Net Nuetrality

NET NEUTRALITY

หลักการของความเป็นอิสระหรือความเป็นกลางในอินเทอร์เน็ต ที่เรียกว่า Network neutrality ซึ่งหมายรวมถึง Net neutrality และ Internet neutrality นั้นเป็นหลักการที่ต้องการให้ผู้ใช้งานเครือข่าย คอมพิวเตอร์โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตจะไม่ถูกกีดกั้นโดยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (หรือ ISP-Internet Service Provider) หรือรัฐบาลในการเข้าถึงข้อมูล, เนื้อหา, เว็บไซต์, แพลทฟอร์ม ไม่ว่าจะใช้ผ่านเครื่องมือใดๆ หรือรูปแบบการสื่อสารใดๆ ก็ตาม

นั่นหมายความว่า ถ้าผู้ใช้บริการคนหนึ่งจ่ายเงินสำหรับการใช้บริการอินเทอร์เน็ตระดับหนึ่ง ผู้ใช้บริการอีกคนหนึ่งก็จ่ายเงินเพื่อใช้บริการอินเทอร์เน็ตในระดับเดียวกัน ดังนั้น ผู้ใช้บริการสองคนนี้ จะต้องสามารถติดต่อหากันและกันได้ในระดับของการใช้บริการอินเทอร์เน็ตนั้นๆ

ประเด็นเรื่อง Network neutrality กลายเป็นประเด็นถกเถียงมาอย่างยาวนาน และต่อเนื่องนับจากที่อินเทอร์เน็ตกลายเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน และกลายเป็นประเด็นทางด้านกฎหมายที่กลายเป็นข้อขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชนหลายๆ ประเด็น โดยเฉพาะล่าสุดที่กูเกิลย้าย สำนักงานออกจากประเทศจีนไปตั้งที่ฮ่องกงแทน ก็เป็นสาเหตุมาจากประเด็นเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

ล่าสุด นิวยอร์กไทม์รายงานว่า กูเกิล และ Verizon (Verizon Communications Inc. เป็นบริษัทโทรศัพท์ท้องถิ่น และโทรศัพท์เคลื่อนที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ซึ่งเกิดจากการรวมบริษัท Nynex กับ Bell Atlantic และต่อมากับ GTE ในปี 1997 และ 2000 ตามลำดับ) ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สำคัญสองรายของอุตสาหกรรมการให้บริการอินเทอร์เน็ตและเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตใกล้จะบรรลุข้อตกลงที่ Verizon จะเพิ่มความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลบางอย่างถ้าเจ้าของเว็บไซต์นั้นๆ ยอมจ่ายแพง ขึ้นเพื่อให้ได้รับสิทธิ์พิเศษนั้นๆ

ซึ่งถ้าข้อตกลงนี้สำเร็จ มีเว็บไซต์ หลายๆ แห่ง โดยเฉพาะ YouTube ของกูเกิลที่คงต้องการให้คนทุกคนทั่วโลกสามารถเข้าชมภาพวิดีโอได้โดยไม่กระตุก

ซึ่งในที่สุดแล้ว เป็นไปได้ว่าข้อตกลง นี้จะรุกล้ำเข้าไปสู่การให้สิทธิพิเศษสำหรับ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตด้วยเช่นกัน โดยใครจ่ายแพงกว่าก็จะได้รับการบริการที่ดีกว่าเป็นพิเศษ หรือขั้นเบาะๆ อาจจะเป็นการคิดค่า บริการอินเทอร์เน็ตที่แพงขึ้นด้วย

แผนการที่กูเกิลและ Verizon วาง ไว้คือ กูเกิลจะจ่ายเงินหรืออาจจะอยู่ในรูป ผลตอบแทนพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง ในขณะที่ Verizon จะให้สิทธิพิเศษกับเว็บไซต์ Google.com และ YouTube. com ให้สามารถใช้งานได้เร็วขึ้นกว่าคู่แข่ง อย่าง Yahoo.com และ Hulu

ข้อตกลงระหว่างกูเกิลและ Verizon แน่นอนว่า กำลังจะเป็นการโยนนโยบาย ด้านอินเทอร์เน็ตในเรื่อง Network neutrality ทิ้งไป ความเชื่อที่ว่าผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจะต้องได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน ซึ่งถือ เป็นการทรยศความเชื่อถือของลูกค้าที่มีต่อบริษัทที่ให้บริการมาอย่างยาวนาน และ จะทำให้เป็นเรื่องจำเป็นที่ทางภาครัฐบาลในฐานะเป็นผู้ควบคุมกติกาจะต้องเข้ามาแทรกแซงเพื่อรักษาไว้ซึ่งความเป็นอิสระใน การใช้งานอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ยังต้องเป็นการแทรกแซงเพื่อแก้ปัญหาการผูกขาด การใช้งานอินเทอร์เน็ตที่จะส่งผลต่อความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจด้วย

การเคลื่อนไหวของกูเกิลและ Verizon ครั้งนี้มีแหล่งข่าวจากหลายๆ ที่ทั้งทางกูเกิลเองและ Verizon ที่ทั้งออกมาปฏิเสธและตอบรับกลายๆ เช่นเดียวกับทางโฆษกของ Verizon ก็ออกมาบอกว่า ทาง Verizon และกูเกิลได้ทำงานร่วมกันมากว่า 10 เดือนแล้วเพื่อบรรลุซึ่งข้อตกลง เกี่ยวกับนโยบายทางด้านบรอดแบนด์

แม้ว่าทั้งกูเกิลและ Verizon จะปฏิเสธรายงานของนิวยอร์กไทม์ เพียงไหน ก็ตาม อย่างน้อยกูเกิลและ Verizon ก็กำลัง ร่วมมือกันทำอะไรบางอย่าง คำถามก็คือ ความตกลงครั้งนี้จะไปไกลมากแค่ไหนเท่านั้นเอง

สำหรับประเด็นนี้เราอาจจะเรียกว่า Internet Payola โดยคำว่า Payola หมาย ถึงการจ่ายเงินที่ผิดกฎหมาย ซึ่งถือกำเนิดมาจากคดีความในอุตสาหกรรมเพลงอเมริกัน โดยบริษัทแผ่นเสียงจ่ายเงินเป็นพิเศษให้สถานีวิทยุเพื่อให้เปิดเพลงของพวกเขาเป็นพิเศษ ซึ่งภายใต้กฎหมายอเมริกา สถานีวิทยุสามารถเล่นเพลงใดๆ ก็ได้เป็นพิเศษโดยแลกเปลี่ยนกับการจ่ายเงิน ให้เป็นพิเศษด้วยเช่นกัน แต่การเปิดในลักษณะนี้จะต้องบอกให้ผู้ฟังรู้ว่าเป็นการเปิดโดยได้รับการสนับสนุนหรือมีสปอนเซอร์ นั่นเอง โดยการเปิดในลักษณะนั้นจะไม่เรียก ว่าเป็นการเปิดเพลงตามปกติ ภายหลังคำว่า Payola จึงนำมาใช้กับกรณีของการจ่ายเงิน แบบลับๆ เพื่อโปรโมตสินค้านั้นๆ ในทางบวก พูดง่ายๆ นี่คือการจ่ายเงินใต้โต๊ะนั่น เอง อย่างในวงการเพลงมักจะมีการจัดอันดับ ซึ่งเพลงที่ถูกจัดอันดับอยู่ในลำดับต้นๆ ย่อมมีผลต่อยอดขายของเพลงไปด้วย แน่นอน

ถ้ามองในแง่ของกูเกิลเอง พวกเขาก็คิดในแบบที่พวกเขาเป็นคือ เป็นเว็บไซต์ อันดับหนึ่ง (จากการจัดอันดับแบบวันต่อวันของ Alexa) ซึ่งการเคลื่อนไหวแต่ละครั้งย่อมกระทบกับภาพอุตสาหกรรมโดยรวมอย่างปฏิเสธไม่ได้ การเคลื่อนไหวหรือ ข้อเสนอทางด้านธุรกิจของพวกเขาย่อมนำไปสู่การทำอะไรก็ได้ที่จะทำให้คนใช้งานเว็บไซต์ของกูเกิลมากขึ้นนั่นเอง ขณะเดียว กันกูเกิลก็พยายามแสดงให้เห็นว่า พวกเขา อยู่ตรงข้ามความไม่เท่าเทียมกันมาโดยตลอด

ซึ่งถ้าเราทำใจให้เป็นกลาง จะเห็นการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของกูเกิลในการพยายามทำให้เกิดการเปิดกว้างทางอินเทอร์ เน็ต พวกเขาจ่ายเงินจริงๆ เพื่อปกป้องประเด็นเรื่อง Net neutrality มาก่อนหน้า ภาครัฐบาลเสียด้วยซ้ำ อย่างการล่าถอยออกจากประเทศจีนของกูเกิลก็เป็นประเด็น เรื่องการเซ็นเซอร์เนื้อหาในเว็บไซต์ของทางการจีน

นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่า ถ้าข้อตกลงระหว่างกูเกิลและ Verizon นี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่เรื่องในลักษณะเดียว กันนี้อาจจะไปเกิดขึ้นกับอุปกรณ์สื่อสารแบบไร้สายแทน โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ เพราะประเด็นเรื่องความช้าความเร็วในการใช้งานอินเทอร์เน็ตในอุปกรณ์สื่อสารแบบไร้สายเป็นประเด็นสำคัญมากกว่าบนอุปกรณ์แบบมีสายอื่นๆ และบนอุปกรณ์ไร้สาย ความต้องการพึ่งพากูเกิลก็ไม่ได้มีมาก มายนัก โดยเฉพาะการถือกำเนิดของ iPhone ภายใต้ข้อตกลงของแอปเปิลและ AT&T ซึ่ง iPhone ไม่จำเป็นต้องใช้กูเกิล มากมายนักในการใช้งาน โดยการเติบโต ของอินเทอร์เน็ตแบบไร้สายถือเป็นการคุกคามกูเกิลที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้อง ติดตามและให้ความสนใจต่อไป

อย่างไรก็ตาม กูเกิลในฐานะเว็บไซต์ อันดับหนึ่งที่จะต้องทำให้ธุรกิจของตนเติบโตผ่านแรงจูงใจทางการเงินในลักษณะ ต่างๆ กับบทบาทในฐานะผู้สนับสนุนให้เกิด ความเท่าเทียมกันบนอินเทอร์เน็ตดูจะเป็นเส้นบางๆ ที่กั้นกลางระหว่างสองบทบาทได้ไม่ชัดเจนมากนัก

ความอ่อนไหวในเรื่องนี้อาจจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานกูเกิลเองที่จะสูญหายไป ซึ่งน่าจะเป็นความอ่อนไหวที่สำคัญมาก และอาจจะเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่จะช่วยดึงกูเกิลให้กลับมายืนข้างผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตอีกครั้งหนึ่ง

NET NEUTRALITY ทางเลือกที่ดีสำหรับธุรกิจบนอินเตอร์เน็ตหรือไม่?

โดยพื้นฐาน Net Neutrality ถือเป็นกฎหมายใหม่ กฎหมายจะห้ามมิให้ผู้ดำเนินการเครือข่ายโทรคมนาคมมีสิทธิพิเศษต่อเนื้อหาหรือบริการที่เผยแพร่ในเครือข่ายของตน ตัวอย่างเช่น หากไม่มีกฎหมายดังกล่าว ผู้ให้บริการสามารถที่จะเรียกเก็บเว็บไซต์เครือข่ายเพื่อสังคมเป็นค่าธรรมเนียมพิเศษกับ You Tube ต่อการเป็นเว็บไซต์ที่มีการส่งถ่ายข้อมูลที่เร็วกว่าเว็บไซต์ของบริษัทที่ไม่สามารถให้ค่าธรรมเนียมบริการพิเศษนี้ได้

มันเป็นประเด็นหลักที่สหรัฐจะต้องพิจารณาถึงกฎหมายใหม่ในด้านโทรคมนาคมนี้ ในเดือน พฤษภาคม ปี 2006 สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านกฎหมายโทรคมนาค H.R.5252 โดยปราศจากการป้องกันในเรื่องความเท่าเทียมกัน (Neutrality)ในเดือนมีนาคม 2007 มีการถกเถียงกันในวุฒิสภา ซึ่งตัวแทนในการทำงานในเรื่องของ Net Neutrality เข้าสู่การร่างพระราชบัญญัติ ที่เป็นที่รู้จักกันในนามพระราชบัญญัติ Snowe-Dorgan ซึ่งสกัดกั้นผู้ให้บริการเครือข่ายการปิดกั้นหรือลดระดับการเข้าถึงเนื้อหาและบริการจากการป้องกันผู้บริโภคจากการเชื่อมต่อด้วยอุปกรณ์ภายนอกเข้าไปยังเครือข่าย โดยปราศจากความปลอดภัยและจุดมุ่งหมายในการป้องกันผู้บริโภคคนอื่นๆ

ผู้สนับสนุน Net Neutrality

ผู้ที่สนับสนุน Net Neutrality จะมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องรักษาไว้ในระดับสนามกลุ่มผู้สนับสนุนถกกันว่า ถ้ากฎหมาย Net Neutrality ไม่ผ่าน จะไม่มีข้อบังคับใดที่มีผลต่อผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมซึ่งจะทำให้พวกเขามีสิทธิพิเศษในการกำหนดความสำคัญของระดับ traffic ตามประเภทของบริการ (เช่น เป็นแบบพื้นฐานหรือแบบพิเศษ) ที่ลูกค้าชื้อ (คล้ายคลึงกันกับอุตสาหกรรมสายการบินที่เสนอระดับคลาสในการบริการที่แตกต่างกัน ชั้นเฟิร์สคลาส, ชั้นธุรกิจและชั้นประหยัด จะมีระดับราคาที่แตกต่างกัน)
ยักษ์ใหญ่ด้านอินเตอร์เน็ต Google และ Amazon.com เป็นผู้สนับสนุนที่สำคัญในเรื่อง Net Neutrality ในการเตรียมแถลงการณ์ต่อคณะกรรมการวุฒิสภาสหรัฐในการพิจารณา Network Neutrality ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2006 Vinton G Cerf.ผู้พัฒนาร่วมของ Internet Protocal และหัวหน้าผู้ฝึกสอน Internet ของ Google กล่าวว่า

"การอนุญาตให้บรอดแบนธ์ถูกควบคุมในสิ่งที่คนเห็นและทำทางออนไลน์นั้น เป็นการกัดเซาะต่อหลักในการทำให้ Internet ดังกล่าวประสบความสำเร็จ การอ้างเหตุผลจำนวนมากเกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนการควบคุม การขนถ่ายข้อมูลบนตัวเลือกของผู้บริโภคออนไลน์ แต่ไม่มีใครโต้แย้งพิจารณาอย่างละเอียด"

ฝ่ายไม่เห็นด้วยต่อ Net Neutrality

ฝ่ายไม่เห็นด้วยต่อ Net Neutrality เตือนว่ามันจะเป็นการกำจัดแรงจูงใจต่อการลงทุนและการพัฒนาเครือข่าย และบริการเครือข่ายในรุ่นต่อๆไป Bob Kahn หนึ่งในผู้ลงทุน Internet ได้ให้สโลแกนของ Net Neutrality ว่าจะทำให้เกิดการหยุดชะงักของการทดลองและพัฒนาในแก่นสารของ Internet ยกเว้นกับ Vinton Cerf (ที่ถูกจ้างจาก Google ผู้สนับสนุนหลัก Net Neutrality) วิศวกรอาวุโสด้าน Internet จำนวนมาก เห็นด้วยกับ Kahn

ผู้คัดค้านบางคนเชื่อว่า Net Neutrality ให้ความสำคัญมากเกินกว่าที่จะปล่อยไว้กับผู้ออกกฎหมายของรัฐ เนื่องจากข้อผิดพลาดจากความพยายามในอดีตในการกำหนดกิจกรรมทาง Internet และ Technology พวกเขาอ้างว่าพระราชบัญญัติ Can-Spam Act และ Digital Millennium Copyright Act เป็นตัวอย่างของกฎหมายซึ่งไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงกังวลว่า การออกพระราชบัญญัติเกี่ยวกับจุดประสงค์ในการป้องกัน Network Neutrality นั้นส่งผลตรงกันข้ามอย่างชัดเจน คำกล่าวเชิงเย้ยหยันมีเนื้อหาต่อไปนี้:

นักกฎหมายจะนั่งอยู่หลังห้องกับตัวแทนทางธุรกิจขนาดใหญ่และคิดเกี่ยวกับกฎหมาย Net Neutrality ให้เกิดขึ้นซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ กฎหมายจะคุ้มครองบริษัทประเภท Yahoo!s, Microsofts, และ Googles ขณะที่ละทิ้งนวัตกรรมที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ไว้

มุมมองของคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่อง net neutrality จาก Harvard Business Review

ประเด็นที่ผู้เขียนคิดว่าทำไมองค์กรธุรกิจจึงควรคัดค้าน net neutrality

  1. เนื้อหามีลักษณะเป็นการบังคับควบคุมราคาของผลิตภัณฑ์: เพราะห้ามไม่ให้ ISPs คิดเงินเพิ่มสำหรับการให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อใดเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเช่นถ้า Sony ต้องการจ่ายเงินเพื่อทำให้ผู้เล่น PlayStation 3 สามารถเล่นเกมออนไลน์ได้ดีขึ้นโดยการจ่ายเงินเพื่อให้ ISPs ให้ความสำคัญกับ traffic นั้นมากกว่าก็ไม่สามารถทำได้โดยการซื้อบริการเพิ่มเติมกับ ISPs
  2. ไม่เคยมีการพูดถึงเรื่องผลกระทบต่อ ISPs จากข้อตกลง net neutrality: เพราะการที่ห้าม ISPs เก็บเงินเพิ่มจากการจัดความสำคัญของ traffic ทำให้ ISPs ขาดรายได้ซึ่งส่งผลต่อการลงทุนพัฒนาโครงข่ายให้ครอบคลุมและดีขึ้น
  3. เป็นการปิดกั้นการคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาด: เพราะสำหรับธุรกิจแล้วการจัดความสำคัญหรือการให้บริการพิเศษที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มมันเป็นช่องทางที่บริษัทต่างๆ ใช้ในการหารายได้และกลายเป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่นการที่เราจัดส่งสินค้าแบบด่วนพิเศษ หรือการที่เราได้สิทธิในการใช้ห้องรับรองพิเศษของสายการบินในสนามบิน เนื่องจากสุดท้ายแล้วลูกค้าจะเป็นผู้เลือกเองว่าจะจ่ายหรือไม่ ดังนั้นข้อตกลง net neutrality จึงเป็นการเลือกริดรอนสิทธิลูกค้าด้วยซ้ำไป

แล้วเราควรจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร?

เนื่องจากมีสองฝ่ายในเรื่องนี้ ได้แก่ ISPs ที่ต้องการแน่ใจว่าการลงทุนโครงข่ายนั้นจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่การลงทุน ในขณะที่ผู้ทำเนื้อหา (content provider) ก็ต้องการแน่ใจว่าจะไม่มีผู้ใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบจากเรื่องการให้ความสำคัญของ traffic จนทำให้ทุกคนต้องมาแข่งกันในเรื่องนี้

ซึ่งสิ่งที่เขาคิดคือการตัดสินโดยดูเป็นเรื่องๆไป เพราะจริงๆแล้วตอนนี้ทาง FCC เองก็มีการดำเนินการในลักษณะคล้ายๆกันในกรณีของผู้ให้บริการเคเบิลทีวีอยู่แล้ว เขามองว่าการที่ต้องมีการขอกันแบบเป็นกรณีไปจะทำให้เกิดการแข่งขันซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อทุกๆฝ่ายมากกว่า และฝ่าย content provider เองถ้าโดนเอาเปรียบจากการให้ความสำคัญของ traffic จากความสัมพันธ์ของบริษัทคู่แข่งกับ ISPs ก็สามารถฟ้องได้เพราะไม่ได้แข่งขันอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน

แน่นอนเขาเองก็มองว่าข้อดีของข้อตกลง Google กับ Verizon คือการที่กัน FCC ออกจากการออกกฏเพิ่มเติมที่ทำให้ธุรกิจทำงานยากขึ้นเนื่องจาก net neutrality บนระบบไร้สาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อกำหนดที่กีดกันการจัดความสำคัญของ traffic ในระบบอื่นๆซึ่งทำให้ทุกครั้งที่ ISPs จะทำผลิตภัณฑ์ใดๆซึ่งมีการละเมิดข้อตกลงเรื่อง net neutrality ก็ต้องขออนุญาต FCC เป็นกรณีไปทุกครั้ง

บทสรุป

ภาคองค์กรอิสระ และภาคธุรกิจ ควรปรีกษาหารือเพื่อบรรลุข้อตกลงร่วมกัน เพราะในที่สุดแล้วต่างก็ต้องพึ่งพากันเองทั้งคู่ เพราะ ISPs นั้นสร้าง content เองไม่ได้ ซึ่งถ้าไม่มี content แล้ว ISPs จะขายบริการของตัวเองได้อย่างไร และองค์กรอิสระถ้าควบคุมมากเกินไปจนธุรกิจมองไม่เห็นว่าการลงทุนนี้จะทำให้เกิดกำไร เขาก็ไม่ลงทุนทำให้ประเทศเสียโอกาส ดังนั้น จึงควรหันหน้ามาปรึกษาหารือและตกลงกันเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวมต่อไป


References:

http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=88896
http://learners.in.th/blog/finance-3-52/273750
http://technology.thaiza.com/detail_189952.html