การละเมิดลิขสิทธิซอฟแวร์กับแนวทางป้องกัน

"บีเอสเอ" ร่วมมือไอดีซีสำรวจซอฟต์แวร์เถื่อนพบมูลค่ายังพุ่งขึ้น 14% ทำสถิติ 5.9 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยตลาดเกิดใหม่ครองแชร์ละเมิดมากกว่าครึ่ง

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ผลสำรวจมูลค่าตลาดการซื้อขายซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์มีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 14% จากปีที่ผ่านมา หรือคิดเป็นมูลค่ารวมพุ่งขึ้นเกือบ 5.9 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยมีสัดส่วนจากประเทศในแถบเศรษฐกิจเกิดใหม่มากกว่า 50% ของมูลค่าการละเมิดทั้งหมด

กลุ่มพันธมิตรธุรกิจซอฟต์แวร์ (บีเอสเอ) เผยว่า กลุ่มธุรกิจและผู้ใช้ทั่วไปทั่วโลกซื้อขายซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่างถูกต้องตามกฎหมายคิดเป็นมูลค่ารวม 9.6 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ขณะเดียวกันก็ยังติดตั้งซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายด้วยคิดเป็นมูลค่า 5.88 หมื่นล้านดอลลาร์

"ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าทุกๆดอลลาร์ที่ซื้อซอฟต์แวร์ถูกกฎหมายในปีที่ผ่านมา จะมีมูลค่าของซอฟต์แวร์เถื่อนเพิ่มเข้าไปด้วยอีก 63 เซนต์" บีเอสเอกล่าว
นอกจากนี้ผลสำรวจอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ทั่วโลกของบีเอสเอ ซึ่งทำขึ้นเป็นครั้งที่ 8 แล้วยังพบว่าในจำนวนนี้เป็นมูลค่าการละเมิดซอฟต์แวร์จากตลาดเกิดใหม่มากกว่า 50% ของมูลค่าการละเมิดทั้งหมดในปีที่ผ่านมา หรือ 3.19 หมื่นล้านดอลลาร์

ขณะที่ยอดการซื้อพีซีในตลาดเกิดใหม่ปีที่ผ่านมามีสัดส่วนครึ่งหนึ่งของตลาดรวมทั่วโลก แต่มูลค่าการซื้อซอฟต์แวร์ไลเซ่นในตลาดดังกล่าวกลับมีสัดส่วนต่ำกว่า 20% ของตลาดโลก

แต่ทั้งก็พบว่า มูลค่าการซื้อขายซอฟต์แวร์เถื่อนเพิ่มขึ้น แต่อัตราการละเมิดซอฟต์แวร์บนพีซีลดลงเล็กน้อยเหลือ 42% โดยยุโรปกลาง, ยุโรปตะวันออก และละตินอเมริกาเป็นตลาดที่มีอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์สูงที่สุดในโลก หรือ 64% เทียบกับอเมริกาเหนือที่มีอัตราการละเมิดต่ำสุดหรือ 21%

ส่วนเอเชีย-แปซิฟิกมีอัตราการละเมิดอยู่ที่ 60% ตามมาด้วยตะวันออกกลาง 58% และยุโรปตะวันออก 33%

สำหรับผลการศึกษาในครั้งนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่าง "บีเอสเอ" และบริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยี "ไอดีซี" ครอบคลุม 116 ประเทศในหลายภูมิภาค และพบว่าอัตราการละเมิดส่วนใหญ่ลดลงจากปีที่ผ่านมา 51 ประเทศจากทั้งหมด 116 ประเทศ ส่วนที่เพิ่มขึ้นมีเพียง 15 ประเทศ

นอกจากนี้การละเมิดซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่เป็นการซื้อซอฟต์แวร์ถูกลิขสิทธิ์เพียง 1 ไลเซ่น แต่นำไปติดตั้งหลายเครื่อง ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวพบมากถึง 51% ของการสำรวจในตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากเชื่อว่าเป็นการกระทำที่ถูกกฎหมาย

"สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่ายังมีช่องว่างของการรับรู้ข้อเท็จจริงที่ว่า คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าการลงไลเซ่นจริงเพียง 1 ไลเซ่น แต่ทำสำเนาเพื่อใช้กับเครื่องอื่นๆนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการโขมยซอฟต์แวร์" นายแมตต์ เรด ประธานบีเอสเอกล่าว

พร้อมกับระบุว่า ภาครัฐควรต้องลงทุนด้านการศึกษาเพื่อให้คนเห็นคุณค่าของทรัพย์สินทางปัญญา และยังควรต้องมั่นใจว่ากฎหมายที่ออกมาเหมาะสมดีแล้ว รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายให้ได้ด้วย

ที่มา :http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/it/20110512/390633
http://hilight.kapook.com/view/58810

สรุปประเด็นข่าว

1) การซื้อขาย Software ละเมิดลิขสิทธิเพิ่มขึ้น 14%

2) มากกว่า 50% เกิดขึ้นในเศรษฐกิจเกิดใหม่

3) ทุกๆ $1 พบว่า $0.63 เป็น Software ละเมิดลิขสิทธิ์ แสดงว่า $0.37 เป็น Software ถูกต้องตามลิขสิทธิ

4) ยอดซื้อ PC เพิ่มขึ้นในเศรษฐกิจเกิดใหม่มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับตลาดรวมทั่วโลก แต่ซื้อ Software ที่ถูกต้องตามลิขสิทธิ
เพียง 20%

5) อัตราการละเมิดลิขสิทธิลดลง 42%

6) ลำดับสัดส่วนการละเมิดสิทธิ : ละตินอเมริกา 64%,เอเชียแปซิฟิค 60%,9t;ตะวันออกกลาง 58%,ยุโรปตะวันออก 33% และอเมริกาเหนือ 21%

7) จากการสำรวจ 116 ประเทศ : 51 ประเทศจาก 116 ประเทศ ลดลง และเพิ่มขึ้นเพียง 15 ประเทศ

8) การละเมิดลิขสิทธิซอฟแวร์ ส่วนใหญ่ ซื้อSoftware ถูกลิขสิทธิเพียง 1 License แต่นำไปติดตั้งหลายเครื่อง โดย 51% พบในเศรษฐกิจเกิดใหม่

hero_06_software.jpg

วิเคราะห์ข่าว

BSA (Business Software Alliance)

เป็นกลุ่มพันธมิตร Software ซึ่งถือเป็นตัวแทนในการสนับสนุนและป้องกันอุตสาหกรรม Software ทั่วโลก

โดย สมาชิกของ BSA ส่วนใหญ่จะเป็นผู้นำด้านพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งในระดับประเทศและทั่วโลกได้แก่ แอ็ดแทร็ก21 (Acctrak21), อะโดบี แอปเปิล ออโต้เดสก์ เบนท์เลย์ ซิสเต็ม ซีเอ็นซี ซอฟต์แวร์ ,อิงค์, คอเรล คอร์ปอเรชั่น ,อินไฟรส์,โลตัส ดีเวลอปเมนท์ ,มาโครมีเดีย,ไมโครซอฟต์,เน็ตเวิร์ค แอสโซเอทส์, โนเวลล์,ไซแมนเท็ค,และวิสซีโอ เป็นต้น ส่วนที่ปรึกษาทางด้านนโยบายของ BSA ประกอบด้วย บริษัทต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงคอมแพค ไอบีเอ็ม อินเทล อินทูวิน และไซเบส
นอกจากนี้ BSA ยังมีสมาชิกและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับสมาคมซอต์ฟแวร์ และบริษัทซอฟต์แวร์ต่างที่อยู่ในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกด้วย สำหรับประเทศไทย BSA ได้ร่วมมือกับสมาคมธุรกิจคอมพิวเตอร์ไทย และสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อสงเสริมอุคตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ปัจจุบัน BSA เน้นการจับกุมองค์กรที่ละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ รวมทั้งผู้ขายเป็นหลัก

รูปแบบการละเมิดลิขสิทธิ

1.การทำสำเนาของผู้ใช้ปลายทาง (End User Copying)
การทำสำเนาของผู้ใช้ปลายทางเป็นการทำสำเนาซอฟต์แวร์โดยไม่ได้รับอนุญาตของบุคคลหรือองค์กรธุรกิจ ในกรณีของลิขสิทธิ์การใช้งานซอฟต์แวร์ปริมาณมากการทำเช่นนี้หมายถึง การรายงานจำนวนซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งน้อยกว่าความเป็นจริง ซึ่งแม้ว่ารูปแบบการละเมิดลิขสิทธิ์การใช้งานซอฟต์แวร์ประเภทนี้ อาจดูไม่มีอันตรายใดๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและไม่ถูกต้อง

2.การโหลดลงฮาร์ดดิสก์ (Hard-Disk Loading)
เป็นความผิดที่กระทำโดยผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือผู้ประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อจำหน่ายอย่างไม่ซื่อสัตย์ ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ประกอบการประเภทนี้จำหน่ายเครื่องพีซีพร้อมทั้งมีการติดตั้งซอฟต์แวร์ผิดกฎหมาย ซึ่งวิธีการในการติดตั้งคือ การใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์เพียงฉบับเดียวติดตั้งบนหลายๆ เครื่อง ทั้งนี้ผู้ซื้อเครื่องพีซีเหล่านี้จะไม่ได้รับแผ่นดิสก์ หรือแผ่นซีดี และเอกสารคู่มือการใช้งาน หรือได้รับชุดผลิตภัณฑ์ที่มีครบถ้วน

3.การขายผิดช่องทางการจัดจำหน่าย (Mischanneling)
"ซอฟต์แวร์ที่ขายผิดช่องทางการจัดจำหน่าย" คือซอฟต์แวร์ที่จำหน่ายในราคาพิเศษเฉพาะกลุ่ม สำหรับการใช้ลิขสิทธิ์จำนวนมาก ไม่ว่าจะอยู่ในรูปการจำหน่ายแก่ลูกค้าองค์กร การจำหน่ายแก่ผู้ผลติคอมพิวเตอร์ สถาบันการศึกษาหรือ หน่วยงานราชการ ให้กับผู้ที่มีคุณสมบัติไม่ตรงกับสิทธิพิเศษเหล่านี้ ข้อสังเกตของลิขสิทธิ์ประเภทนี้ คือจะมีการระบุอย่างชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์ เช่น "ราคาสำหรับสถาบันการศึกษา (Academic Price)" "ไม่ให้จำหน่ายซ้ำ (Not For Resale)" หรือ "ไม่อนุญาตให้จำหน่ายปลีก หรือสำหรับผู้ผลิตคอมพิวเตอร์เท่านั้น (Not For Retail or OEM Distribution)"

4.การปลอมแปลง (Counter feiting)
การปลอมแปลงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในวงกว้าง โดยซอฟต์แวร์และบรรจภัณฑ์จะถูกลอกเลียนอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะกระทำโดยองค์กรอาชญากรรมที่ทำงานกันเป็นลูกโซ่ จากนั้นจะจำหน่ายในฐานผลิตภัณฑ์ที่ลอกเลียนแบบ ซึ่งท่านควรระวังผลิตภัณฑ์ที่มีราคาต่ำจน "ไม่น่าจะเป็นไปได้" รวมทั้งบรรจะภัณฑ์ที่น่าสงสัย และซอฟต์แวร์ที่ไม่มีแผ่นดิสก์ หรือแผ่นซีดี หรือเอกสารกำกับ

5.การละเมิดลิขสิทธิ์ทางอินเทอร์เน็ต (Internet Piracy)
การละเมิดในรูปแบบนี้ หมายถึง การใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อในการทำสำเนาอย่างผิดกฎหมาย หรือใช้จำหน่ายซอฟต์แวร์ที่ไม่ถูกต้อง ในกรณีเหล่านี้ผู้ละเมิดจะใช้อินเทอร์เน็ต
ในสื่อในในการโฆษณา การเสนอขาย การครองครอง หรือจำหน่ายซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ (ซอฟต์แวร์เถื่อน)

จากสถิติการละเมิดลิขสิทธิ Software ข้างต้น

พบว่า การรณรงค์เพื่อใช้ Software ที่ถูกต้องตามกฎหมายโดยรวมลดลง แต่สัดส่วนการลดลงถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับปี 53 ซึ่งลดลงเพียง 1% จาก 43% เหลือ 42% โดยรูปแบบการละเมิดลิขสิทธิเกิดจากการทำสำเนาของผู้ใช้ปลายทาง (End User Copying) และ การโหลดลงฮาร์ดดิสก์ (Hard-Disk Loading) มากที่สุด

โดยเฉพาะความต้องการPC ในประเทศเศรษฐกิจใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่การประชาสัมพันธ์ หรือให้ความรู้ ความเข้าใจ เพื่อกระตุ้นให้ตระหนักถึงความสำคัญของลิขสิทธิ Software ยังไม่เพียงพอ ดังนั้น ปริมาณ PC ที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่จำนวนผู้ใช้ Software ถูกต้องตามลิขสิทธิเท่าเดิม จึงส่งผลให้การใช้ Software ที่ละเมิดลิขสิทธิ ไม่ได้ลดลงหรือเห็นผลเท่าที่ควร

ดังเห็นได้จาก ประเทศบราซิล ซึ่งอยู่ในละตินอเมริกา และเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการใช้ Software ที่ละเมิดลิขสิทธิสูง ปัจจุบันรัฐบาลของบราซิลนั้น ให้การสนับสนุนโอเพ่นซอร์สมากขึ้น เนื่องจากประหยัดงบประมาณได้มากกว่า ถึงแม้จะมีการส่งเสริมสนับสนุนจากผู้ผลิต Software เพื่อให้ผู้บริโภคซื้อซอฟต์แวร์ถูกกฎหมายเท่านั้นจึงจะได้รับสิทธิพิเศษ หรืออัปเดตซอฟต์แวร์ได้จากเว็บไซต์บริษัทเช่น โปรแกรมวินโดวส์ มีเดีย เพลเยอร์เวอร์ชันล่าสุด นอกจากนั้นยังมีสิทธิพิเศษ เช่น ได้ส่วนลดในการซื้อสินค้าต่าง ๆ จากไมโครซอฟท์ และค่ายพันธมิตร แต่ "ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ” นั้นยังไม่ถูกนำไปรวมในแผนดังกล่าว

ในขณะที่ประเทศไทย ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ ไม่ได้เกิดจากราคาสูงแต่อย่างใด เพราะบางซอฟแวร์ราคาไม่ถึง 200 บาท แต่ถูกรวมติดตั้งในเครื่องกับซอฟแวร์ที่ละเมิดลิขสิทธิอื่นๆ ทำให้ ถึงแม้ผู้ให้บริการซอฟแวร์ในไทยจะปรับลดราคาอย่างไร ก็ไม่ได้ทำให้การละเมิดลิขสิทธิลดลง อีกทั้ง บริษัทผู้ให้บริการซอฟแวร์ในไทย มีข้อจำกัดโดยมีตลาดลูกค้าในไทยเท่านั้น ทำให้เมื่อมีการละเมิดลิขสิทธิ ผู้ให้บริการในไทยได้รับผลกระทบจากการสูญเสียรายได้ ในขณะที่ผู้ให้บริการซอฟแวร์รายใหญ่ มีตลาดหลากหลาย ดังนั้น ผลกระทบกลับน้อยกว่า ในทางกลับกัน การติดตามผู้กระทำผิดกลับให้ความสำคัญกับผู้ให้บริการซอฟแวร์รายใหญ่มากกว่า ทำให้ผู้บริการซอฟท์แวร์ในไทย เมื่อเผชิญกับปัญหา ดังกล่าว ไม่สามารถปรับตัวทัน

อย่างไรก็ตาม สถิติการละเมิดลิขสิทธิในไทยลดลง เพราะการใช้พีซีที่ประกอบเองลดลง,มีการใช้เน็ตบุ๊กที่มีการติดตั้งซอฟต์แวร์ถูกกฎหมายมากับเครื่องมากขึ้น,รูปแบบการขายไลเซ่นส์ซอฟต์แวร์เปลี่ยนไปคือ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตมีการบันเดิลซอฟต์แวร์ราคาถูกไปกับการให้บริการ และผู้ใช้งานพีซีมีการใช้งานแอ็กเซส แมเนจเมนต์เพิ่มขึ้นทำให้รู้ว่าซอฟต์แวร์ตัวไหนที่จำเป็นต้องใช้

นอกจากนี้บทลงโทษ เมื่อเทียบกับทรัพย์สินทางปัญญาที่คิดค้นกลับมีการค่าปรับน้อยกว่า 1 ล้านบาท ทำให้ผู้ที่กระทำความผิดไม่สำนึกในความผิด หรือการป้องกันการทำผิดด้วยข้อหาเดิมตลอดเวลา 5 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นานเกินไป เพราะซอฟแวร์โดยส่วนใหญ่ออกสู่ตลาดอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ซึ่งระยะเวลาที่คุ้มครองน่าจะสั้นกว่าเดิม การลงโทษควรดำเนินการให้ถึงผู้กระทำความผิดอย่้างแท้จริง ทั้งเจ้าของสถานที่ที่มีการจำหน่ายซอฟแวร์ ผู้ขาย และผู้ซื้อ อย่างจริงจัง
อีกทั้ง การใช้วิธีบันทึกซอฟแวร์ในหน่วยความจำชั่วคราว ทำให้เมื่อมีการตรวจสอบ ไม่พบการละเมิดลิขสิทธิที่เครื่อง เนื่องจาก เมื่อทำเสร็จผู้ละเมิดจะลบซอฟต์แวร์ทิ้ง หรือบางกรณีมีการเก็บซอฟต์แวร์ไว้ในเครื่องแม่ข่ายกลาง และทำการดาวน์โหลด หรือเรียกออกมาเพื่อใช้งาน ซึ่งจะพบมากในองค์กรธุรกิจที่มีจำนวนเครื่องลูกข่ายจำนวนมาก วิธีนี้หากไม่มีการควบคุมการขยายตัวของเครื่องแม่ข่ายจะทำให้การละเมิดรุนแรงมากขึ้น และหากในอนาคตอินเทอร์เน็ตมีความรวดเร็วในการบริการมากขึ้นจะให้การกระทำผิดมีมากขึ้นด้วย

แนวทางป้องกันเพื่อแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ในการใช้ซอฟต์แวร์ ปัจจุบัน มี 2 โปรแกรม คือ SafeDisk และ SafeCast รวมถึง
ฮาร์ดล็อคซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยควบคุมการใช้ซอฟต์แวร์ ช่วยลดปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ในซอฟต์แวร์ได้ระดับหนึ่ง
001.jpg