Microsoft จับมือ True ผนึกกำลังพันธมิตรธุรกิจ Cloud Computing

Microsoft กับ True ผนึกกําลังเป็นพันธมิตรในธุรกิจอนาคต Cloud Computing ระบุตลาดไทยตื่นตัวมากที่สุดในภูมิภาคคาดพร้อมเปิดให้บริการแรกสิ้นปี

flickr:5726657129

นายเควิน เทอร์เนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฎิบัติการ Microsoft คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า จากผลสํารวจล่าสุดของ Springboard Research เกี่ยวกับการใช้ Cloud Computing ในประเทศไทยระบุว่า ประมาณ 50% ขององค์กรที่ตอบแบบสํารวจวางแผนที่จะใช้งาน Cloud Computingในอนาคต ซึ่งถือเป็นอัตราสูงสุดในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ 76% ขององค์กร มองว่า Cloud Computing เป็นเครื่องมือด้านไอทีที่มีความสําคัญเป็นอันดับแรก ผลสํารวจดังกล่าวยังระบุอีกว่า Cloud Computing มีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปี ทั้งนี้ กว่า 41% ระบุ Microsoft จะเป็นตัวเลือกของพวกเขาในการใช้งานบริการ Cloud Computing ในอนาคต
จากแนวโน้มดังกล่าว Microsoft จึงได้จับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยอาศัยศักยภาพทางด้าน Cloud Computing ของ Microsoft ผนึกกับศักยภาพของ True ในส่วนโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อนําเสนอบริการทางเลือกCloud Computing เต็มรูปแบบ สําหรับตลาดองค์กรและธุรกิจSMEในประเทศไทย รวมไปถึงความร่วมมือในการให้บริการ Cloud Computing ในภูมิภาคนี้ด้วยในอนาคต
'สิ้นปีจะเห็นเซอร์วิสตัวแรกที่จะเปิดให้บริการจากความร่วมมือในครั้งนี้
นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่่าวว่า Cloud Computing จะเป็นตลาดที่ 3 ที่จะเติบโตอย่างรวดเร็ว และจะมีบทบาทต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม หลังจากที่ธุรกิจทางด้านนอนวอยซ์ซึ่งถือเป็นตลาดที่สอง เริ่มกลายเป็นแหล่งที่มาของรายได้หลักในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยบริการด้านวอยซ์จะเปลี่ยนบทบาทจากเดิมที่เคยเป็นรายได้หลักให้กับอุตสาหกรรม ก็จะกลายมาเป็นบริการแบบให้เปล่า
ความร่วมมือในครั้งนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะพลิกโฉมหน้าของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการสื่อสารของประเทศ ส่งผลให้ไลฟ์สไตล์และ เวิร์กสไตล์เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมบริการ ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับคนไทยจากการใช้บริการ Cloud Computing
'ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นสเต็ปแรกของการเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญ'

flickr:5727211546

แนะนํา Cloud Computing

flickr:5726656039

Cloud Computing เป็นการเอาระบบ IT ของบริษัทไปติดตั้ง หรือโฮสต์บนอินเทอร์เน็ตโดยมีองค์กรภายนอก (Third Party)
เป็นผู้จัดเตรียมทรัพยากรคอมพิวเตอร์และดูแลระบบสารสนเทศของลูกค้าที่ได้นำมาติดตั้ง เป็นการประหยัดการลงทุนเรื่องทรัพยากรคอมพิวเตอร์ เพราะเปลี่ยนมาเป็นการเช่าระบบแทน ซึ่งทำให้บริษัทที่มีเงินลงทุนจำกัดสามารถมีระบบสารสนเทศที่ดีใช้ได้เท่าเทียมกับบริษัทอื่นๆ และสามารถ สร้างระบบใหม่ขึ้นมาใช้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว เพราะว่าผู้ให้บริการจะจัดเตรียมทรัพยากรขนาดใหญ่ไว้รองรับผู้ใช้บริการอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องมีระยะเวลาการออกแบบระบบสั่งซื้อฮาร์แวร์และติดตั้งฮาร์ดแวร์ ซึ่งสามารถลดระยะเวลาดำเนินการ และสามารถเพิ่ม ขนาดทรัพยากรได้ง่ายดายและรวดเร็ว ในกรณีที่ระบบของผู้ใช้บริการมีขนาดใหญ่ขึ้นก็ย่อมต้องขยายทรัพยากรให้เพิ่มขึ้นตามการใช้งาน ซึ่งระบบที่เป็นของบริษัทเองคงต้องทำการออกแบบและสั่งซื้อและติดตั้งกันวุ่นวายเสียเวลาด้วยการใช้บริการ Cloud computing ก็ทำให้การเพิ่มขนาดทรัพยากรนั้นง่ายและรวดเร็วภายในข้ามคืนเท่านั้น สุดท้ายขจัดปัญหาเรื่องการดูแลระบบทรัพยากรสารสนเทศออกไปให้ผู้ให้บริการ Cloud computing ดูแลแทน จึงทำให้ลดทั้งความยุ่งยากของการดูแลและลดจำนวนบุคลากรที่ต้องจ้างมาเพื่อดูแลระบบอีกด้วย

ผลกระทบกับวงการไอที

• Cloud Computing สามารถช่วยลดต้นทุนในด้าน Hardware และ Software แทนการลงทุนทั้งระบบ จะเปลี่ยนเป็นการจ่ายค่าบริการตามจริงที่ใช้งาน
• ในทางกลับกัน การเข้ามาของ Cloud Computing ส่งผลต่อ Business Model เนื่องจากรายได้หลักในตลาดไอทีของประเทศไทยมาจาก Hardware ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า Software ทั้งนี้ จึงทำให้ตลาดไอทีที่ได้รายได้จาก Hardware มีปริมาณที่ลดลง ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมไทยที่ผลิตเกี่ยวกับ Hardware ต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงให้สามารถบริการเกี่ยวกับ Software มากขึ้น เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้า เพราะการแข่งขันในอนาคตต่อไป ระบบไอทีที่อยู่ในบริษัทจะเป็นแนวโน้มของการให้บริการผ่านทางเครือข่าย Internet

Cloud ช่วยธุรกิจได้อย่างไร

ผู้ให้บริการ Cloud สามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
1. ผู้ให้บริการเน็ตเวิร์ก เช่น True IDC และ TOT ถือเป็นผู้ให้บริการรายแรกๆ ทั้งในรูปแบบของคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) ที่เน้นการใช้งานเฉพาะลูกค้าแต่ละราย และคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) ซึ่งเหมาะกับกลุ่ม SMEs และการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง Microsoft และ True ก็เป็นบริษัทที่มีจุดแข็งเรื่องการพัฒนา Software ที่จะสามารถเอามาใช้ใน Cloud และเป็นบริษัทที่มีพื้นฐานการให้บริการทาง Internet high-speed หลักของประเทศไทย
2. ผู้ให้บริการโซลูชั่น ซึ่งในขณะนี้ มีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เริ่มเปิดตัวโซลูชั่นที่เกี่ยวกับ Cloud ออกมาอย่างต่อเนื่อง บริษัทของไทยมีเพียงผู้ประกอบการ บางรายเท่านั้นที่มีความพร้อมในการให้บริการ Cloud เนื่องจากต้องมีความรู้ในเรื่องการปรับแต่งซอฟต์แวร์ของตนเองและกระบวนการทางธุรกิจมาเป็น Software as a Service (SaaS) อย่างไรก็ตามบริษัท True ได้มีการเตรียมการพัฒนา Software บน Cloud โดยการเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจประกวด Software ที่พัฒนาด้วยตัวเอง จึงเป็นการกระตุ้นให้ตลาดของ Software นั้นมีมากขึ้นด้วย

flickr:5726656635

Key Success Factor ของ True และ Microsoft

1. แนวโน้มการใช้งาน Web2.0 ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบ Interactive มากขึ้น

ปัจจุบันแนวโน้มของเทคโนโลยี Web2.0 ซึ่งเนื้อหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล รูปภาพ VDO หรือ File เสียง ภายใน Web มีการเปลี่ยนแปลงโดยผู้ใช้จากทั่วโลกอยู่ตลอดเวลา เช่น Wikipedia และ YouTube หรือ Web Social Network เช่น Facebook แนวโน้มการใช้งาน Web2.0 ปัจจุบันเป็นที่นิยมทั้งระดับผู้ใช้ทั่วไปและพนักงานองค์กร ซึ่งต้องใช้ Web 2.0 ในการประสานงานร่วมกันสำาหรับโครงการต่างๆ และด้วยแนวโน้มด้านเทคโนโลยี Web 2.0 นี้เอง ระบบ Cloud computing จึงเข้ามามีบทบาทอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงแล้ว ยังตอบสนองความต้องการของทำางานของ Website ที่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหา หรือข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ด้วยการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานทางด้าน IT ของ Cloud computing ในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที

2. ความต้องการประสิทธิภาพทางด้านการประหยัดพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น

สืบเนื่องจากวิกฤติการณ์ด้านพลังงานและกระแสความตระหนักเรื่องความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน องค์การหลายแห่งจึงหันมาให้ความสำาคัญกับเรื่อง IT ประหยัดพลังงาน และเนื่องจากความสามารถในการประหยัดพลังงานโดยเฉพาะการจัดการพลังงานในระบบ Datacenter ทำให้เทคโนโลยี Cloud computing ได้รับความนิยมในระดับต้นๆ จากข้อมูลล่าสุดของ Info-Tech Research Group ระบุว่า Server ส่วนใหญ่ที่มีการทำางานตลอดเวลา โดยมากจะใช้ทรัพยากรในระบบเพียง 10-20% เท่านั้น แต่ด้วยการจัดการระบบด้วยเทคโนโลยี Cloud computing ทรัพยากรทางด้าน IT จะถูกผนวกรวมศูนย์เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยองค์การประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโดยเทคโนโลยีนี้ยังจะช่วยให้องค์การสามารถเพิ่มหรือลดขนาดของระบบได้ตามต้องการ โดยไม่จำาเป็นต้องเปิด Computer ทิ้งไว้ให้สิ้นเปลืองพลังงานแต่อย่างใด

3. แนวโน้มความต้องการ Innovation

นอกจากการแข่งขันในเชิงธุรกิจแล้ว บริษัทต่างๆ ยังจำาเป็นที่จะต้องนำเสนอสินค้า บริการหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอยู่ตลอดเวลา โดยบริษัทเหล่านี้มองว่าเทคโนโลยีจะมีส่วนช่วยให้การคิดค้นต่างๆ ทำได้เร็วยิ่งขึ้นและด้วยความต้องการในการนำาเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องนี้เองมีส่วนทำให้องค์การหลายแห่งจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Cloud computing ซึ่งให้พลังการประมวลผลที่มีสมรรถนะสูงกว่า แต่เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า

4. ความต้องการใช้งานเทคโนโลยีให้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น

ในปัจจุบัน ยิ่งเทคโนโลยีมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นเท่าใด ผู้ใช้งานก็ต้องการใช้งานเทคโนโลยีให้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น ด้วยแนวโน้มการใช้ Software ในรูปแบบของบริการผ่านทาง Internet นับเป็นตัวอย่างหนึ่งของแนวโน้มที่ช่วยตอบสนองความต้องการใช้งานง่ายของผู้ใช้ อีกทั้งยังเป็นการบุกเบิกการใช้งานเทคโนโลยี Cloud computing ไปในตัวด้วยแนวโน้มดังกล่าวนี้เอง ทำาให้องค์การหลายแห่งเลือกที่จะซื้อบริการ แทนการซื้อ Software มาใช้โดยตรง (Software as a service)

5. ปริมาณข้อมูลจำานวนมหาศาลที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา

เนื่องจากข้อมูลมหาศาลที่มีอยู่ใน Website ต่างๆ ในปัจจุบัน การจัดการข้อมูลใน Web ถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง แต่ด้วยความสำเร็จของเทคโนโลยีการค้นหาข้อมูล เช่น Google ทำาให้โลกได้เห็นถึงความสำาคัญในการจัดระเบียบและ การกำาหนดโครงสร้าง Web ที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากปริมาณข้อมูลต่างๆ ใน Web เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลกทุกวินาที ในแต่ละวัน ผู้ใช้ Internet หลายล้านคนแลกเปลี่ยน ค้นหาข้อมูล รูปภาพและเสียงผ่าน Website ต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งหากการค้นหาข้อมูลที่ต้องการไม่สามารถทำาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำแล้ว ประโยชน์ของ Web ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการทำงานก็อาจลดน้อยลง แต่ด้วยประโยชน์จากเทคโนโลยี Cloud computing นี้เอง ทำาให้มาตรฐานและการจัดการข้อมูลอันมากมายและหลากหลายใน Web ทำาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะระบบใช้ประโยชน์จากประสิทธิภาพการประมวลผลที่เหนือกว่าของ Cloud computing เพื่อบริหารจัดการข้อมูลจำนวนมาก รวมทั้งใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่น เพื่อจัดการความซับซ้อนของข้อมูลใน Web ให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น

http://www.manager.co.th/CBizReview
http://www.daydev.com
http://sandbox.gtis.co.th/index.php/cloud-computing.html