NFC 5320221051

รู้จัก NFC เทคโนโลยีที่ทำให้มือถือกลายเป็นกระเป๋าสตางค์

หนึ่งในเทคโนโลยีสุดล้ำของโทรศัพท์มือถือในประเทศญี่ปุ่น คือการใช้โทรศัพท์มือถือ “จ่ายเงิน” ด้วยการแตะมือถือกับเครื่องจ่ายเงินอัตโนมัติตามจุดต่างๆ เช่น ตู้ขายน้ำอัตโนมัติ ที่กั้นรถไฟใต้ดิน ฯลฯ

เทคโนโลยีนี้ของญี่ปุ่นมีชื่อเรียกว่า “FeliCa” และในอีกไม่ช้ามันจะออกจากญี่ปุ่นมาสู่ประเทศอื่นๆ แล้ว ภายใต้ชื่อว่า “NFC” หรือ “Near Field Communication”

รู้จักกับเทคโนโลยี Contactless Payment

เทคโนโลยีการจ่ายเงินด้วยการแตะเครื่องโทรศัพท์ เป็นเทคโนโลยีลักษณะเดียวกับบัตรเครดิตหรือบัตรสมาชิกที่ฝั่งชิปตระกูล RFID ไว้ภายใน และใช้การแตะสัมผัสกับเครื่องจ่ายเงิน (ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า “contactless payment“) ซึ่งใช้กันแพร่หลายในต่างประเทศ ตัวอย่างได้แก่
• บัตรเครดิต Visa payWave และ MasterCard PayPass
• บัตรโดยสารรถไฟ-รถใต้ดิน เช่น Suica ของญี่ปุ่น, Oyster Card ของอังกฤษ และ Octopus Card ของฮ่องกง ซึ่งบัตรทั้งหมดสามารถนำเงินไปจ่ายค่าบริการอื่นๆ นอกเหนือจากการขนส่งสาธารณะได้ด้วย

ส่วนประเทศไทยเองก็เริ่มมีเทคโนโลยีลักษณะเดียวกันกับบัตรเงินสด-เดบิต-เครดิตบ้างแล้ว เช่น บัตร SmartPurse ที่ร่วมมือกับร้าน 7-Eleven แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก

flickr:5632925673

สำหรับการจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยการแตะสัมผัสก็มีฐานคิดเดียวกัน นั่นคือแปะไมโครชิปที่สามารถส่งสัญญาณวิทยุไว้กับตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ (หรือบางกรณีอาจแปะไว้ข้างมือถืออย่างซิมการ์ด เช่นกรณีของ TRUE Touch SIM) และใช้ซอฟต์แวร์ช่วยประมวลผลการจ่ายเงิน ซึ่งเทคโนโลยีการจ่ายเงินที่ใช้บนมือถือนี้มีชื่อเรียกว่า “Near Field Communication หรือ NFC”

NFC คืออะไร

NFC เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุแบบหนึ่ง ถือเป็นซับเซ็ตของเทคโนโลยี RFID ที่ใช้กันแพร่หลายในการค้าปลีกและลอจิสติกส์ (บัตรทางด่วน EasyPass ก็ใช้เทคโนโลยี RFID) ความต่างของ NFC กับ RFID อยู่ที่ระยะทำการ กรณีของ RFID ทั่วไปมีรัศมีทำการประมาณ 2 เมตร ส่วน NFC ถูกดัดแปลงให้เหมาะกับการจ่ายเงินที่ใช้การสัมผัสในระยะใกล้ ต้องการความปลอดภัยที่สูงกว่า จึงทำงานที่ระยะไม่เกิน 10 เซนติเมตร

การใช้งาน RFID/NFC สามารถนำไปใช้กับงานได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งในกรณีนี้จะสนใจเฉพาะการนำ NFC ไปใช้กับระบบจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์มือถือเท่านั้น

flickr:5632925813

มาตรฐานการสื่อสารด้วย NFC ถูกดูแลโดยองค์กรกลางที่ชื่อว่า NFC Forum ซึ่งทำหน้าที่ออกมาตรฐาน NFC และทดสอบความเข้ากันได้ของอุปกรณ์แต่ละชนิด สมาชิกของ NFC Forum ประกอบด้วยบริษัทอิเล็กทรอนิกส์และบริษัทไอทีชั้นนำทั่วโลก เช่น โนเกีย ไมโครซอฟท์ โซนี่ ซัมซุง วีซ่า เป็นต้น

นอกจากนี้ในอนาคตยังจะมีอุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับ NFC เช่น กล้องดิจิตัล และเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบอื่นๆ โดยจะมีตราสัญลักษณ์ N Mark กำกับ

flickr:5633508508

NFC ในโทรศัพท์มือถือ

ปัจจุบันเริ่มมีโทรศัพท์มือถือบางรุ่นที่รวมชิป NFC เข้ามาในตัวแล้ว เช่น Nokia C7, Nokia 6212, Nokia 6131, Nexus S ของกูเกิล, Samsung D500E, Motorola L7 (SLVR) เป็นต้น

จากการประเมินของโนเกีย คาดว่าปี 2011 จะมีมือถือสมาร์ทโฟนที่ใช้งาน NFC ได้ประมาณ 7-8% ของสมาร์ทโฟนทั้งหมดที่วางขายในโลก และตัวเลขนี้จะเพิ่มเป็น 30% ในปี 2015

ตอนนี้ผู้นำในตลาดมือถือ NFC คือโนเกียและแอนดรอยด์ (แอนดรอยด์ 2.3 ขึ้นไปรองรับ NFC มาในฝั่งซอฟต์แวร์แล้ว ที่เหลือขึ้นกับว่าฮาร์ดแวร์มือถือรองรับหรือไม่) แต่ในอนาคตอันใกล้จะมีมือถือยี่ห้ออื่นๆ ตามมาอีกมาก ตามข้อมูลที่ออกมา มือถือของ BlackBerry ที่จะวางขายในปีนี้จะมี NFC เกือบทุกรุ่น

flickr:5633508546

ส่วนมือถือยอดนิยมอย่าง iPhone นั้น แม้แอปเปิลจะยังไม่ประกาศการรองรับ NFC อย่างเป็นทางการ แต่สำนักข่าวหลายแห่งก็รายงานว่าแอปเปิลกำลังซุ่มพัฒนาการจ่ายเงินผ่าน NFC อย่างเงียบๆ โดยจ้างผู้เชี่ยวชาญด้าน NFC เข้ามาทำงานกับบริษัทด้วย ดังนั้นโอกาสที่ iPhone 5 จะรองรับ NFC ก็มีสูงในระดับหนึ่ง

การรองรับ NFC จากฝั่งไมโครซอฟท์ ก็มีข่าวว่าจะเพิ่มมาใน Windows Phone รุ่นถัดไป ส่วนฟากโอเปอเรเตอร์ในสหรัฐอเมริกาก็รวมตัวกันตั้งบริษัทมาผลักดัน NFC ในชื่อ ISIS

นอกจากการจ่ายเงินด้วย NFC แล้ว ล่าสุดสื่อต่างประเทศยังรายงานว่า กูเกิล (Google) กำลังผนึกกำลังกับยักษ์การเงินอย่างซิตี้กรุ๊ป (Citigroup) และมาสเตอร์การ์ด (Mastercard) เสริมเขี้ยวเล็บให้ชาวโลกสามารถจ่ายเงินค่าสินค้าและบริการได้ด้วยโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (โมบายเพย์เมนต์) เบื้องต้นพบว่ากูเกิลไม่ได้หวังแทนที่บริษัทบัตรเครดิตเพื่อชิงรายได้จากค่าธรรมเนียม แต่ระบบนี้จะทำให้กูเกิลสามารถทำรายได้จากการโฆษณาและการตลาดได้มากขึ้น

รายงานระบุว่า ระบบจ่ายเงินด้วยสมาร์ทโฟนของกูเกิลจะทำให้กูเกิลสามารถพิสูจน์ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเห็นประโยชน์ของการซื้อโฆษณากับกูเกิลได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน กูเกิลก็จะมีพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในแต่ละท้องถิ่น ทำให้สามารถแก้เกมธุรกิจที่เครือข่ายสังคมอย่าง Facebook และ Groupon สามารถครองใจผู้ประกอบการท้องถิ่นได้ดีกว่ากูเกิลในขณะนี้

flickr:5633113819

วิเคราะห์แนวโน้มในอนาคตของ NFC

ก่อนหน้านี้ที่เทคโนโลยีนี้ไม่เป็นที่นิยม ซึ่งคาดว่าเป็นเรื่องยากที่จะขอให้ร้านค้าติดตั้งเครื่องอ่าน NFC เพิ่มจากเครื่องรับบัตรเครดิตที่มีอยู่ แต่ตอนนี้อุปกรณ์มีราคาถูกลงมากแล้วและผู้คนก็เริ่มสนใจในเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกมากขึ้น จึงไม่แน่ที่ NFC จะกลับมาได้รับความนิยมมากขึ้นด้วยเช่นกัน

1. มือถือจะกลายเป็นกระเป๋าเงินส่วนตัว

NFC มีการวางตัวเองให้เป็นช่องทางการชำระเงินจำนวนไม่มาก อย่างเช่นการซื้อตั๋วรถไฟใต้ดิน, การจ่ายค่าเครื่องดื่ม, ค่าอาหาร, และค่าตั๋วหนังเป็นต้น จริงๆ ที่ญี่ปุ่นมีการใช้เทคโนโลยีแบบนี้กันแพร่หลายแล้ว ซึ่งการชำระเงินก็เพียงนำโทรศัพท์ของเราไปแตะใกล้ๆ กับอุปกรณ์รับสัญญาณตอนคิดเงินนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันนี้ 7-Eleven ก็ได้นำร่องเทคโนโลยีนี้โดยการใช้บัตร Smart Purse แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าถ้าในไทยเรามีเทคโนโลยีแบบนี้จริงๆ ก็คงจะสะดวกไม่น้อยเลยโดยเฉพาะหลายคนที่ชอบพกบัตรต่างๆเป็นจำนวนมาก กระเป๋าสตางค์คงเบาขึ้นเยอะ อีกทั้งยังลดการเข้าคิวชำระเงินในห้างสรรพสินค้าต่างๆอีกด้วย

2. มือถือจะกลายเป็นนามบัตร และกระเป๋าเอกสาร

ด้วยความเร็วในการส่งข้อมูลระหว่างมือถือด้วยกันเอง ทำให้เราสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบดิจิตอลได้ง่ายขึ้น อย่างเช่น นามบัตร หรือที่อยู่ติดต่อเวลาพบลูกค้า หรือเพื่อนใหม่ (ปัจจุบันเราก็เก็บ Contact ไว้ใน Smart phone ของเราอยู่แล้ว) หรือแม้แต่เอกสารดิจิตอลสำคัญ ซึ่งในอนาคต เราสามารถขอเอกสารรายละเอียดของโปรเจคต์จากเครื่องของลูกค้าได้โดยการส่งผ่าน NFC ง่ายๆ เท่านั้นเอง

3. มือถือจะกลายเป็นกุญแจ และบัตรผ่าน

ตอนนี้โทรศัพท์ที่มี NFC ทั้งหลาย ได้ออกแบบมาไว้เข้ารหัสรักษาความปลอดภัย โดยเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำระบบผ่านเข้าออกอาคาร รวมถึงการลงชื่อเข้าทำงานได้ด้วย

วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของการใช้งาน NFC

ถึงแม้ว่า NFC จะมีอนาคตที่ค่อนข้างสดใส เพราะมีบริษัทต่างๆ ร่วมสนับสนุนเป็นจำนวนมาก แต่ NFC ยังต้องแก้ปัญหาอีกหลายประการก่อนจะก้าวเข้าสู่ตลาดได้เต็มที่ ดังนี้

1. มาตรฐานย่อยของ NFC ที่ต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาคของโลก รวมถึงบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่นและยุโรป ซึ่งมีมาตรฐานการจ่ายเงินของตัวเองอยู่แล้ว
2. จำนวนฮาร์ดแวร์โทรศัพท์ที่รองรับ NFC ซึ่งถ้าไม่มีฮาร์ดแวร์โทรศัพท์เยอะพอ NFC ก็อาจไม่เกิด แต่ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์โทรศัพท์ก็จะลังเลที่จะใส่ชิป NFC เข้ามา เนื่องจากผู้ใช้ยังไม่เยอะพอ
3. การปรับตัวของสถาบันการเงินต่างๆ โดยเฉพาะสถาบันการเงินขนาดกลางที่ครองตลาดในแต่ละประเทศอยู่แล้ว และไม่สนใจใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะต้องลงทุนเพิ่ม
4. การยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ จากผู้ใช้

ผลกระทบกับสังคมในปัจจุบัน

ปัจจุบันนี้โทรศัพท์มือถือไม่ได้เป็นเพียงแค่อุปกรณ์ที่มีไว้เพื่อโทรศัพท์ติดต่อกันเท่านั้น แต่มือถือได้กลายเป็นคอมพิวเตอร์ หรือไม่ก็เครื่องเล่นเกมขนาดย่อมๆ ไปแล้ว ซึ่ง NFC จะนำระบบการชำระเงิน และการส่งถ่ายข้อมูลแบบใหม่เข้ามา การใช้จ่ายจะรวดเร็วขึ้น หรือพูดง่ายๆคือ เงินจะออกจากบัญชีพวกเราเร็วขึ้น ทุกคนจะสามารถจับจ่ายซื้อของผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างง่ายดาย สะดวก รวดเร็ว เพราะการชำระเงินด้วยโทรศัพท์มือถือสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคที่มักจะพกพาโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดเวลา ซึ่งในปีที่ผ่านมาพบว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคมีการทำธุรกิจผ่านอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นประมาณ 15-20%

แต่อย่างไรก็ตามระบบพื้นฐานก็ต้องพัฒนาตามไปด้วย ไม่งั้นก็คงเหมือนกับเทคโนโลยี 3G ในปี 2010 ที่ผ่านมาที่เหมือนจะคลอดไม่เสร็จ แต่ที่แน่ๆ คือถ้าเราทำมือถือหาย ต่อไปอาจจะกลุ้มมากกว่าเดิมหลายเท่า

Reference :
http://www.siamintelligence.com/nfc-mobile-payment
http://www.bcoms.net/news/detail.asp?id=11759
http://www.whatphone.net/mobile247/mobile-update/mobile-technology/nfc-iphone.html