Make Vs Buy

Click เพื่อรับชมวีดิโอการสอน http://vimeo.com/23084052

MAKE Vs. BUY?

ในฐานะผู้บริหารขององค์กร สิ่งที่เราต้องตัดสินใจคือสถานะการณ์ไหนที่เราควรจะทำเองหรือสถานการณ์ไหนที่เราจะจ้าง คนอื่นทำ ในด้าน IT ซึ่งเป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบให้ได้เพื่อผลประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร

วัตถุประสงค์ในการเรียน

1. สามารถอธิบายกระบวนการจัดหา
2. สามารถอธิบายถึงความแตกต่างระหว่าง การทำเองกับการจ้างเค้าทำ, การจ้างภายในประเทศหรือนอกประเทศ, การจ้างประเทศใกล้เคียงหรือประทศที่ห่างไกล
3. รู้ถึงปัจจัยสำคัญที่ควรจ้าง source ภายนอก
4. สามารถเข้าใจวิธีที่แตกต่างของการ outsourcing
5. เข้าใจความแตกต่างระหว่างการ out sourcing แบบทั้งหมด หรือบางส่วน

กลยุธน์การได้มาของ ระบบ IT ที่ใช้ในองค์กร

1. Outsourcing : จ้างคนอื่นทำ
2. Buy the application (off-the-shelf approach) : เข้าไปซื้อซอฟแวร์สำเร็จรูปเข้ามาใช้ในองค์กร
3. Lease the application : การเช่า ซึ่งราคาถูกเป็นทางเลือกสำหรับผู้มีกิจการเล็กๆ
4. In-House หรือ In-sourcing : การพัฒนาระบบขึ้นมาเอง
5. Partner : การเข้าร่วมกับบบริษัท IT ที่มีความเชี่ยวชาญ
6. Crown sourcing : เป็นวิธีการใหม่ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีความสามารถเข้ามาร่วมแก้ปัญหาได้
7. End-User Development : ให้ผู้ใช้ภายในองค์กรพัฒนา application ขึ้นมาเอง ซึ่งจะค่อนข้างเสี่ยง

กระบวนการการจัดหา

ขั้นแรกเราต้องตัดสินใจก่อนว่าเราควรจะทำเองหรือว่าจ้างเค้าทำ โดยที่ถ้าเป็นข้อมูลที่เป็นความลับหรือเป็น core business ขององค์กรควรจะทำเอง แต่ถ้าจ้างทำต้องตัดสินใจว่าจะจ้างบริษัทในประเทศหรือต่างประเทศ เพราะงานด้าน IT นั้นข้อมูลเป็น Digital แม้ว่าใกล้หรือไกลไม่ทำให้เสียเวลา และถ้าจ้างจากต่างประเทศควรจะเลือกประเทศใกล้เคียงเราหรือห่างจากเรา หลังจากนั้นต้องมีการติดตามว่าผลงานที่ออกมานั้นเป็นที่น่าพอใจหรือไม่

INSOURCING

คือการส้รางระบบขึ้นมาเอง

เหตุผลสำคัญในการใช้ INSOURCING
1. จะใช้ในส่วนทีมีความสำคัญกับธุรกิจขององค์กรที่ หรือเป็นข้อมูลที่เป็นความลับหรือความปลอดภัยขององค์กร
2. เหมาะสมกับองค์กรที่มีแผนก IT ที่มีความสามารถ มีบุคคลากรที่มีความรู้ ความชำนาญ
3. เวลาที่ใช้ในการพัฒนาระบบสั้นกว่าให้คนอื่นทำ
4. องค์กร ต้องการเรียนรู้เอง เพราะถ้าจ้างคนอื่นทำ องค์กรก็จะเสียโอกาสในการพัฒนา การเรียนรู้ด้วยตัวเอง

OUTSOURCING

เป็นการจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือบริษัทที่มีความชำนาญจากภายนอก

เหตุผลสำคัญในการใช้ OUTSOURCING
1. งบประมาณที่ถูกลงจากการจ้างในปริมาณมากๆ
2. บริษัทสามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ๆจากบริษัทด้านIT
3. ช่วยให้เราสามารถเน้นอยู่ที่งานหลักขององค์กรได้โดยไม่ต้องเป็นห่วงงานด้าน IT ซึ่งจ้างผู้เชี่ยวชาญมาทำแทน
4. สามารถให้พนักงานในองค์กรเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆจนชำนาญ แล้วหลังจากนั้นอาจจะไม่จำเป้นที่จะต้องจ้าง outsourcing
ข้อเสียของการจ้าง OUTSOURCING
1. บางทีอาจมี hidden cost ทำให้การจ้าง OUTSOURCING นั้นไม่คุ้ม
2. ข้อมูลของบริษัทอาจจะมีโอกาศที่รั่วไหลได้
3. บริษัทเสียโอกาศที่จะพัฒนาบุคลากรหรือระบบนั้นของบริษัท
4. เสียการควบคุมงานโดยตรง

OUTSOURCING ABORD

เนื่องจากงานด้าน IT เป็นข้อมูลแบบ digital ทำให้การจ้าง OUTSOURCING จากต่างประเทศนั้นไม่ทำให้เกิปัญหาและยังได้เทคโนโลยีใหม่ๆกว่าการจ้างภายในปะเทศ ประกอบไปด้วย

OFFSHORING

คือการ Outsource ระบบ IT ไปยังต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีมากขึ้น เพราะประเทศกำลังพัฒนาจะมีค่าแรงที่ต่ำกว่ามาก
เกณฑ์ในการเลือก Offshoring
สถาบันวิศวกรรมซอฟ์แวร์ แห่งมหาลัยคาเนกิเมลลอน ได้จัดทำโมเดลที่ใช้วัดระดับขีดความสามาถของบริษัทผู้พัฒนาซอฟแวร์ ที่เรียกว่า Capability Maturity Model หรือ CMM ขึ้นเป็นแนวทางในการปรับปรุงหระบวนการซอฟท์แวร์
CMM แบ่งออกเป็น 5 ระดับ
1. Level1 initial ระดับเริ่มต้นที่ยังไม่เป็นระบบ ยังไม่มีการควบคุมที่ดี
2. Level2 Repeatable เริ่มเป็นระบบมากขึ้น สามารถทำซ้ำภารกิจที่มีการควบคุมอย่างดี
3. Level3 Defined มีการกำหนดมาตรฐานการทำงานที่ชัดเจน สามารถจำแนกกระบวนการให้เข้าใจได้ง่าย
4. Level4 Managed สามารถวัดผลและควบคุมกระบวนการซอฟ์แวร์ได้
5. Level5 Optimizing มีการปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง

หรืออาจจะแบ่งตาม Tjia เป็น 3 กลุ่มดังนี้

Tier 1 : Mature software exporting nations คือ มีประเทศที่มีการพัฒนาซอฟแวร์ที่ดี เช่น US, UK, Japan, India
Tier 2 : Emerging software exporting nations คือ ประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น Costa Riga, Brazil
Tier 3 : Infant stage software exporting nations คือ ประเทศที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น เช่น Cuba, Jordan, Vietnam, Thai

NEARSHORING

คือ การ outsource ไปยังประเทศที่มีความใกล้เคียงกัน เช่น ใกล้เคียงกันในเชิงวัฒนธรรม หรือภาษา เป็นต้น
Captive Centers
เป็นอีกทางหนึ่งขององค์กรที่ไม่เลือกที่จะ Outsource แต่เลือกที่จะตั้งบริษัทลูกในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อเข้าถึงแรงงานราคาถูก

BACKSOURCING

คือการนำกลับมาทำเองหลังจากที่จ้าง OUTSOURCING
เหตุผลที่นำกลับมาทำเอง ยกตัวอย่างเช่น
1. มีความชำนาญแล้ว
2. มีความขัดแย้งกันกับ OUTSOURCING
3. เรื่องของงบประมาณที่มี Hidden cost
4. บทบาทของไอทีที่เปลี่ยนแปลงไปเป็น core business
5. ผลงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายตามที่ตกลง
6. มีการบริการที่ไม่น่าพอใจ

OUTSOURCING MODELS

อยู่ในรูปแบบในการเช่าจึงมีราคาไม่สูงมากเหมาะสำหรับกิจการเล็กๆที่มีเงินทุนไม่มาก, ไม่มีบุคลากรรองรับ หรืออยากใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ
Application service provider (ASP) คือเป็นการเช่า Application นั้น โดยใช้ Application ผ่านทางอินเตอร์เน็ต อย่างกรณีของเว็บไซต์ที่ชื่อ SellForce.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ให้เช่า Application ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

CROWDSOURCING

เป็นการเปิดให้ทุกๆ คนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องของการ แก้ไขปัญหา ระบบได้ เช่น กรณีของ เวป innocentive.com ซึ่งจะมีบริษัทนำปัญหาไปโพสต์ไว้และทุกๆ คนสามารถที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการ แก้ไขปัญหาและมีรางวัลให้สำหรับผู้แก้ปัญหาได้ตรงใจบริษัทที่มาโพสต์

FULL vs SELECTIVE MODEL

ข้อดีของจ้างทั้งหมด คือเราไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบในเรื่องระบบนั้นๆ เลยแต่แบบบางส่วนต้องเค้าไปรับผิดชอบด้วย จะดีกว่าถ้าเรามุ่งไปที่ core business แต่ข้อเสียของการจ้างทั้งหมดคือข้อมูลบางส่วนที่เป็นความลับอาจจะรั่วไหลไปได้

SINGLE VS. MULTIPLE VENDER

ข้อดีของการเลือกหลายๆvender คือเราสามารถเลือกผู้เชี่ยวชาญในแต่ละฟังค์ชั่นได้แต่อาจจะมีข้อเสียถ้าแต่ละvender ทำงานร่วมกันไม่ได้ แต่ถ้าเลือก vender เดียวก็จะประสานงานง่ายแต่มีความเสี่ยงสูงถ้าเกิดผิดพลาด