RFID Hong Kong Library

The University of Hong Kong’s Libraries

flickr:5742230338

ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยฮ่องกง (HKU Libraries) ก่อตั้งขึ้นในปี 1912 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน, เก็บรวบรวม, และให้บริการแก่สมาชิกของมหาวิทยาลัยในการทาวิจัย ต่อมาในปี 1961 ซึ่งเป็นปีที่มีงานเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของมหาวิทยาลัย และเป็นปีที่มหาวิทยาลัยมีนักศึกษามากกว่า 2,000 คน ห้องสมุดดังกล่าวได้ถูกย้ายจาก Main Building ไปที่อาคาร Main Library (ต่อมาได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Old Wing ในปี 1991 และมีการปรับปรุงซ่อมแซมในปี 1993) ต่อมาในปี 1991 HKU Libraries ได้ต่อเติมสถานที่ครั้งสาคัญ โดยใช้อาคารที่เคยเป็นที่ตั้งของสมาคมศิษย์เก่า และให้ชื่อว่า New Wing

HKU Libraries ได้ใช้อาคารทั้งส่วน Old Wing และ New Wing เป็นสถานที่จัดเก็บเนื้อหาที่เกี่ยวกับศิลปะ, มนุษยศาสตร์, สถาปัตยกรรมศาสตร์, สังคมศาสตร์, และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังใช้เป็นที่สาหรับสนับสนุนการสอนและการทำวิจัยในมหาวิทยาลัยฮ่องกง

Making RFID Work: The World’s Largest University library RFID Implementation

สำนักหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยฮ่องกง (HKUL) ได้เริ่มนา RFID มาใช้ในงานบริการห้องสมุดเป็นครั้งแรก เพื่อจัดการกับทรัพยากรที่มีรวมกันมากกว่า 2.65 ล้านชิ้น และมีจานวนผู้ใช้บริการรวม 102,676 คน ในปี 2008

ในช่วงปี 2007 ถึง 2008 HKUL ได้ลงทุนสำหรับการจัดหาทรัพยากร 73 ล้านเหรียญฮ่องกง ทำให้ปริมาณทรัพยากรที่ให้บริการเพิ่มจำนวนขึ้นจาก 2,170,471 ชิ้น ในปี 2003 มาเป็น 2,645,696 ชิ้นในปี 2008 มีอัตราการเพิ่มขึ้น 7.38% ต่อปี โดยเฉพาะหอสมุดกลางที่มีทรัพยากรให้บริการมากที่สุด (ปี 2008 มีทรัพยากรจานวน 1,277,982 ชิ้น เปรียบเทียบกับ ปี 2003 ที่มีทรัพยากร 1,075,491 ชิ้น)

ในปี 2008 พบว่า สามารถจำแนกประเภทของทรัพยากรได้เป็น 3 ประเภทหลัก ประกอบด้วย

  1. วารสารวิชาการ (Journal 16.58%)
  2. หนังสือ (21.70%)
  3. สื่ออิเล็คโทรนิกส์(56.74%)
flickr:5741676879
การจัดการกับทรัพยากรที่่มีปริมาณมาก HKUL ได้แบ่งงานออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย

(1) งานจัดทำรายการสืบค้น (Catalogue) มีหน้าที่จัดทารายการสืบค้นให้แก่ทรัพยากร ทั้งที่เป็นสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็คโทรนิกส์ต่าง ๆ รวมถึงการแปลงเลข Call Numbers ให้เป็นเลขรหัสในระบบดิวดี้

(2) งานให้บริการยืม-คืน (Circulation) มีหน้าที่ในการให้บริการยืม-คืน ทรัพยากรของหอสมุด และจำแนกหนังสือที่มีการเรียกใช้น้อย เพื่อย้ายไปเก็บไว้ยัง Hing Wai Storage Facility

(3) งานเอกสารอ้างอิง (Reference) มีหน้าที่ให้บริการสมาชิกในการค้นคว้าข้อมูลสาหรับการทาวิจัยและการอ้างอิงต่าง ๆ การจัดการตามวิธีการดังกล่าว พบว่าประสบปัญหาและอุปสรรคในบางประการ อาทิ ผู้ใช้บริการหาหนังสือบนชั้นวางไม่เจอ ทั้งๆที่ในระบบแจ้งว่าหนังสือดังกล่าวอยู่บนชั้นวาง (on shelf) ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากการที่ผู้ใช้บริการนำหนังสือไปวางผิดตาแหน่ง หรือต้องการซ่อนหนังสือที่ต้องการใช้ เพื่อให้ตนเองสามารถหาเจอได้เพียงคนเดียว หรือหนังสือดังกล่าวถูกขโมยไป ซึ่งด้วยวิธีการจัดการแบบเดิม HKUL ไม่สามารถระบุได้ว่า หนังสือสูญหายไปจานวนเท่าไหร่ เนื่องจากไม่มีระบบการตรวจนับจานวนหนังสือ ในปี 2000 บริษัท 3M ได้นาเสนอระบบ Digital Identification (DID) ซึ่งระบบดังกล่าวจะมีประโยชน์ต่อการบริหารจัดการงานห้องสมุด ผ่านการนำ RFID มาประยุกต์ใช้

flickr:5742230276
เทคโนโลยี RFID
flickr:5742230212

RFID เป็นวิธีการระบุตำแหน่งอัตโนมัติโดยการใช้คลื่นความถี่วิทยุ โดยต้องติด RFID Tag บนวัตถุที่ต้องการระบุตำแหน่ง โดย RFID Tag นี้จะเก็บข้อมูล ID ไว้บนชิป และใช้เครื่องอ่าน RFID ในการอ่านข้อมูลบน RFID Tag

RFID Tag ประเภทของ Transponder หรือ Tag ประกอบด้วย 2 ประเภท ได้แก่

1. Active Tag จะมีแบตเตอรี่อยู่ภายในฝังตัวอยู่ ซึ่งใช้เป็นแหล่งจ่ายไฟขนาดเล็ก เพื่อป้อนพลังงานไฟฟ้าเพื่อให้ Tag ทำงาน การที่ต้องใช้แบตเตอรี่จึงทำให้ Tag มีอายุการใช้งานจำกัดตามอายุของแบตเตอรี่ เมื่อแบตเตอรี่หมด จะไม่สามารถนำ Tag มาใช้งานได้อีก สามารถออกแบบวงจรของ Tag ให้ใช้กระแสไฟน้อยๆ ในการทางาน ก็จะส่งผลให้มีอายุการใช้งานนานยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้นอกจากสามารถเก็บข้อมูล ID ได้แล้วยังสามารถเก็บข้อมูลส่วนหนึ่งเพิ่มเติมได้อีกด้วย

ข้อดีของ Active Tag

  1. มีหน่วยความจำขนาดใหญ่ ประมาณ 1 เมกะไบต์
  2. ระยะการรับส่งข้อมูลไกล (ระยะไกลสุด 6 เมตร)
  3. ทำงานในบริเวณที่มีสัญญาณรบกวนได้ดี

ข้อเสียของ Active Tag

  1. ราคาสูง
  2. Tag มีขนาดใหญ่
  3. ระยะเวลาในการทำงานถูกจำกัดตามอายุแบตเตอรี่ (ประมาณ 3-7 ปี)

2. Passive Tag ไม่มีแหล่งพลังงาน หรือแบตเตอรี่ภายใน Tag เพราะการทำงานอาศัยพลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากการเหนี่ยวนำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งเกิดจากเครื่องอ่านและจะสามารถเก็บข้อมูลได้เฉพาะ ID เท่านั้น

ข้อดีของ Passive Tag

  1. น้ำหนักเบา
  2. Tag มีขนาดเล็ก
  3. ราคาถูก
  4. การใช้งานไม่จากัด

ข้อเสียของ Passive Tag

  1. ระยะในการส่งข้อมูลสั้น (ระยะไกลสุดได้เพียง 1.5 เมตร)
  2. หน่วยความจามีขนาดเล็ก (ประมาณ 32 ถึง 18 บิต)
  3. Reader ต้องมีกาลังส่งสูง อาจเกิดข้อผิดพลาดหากใช้งานบริเวณที่มีสัญญาณรบกวน

RFID Tag ประกอบด้วย 3 ส่วน

1. ชิป มีหน้าที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุที่ติด RFID Tag
2. สายส่งข้อมูล (Antenna) มีหน้าที่ส่งข้อมูลไปยังเครื่องอ่าน
3. ส่วนที่ใช้ติดกับวัตถุ RFID Tag จะต้องทางานร่วมกับสายส่งข้อมูล

ข้อดีของการนา RFID เข้ามาใช้

  1. เนื่องจาก RFID เป็นการทางานในระบบไร้สาย จึงสามารถแสกนผ่านทางช่องทางของเครื่องตรวจสัญญานได้สะดวก ไม่ จาเป็นต้องนาไปทาบแถบแม่เหล็กใกล้ๆเหมือนในระบบเก่า
  2. ในลักษณะของการแสกน ไม่จาเป็นต้องนา tag หันไปในด้านเดียวกับเครื่องแสกน จะวางในมุมไหนก็ได้
  3. สามารถแสกน RFID ได้ หลายเล่มในหนึ่งครั้ง ทาให้ประหยัดในเวลาการให้บริการ
  4. ระบบมีความถูกต้อง และแม่นยาสูง ลดข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้
  5. ในการค้นหาหนังสือทาได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ผ่านเครื่องตรวจจับสัญญาณเพื่อหาหนังที่ติด tag ไว้
  6. ลดการใช้จานวนพนักงาน
4 Phases of Library RFID Management System
flickr:5742230140

(1) ระบบรักษาความปลอดภัยห้องสมุด

Phase Action:
การใช้ RFID Tag แทนที่ EM แถบการรักษาความปลอดภัย

Phase Target:

  1. ตรวจคลื่นความถี่
  2. แทนที่ระบบกันขโมยอีเอ็มเพื่อหลีกเลี่ยงคลื่นความถี่ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ และไม่มีการ False Alarm

Equipment & Parts needed:

  1. ประตูตรวจจับกันขโมย — ตรวจหา RFID แท็กในหนังสือและตรวจสอบสถานะ EAS, ระบบเตือนเมื่อสถานะของ EAS อยู่ที่ ON
  2. Security Processing Station – เปิดหรือปิด EAS จากการตั้งค่าของ Chip
  3. Tags RFID

(2) ระบบการจัดการหมุนเวียนของห้องสมุด

Phase Action:
โดยใช้แท็ก RFID แทนบาร์โค้ดเข้ามาใช้ในระบบการหมุนเวียนของหนังสือ ระบบการอ่านสแกนหนังสือจากระบบ RFID ที่ใช้ในการยืมและคืนหนังสือ

Phase Target:

  1. ไม่จาเป็นต้องใช้อุปกรณ์สแกนเล็งยิง
  2. ช่วยให้การเช็คเอาท์และตรวจสอบในหลายรายการพร้อมกัน
  3. การแสดงบัตรประจาตัวและ antitheft ในการดาเนินการอย่างเดียว

Equipment & Parts needed:

  1. สถานี Counter
  2. ฟังก์ชั่นใหม่แบบบูรณาการระบบห้องสมุด – ที่ใช้กับ RFID และตั้งค่าสถานะ EAS

(3) สมาชิก check-in/check-out ตนเอง

Phase Action:
ระบบของสมาชิกจะเช็คอิน – เช็คเอาท์และตรวจสอบหนังสือ

Phase Target:

ประโยชน์ต่อบรรณารักษ์:

  • เพิ่มความเร็วในการเช็คอิน / เช็คเอาท์
  • พนักงานทางานง่ายขึ้น
  • วางแผนการใช้พื้นที่ที่ดีขึ้น

ประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการ :

  • ง่ายต่อการใช้หนังสือสามารถค้นหาได้ง่าย
  • ลดเวลาในการเข้าคิว
  • ให้ความเป็นส่วนตัว

Equipment & Parts needed:

  1. สถานีค้นหา — ดำเนินการตรวจสอบระบบของสมาชิกตนเองออกและตรวจสอบในกระบวนการตรวจสอบสถานะ
  2. Book - Drop — หลังจากที่ผู้ใช้บริการวางในหนังสือลงสถานีนี้ ID ของหนังสือมีการตรวจสอบสถานะโดยอัตโนมัติ
  3. Remote Book - Drop — ใช้ในการตรวจสอบหาหนังสือที่วางไม่ถูกที่
  4. Sorting Station – การเรียงจัดวางหนังสือที่คืนกลับ ด้วยเครื่องจัดวางอัตโนมัติ

(4) ระบบการติดตามหนังสือของห้องสมุด

Phase Action:
ค้นหาหนังสือโดยการอ่าน RFID โดยใช้เครื่องอ่านแบบพกพาและคอมพิวเตอร์แบบพกพา

Phase Target:

  1. หนังสือในห้องสมุด
  2. หาวัสดุวางผิดที่
  3. ค้นหารายละเอียดหนังสือ

Equipment & Parts needed:

  1. RFID อ่านแบบพกพา
  2. คอมพิวเตอร์แบบพกพา — เครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คหรือพีดีเอ
  3. ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการค้นหา
Business model

1. Value Proposition การให้ความสำคัญกับการให้บริการสมาชิกโดยพัฒนาระดับการให้บริการในด้านต่างๆ และการส่งเสริมความสามารถในการทางานของพนักงาน ซึ่งการที่ HKUL นา RFID เข้ามาใช้จะยิ่งสนับสนุนการใช้บริการของสมาชิกและการทางานของพนักงานให้ดีขึ้นไปพร้อมกัน

2. Revenue Model รายได้มาจากการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงเป็นหลักและยังมีรายได้จากการบริจาคในโครงการ University Mustard Seed Action

3. Market Opportunity คือ การขยายการใช้งานไปยังห้องสมุดอื่นๆ อีก 6 แห่งภายใต้ HKUL และไปใช้กับสมาชิกรายอื่นของ JULAC รวมทั้งห้องสมุดภายในและภายนอกฮ่องกง

4. Competitive Advantage การมีวิสัยทัศน์ของผู้บริหารในการศึกษา RFID จนประสบความสาเร็จถึงแม้สมาชิกของ JULAC จะไม่สนใจ ทำให้ HKUL มีความสามารถในการให้บริการ กระบวนการทางานเหนือกว่าห้องสมุดอื่นๆ

5. Market Strategy กลยุทธ์ทางการตลาดของ HKUL เป็นไปเพื่อประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ และกระตุ้นการใช้งานระบบ RFID ให้แก่สมาชิก

6. Organization Development การนา RFID มาใช้เป็นการยกระดับบริการ ถือว่าเป็นการพัฒนาองค์กรแบบก้าวกระโดด ช่วยในการพัฒนากระบวนการทำงานของห้องสมุดและเพิ่มขีดความสามารถของพนักงาน