ลงโปรแกรมต่าง ๆ เนื่องจากคุณสมบัติด้านการอ่านข้อมูลที่รวดเร็ว ทำให้การ Run โปรแกรมต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาจใช้ SSD ความจุประมาณ 80 – 160 GB ซึ่งมีราคาอยู่ในหลักพันบาท และใช้ฮาร์ดดิสก์เป็นตัวเก็บข้อมูล ซึ่งสามารถเพิ่มความจุได้หลาย TB ในงบประมาณที่ไม่สูงนัก
ดังนั้น อนาคตของ SSD น่าจะถูกเลือกเป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลลำดับแรก ๆ ในอนาคต เนื่องจากได้รับการพัฒนาให้มีความจุเทียบเท่าฮาร์ดดิสก์รวมทั้งราคาที่น่าจะถูกลง เหมือนกรณี USB Flash Drive ที่ราคาในช่วงแรก ขนาดความจุ 8 MB มีราคาระดับหลักพันบาท ในขณะที่ปัจจุบัน USB Flash Drive ความจุ 8 GB มีราคาเพียง 300 – 400 บาทเท่านั้น โดยที่ความจุต่างกันถึง 1,000 เท่า

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
“Intel SSD 320 Series 300GB แรง เร็ว และแพงเกินเอื้อม” http://www.manager.co.th/
CBizReview/ViewNews.aspx?NewsID=9540000041744
“SSD รุ่นใหม่ความจุเพิ่มขึ้นราคาถูกลง” http://www.arip.co.th/news.php?id=413436
“Solid State Drive (SSD) : Harddisk ยุคใหม่” http://www.vcharkarn.com/vblog/35246/1
อนิรุทธิ์ รัชตะวราห์. (2554). คู่มือช่างคอม 2011 ฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ.
บริษัท วีพริ้นท์ (1991) จำกัด