IT Strategy Part_1

VDO ประกอบการเรียน
IT Staregy http://vimeo.com/22585721

IT Strategy & Analysis of The Industry Impacts of IT in Business

++ วัตถุประสงค์ของการเรียนรู้

1. มีความรู้ความเข้าใจผลกระทบด้านไอที ที่มีผลต่อกลยุทธขององ์กร
2. อธิบายรูปแบบแนวคิดทางกลยุทธ์ของ Porter’s แล้วสามารถนำมาพัฒนากลยุทธ์ของระบบข้อมูลในองค์กร
3. อธิบายรูปแบบของ Value chain ที่สามารถช่วยสร้างโอกาสในการประกอบธุรกิจ ในด้านกลยุทธ์ของระบบข้อมูลข่าวสาร
4. เข้าใจในระบบไอทีที่ส่งผลต่อกลยุทธ์ขององค์

++บทบาทของ IT กับการเปลี่ยนแปลงขององค์กร

IT เข้ามาเปลี่ยนแปลงองค์กรใน 2 มิติด้วยกันคือ Economic และ Behavior

1. ผลกระทบต่อ Economic

โดยระบบ IT จะเข้ามามีบทบาทในการลด costs เพื่อให้ได้ profit ที่มากขึ้น ซึ่งระบบIT จะช่วยเข้ามาแทนที่การทำงานของบุคคลากรในองค์กร

flickr:5624636896
ทฤษฎีที่สำคัญในเพื่อการนำ IT ไปใช้ในการลด cost คือ
•Transaction cost Theory

ค่าใช้จ่ายหลักๆอันเนื่องมาจากการทำธุรกรรม (Transaction) เช่น การค้นหาข้อมูล (customers, suppliers, products) การติดต่อสื่อสาร หรือการนำข้อมูลมาเปรียบเทียบเพื่อตัดสินใจ โดยในอดีต ทั้งนี้องค์กรขนาดเล็กมักจะเสียเปรียบในเรื่องการเข้าถึงข้อมูลเนื่องจากมีจำนวนพนักงานน้อย หากต้องการพัฒนาศักยภาพการเข้าถึงข้อมูล จำเป็นต้องขยายขนาดขององค์กร แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีจาก internet ทำให้องค์กรขนาดเล็กมีศักยภาพการเข้าถึงข้อมูลมากขึ้นโดยไม่มีความจำเป็นต้องขยายขนาดองค์กร และสามารถลด Transaction Cost ได้

flickr:5624674328
• Agency Theory

กล่างถึงการควบคุมการทำงานของพนักงานในองค์กร เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติภารกิจที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร โดยทั่วไปองค์กรที่มีพนักงานจำนวนมากจะมีต้นทุนส่วนนี้สูงกว่าองค์กรขนาดเล็ก บทบาทของ IT ที่เข้ามาช่วยลดต้นทุนในส่วนนี้โดยการพัฒนาระบบ Telecommunication ทำให้ติดต่อสื่อสารกับพนักงานสะดวกขึ้น เช่น พนักงานไม่จำเป็นต้องเข้ามารายงานที่ office และ ทำให้ระบบตรวจสอบทำได้ง่ายขึ้น

flickr:5624085173

2. ผลกระทบต่อ Behavior

ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลขององค์กรขนาดใหญ่ในอดีตมีอุปสรรคอันเนื่องจากโครงสร้างที่มี Middle Manager หลายขั้นทำให้ใช้เวลา และข้อมูลบิดเบือนได้ง่าย ดังนั้น IT ได้เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลง organization ในองค์กร ทำให้โครงสร้างขององค์กรมีลักษณะแบนราบลง (Flattening Organization) ทำให้ลดขั้นตอนของ Middle Manager และ พนักงานมีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น
การเข้ามามีบทบาทนี้เองทำให้บางองค์กรแปลงสภาพให้มีขนาดเล็กลงเพื่อการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงง่ายขึ้น ซึ่งองค์กรขนาดใหญ่มักจะมีความช้าต่อการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่นหน่วยงานราชการ

flickr:5624674478

ข้อดีของ IT ที่มีผลกระทบต่อ Behavior
- ทำให้การส่งข้อมูลภายในองค์กรมีความสะดวกรวดเร็วขึ้น
- โอกาสที่ข้อมูลบิดเบือนมีน้อย
- มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงระบบในองค์กร

NETWORK ECONOMICS (NETWORK EFFECT, MCCATH’S LAW)

คุณค่าของระบบเครือข่ายใดๆขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่เชื่อมต่อ ยิ่งมีคนมาเชื่อมต่อมากยิ่งเพิ่มประโยชน์ต่อครือข่าย โดยค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อเป็นค่าใช้จ่ายที่เล็กน้อย ซึ่งบริษัทใดที่สร้าง Network effect ได้ก็จะสามารถเป็นผู้นำได้ เช่น Face book , Youtube, Wikipedia, eBay เป็นต้น
Network Effect ยังมีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างมาตรฐาน โดยระบบเครือข่ายที่สร้าง platform และสามารถทำให้มีผู้ใช้เป็นจำนวนมากได้ เช่น Microsoft

CHARACTERISTICS OF DIGITAL PRODUCTS

ปัจจุบันถือว่าอยู่ในยุค Digital Economic ที่มีสินค้าหลายอย่างที่ถูกทำให้อยู่ในรูปแบบ Digitalize Format โดยจะมีข้อแตกต่างจาก Physical Product เช่น

• LOW REPRODUCTION COSTS
การลงทุนในการสร้าง product ในรูปแบบ Digital และ Physical อาจมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ในการผลิตเพิ่ม Digital product จะใช้ต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก เช่น หลังจากการพัฒนา window7 แล้ว การผลิตเพิ่มอาจเสียค่าใช้จ่ายเพียงแผ่น DVD
• LOW DISTRIBUTION COSTS
ลดปัญหาและการลงทุนในเรื่องของ Logistics, Inventory การจัดเก็บ
• DURABLE
มีความคงทน มีอายุการใช้ยาวนาน
• EASE OF SHARING
ง่ายต่อการถูก Copy

THE 3 ‘D’ EFFECTS OF E-BUSINESS

Supply Chain = เป็นกระบวนการบริหารสินค้าตั้งแต่ วัตถุดิบเริ่มต้น จนส่งขายถึงมือลูกค้า

flickr:5624821370

ผลกระทบจากการที่ network เข้ามามีบทบาทในธุรกิจ โดยแบ่งผลกระทบดังนี้

• DISINTERMEDIATION/REINTERMEDIATION
Internet เข้ามามีบทบาทในการ by pass ทำให้ลดต้นทุน และ เวลาในเรื่องของ Logistics การลดต้นทุนนี้ทำให้ต้นทุนสินค้าลง เป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ตัวอย่างเช่น
o Dell Computer ที่ลูกค้าซื้อสินค้าโดยการ online order โดยตรงไปที่ Dell
o อุตสาหกรรม multimedia เช่น อุตสาหกรรมเพลง ทำให้มีการซื้อขายจากผู้ผลิตถึงผู้ซื้อโดยตรง
o การให้บริการ online ticket โดยไม่ต้องผ่าน Agencyทำได้ และในส่วนของ Retail หรือ ผู้ค้าคนกลาง จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มบทบาท เช่น
o บริการแนะนำสินค้าให้ลูกค้า เพื่อเพิ่มการขาย
DISINTERMEDIATION จะอยู่ในรูปแบบของเวปไซด์ ซึ่งเป็นหน้าร้านของผู้ผลิตโดยตรง โดยตัดตัวกลาง Distibuter ออก ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าผ่านทางเวปไซด์ได้โดยตรง
REINTERMEDIATION จะอยู่ในรูปแบบของเวปไซด์ ซึ่งเป็นหน้าร้านของ ผู้เป็น Distributor อีกที ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าผ่านตัวกลางทางเวปไซด์ของ Distributor เช่น ebay , Amazon , iTune

• DISAGGREGATION
เป็นบทบาทของ IT ที่สามารถช่วยให้เราทำงานได้โดยไม่จำกัดสถานที่ และเวลา เป็นรูปแบบการปรับใช้ internet เป็นเครื่องมือในการนำผู้ผลิตหลายๆที่มารวมกันเป็น package โดยที่ผู้ผลิตเหล่านั้นไม่สามารถ มานำเสนอให้กับลูกค้า เพื่อเป็นการเพิ่ม value ให้กับบริการ เช่น Miss Lily, iTune การเพิ่มบริการให้ครบวงจรมากขึ้น เป็นแหล่งรวมข้อมูล (participated โดย สุทธิรา 064) ซึ่งทำให้รูปแบบของการทำงานไม่จำเป็นต้องทำงานในที่ๆเดียว
• DIGITAL CONVERGENCE
มี 3 รูปแบบ
o Device Convergence เป็นการหลอมรวมอุปกรณ์ และ function ต่างๆ ทำให้นำไปสู่ความสะดวกสบายกับผู้ใช้ เช่น โทรศัพท์มือถือที่มีการรวม function ถ่ายรูป ไฟฉาย วีดีโอ เครื่องเล่น MP3 เป็นต้น
ซึ่ง Device Convergence นำมาซึ่งการแข่งขันข้ามอุตสาหกรรมมากขึ้น (Cross Industry) เช่น อุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือและอุตสาหกรรม Computer
o Network Convergence เป็นการรวมกันระหว่างระบบ wireless และ ระบบใช้สาย เช่น การดูทีวีผ่านทางมือถือ , การโทรศัพท์ผ่านทาง Skype
o Data Convergence (Content Convergence) การที่ Content สามารถใช้ได้ในหลายเครือข่าย เช่น การรวมกันของข้อมูลในรูปแบบของ รูปภาพ วีดีโอ ข้อความ เป็นต้น
o Life Style Convergence (เป็นรูปแบบที่ True คิดขึ้น) เป็นช่องทางในการ convergence โลก online กับโลก offline ทำให้เกิดการสร้างสังคม online ขึ้นมา เช่น game online

FRAMEWORK ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ IT

PORTER COMPETITIVE FORCES MODEL

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า Five Forces Model นั้นใช้ในการวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันเปรียบเทียบกับคู่แข่ง เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ แต่ Michael E. Porter กล่าวว่าจริงๆ แล้วนอกเหนือจากประเด็นดังกล่าวแล้วควรคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ดังนี้

1.) อำนาจการต่อรองของลูกค้า

2.) อำนาจการต่อรองของ Supplier

3.) ภัยคุกคามจากสินค้าตัวใหม่

4.) ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน

Meet Mike – Video Clip

flickr:5624084995

สรุปใจความสำคัญในวิดีโอคลิป ซึ่งเป็นวิดีโอในการให้สัมภาษณ์แก่ Harvard Business Review โดย Michael E. Porter ผู้ซึ่งเป็นผู้คิด Five Forces Model ได้ดังต่อไปนี้คือ
Five Competitive Forces เกิดขึ้นมาจากแนวคิดที่มองว่าผู้บริหารมองการแข่งขันแคบเกินไป โดยที่ Five Competitive Forces ได้กล่าวถึงว่า จริงอยู่ที่การแข่งขันในทางธุรกิจ ควรมองถึงคู่แข่งขันทางตรง แต่ขณะเดียวกันก็ควรมองถึง Customer และ Supplier ที่มี Bargaining Power, ผู้ที่จะเข้าสู่ตลาดรายใหม่ (New Entrants) และ สินค้าและบริการทดแทนที่อาจมีผลกระทบต่อกำไรและการเติบโตของบริษัทได้
ดังนั้น Five Forces Model เป็นการทำให้เห็นภาพชัดเจนในการแข่งขันทางธุรกิจ ที่สามารถใช้ได้กับทุกๆ อุตสาหกรรม เพื่อนำมาวิเคราะห์การแข่งขัน วิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไรของอุตสาหกรรมนั้นๆ และนำมาวางกลยุทธ์ขององค์กร
ในการ Apply ใช้ Five Forces Model กับอุตสาหกรรมต่างๆ นั้น มีข้อกำหนดแตกต่างกันไป อย่างเช่นอุตสาหกรรมด้านสายการบิน ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่ได้ชื่อว่ามีความสามารถในการทำกำไรได้ต่ำมาช้านาน ซึ่งการใช้ Five Forces Model ทำให้เราเข้าใจว่าทำไม ซึ่งเราจะเห็นว่าระดับของการแข่งขันค่อนข้างเข้มข้น โดยสามารถคู่แข่งแต่ละรายในอุตสาหกรรมสามารถสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนได้ยาก มีการแข่งขันด้านราคาที่สูง
ในส่วนของอุปสรรคของการเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่ก็ถือว่าต่ำ โดยจะเห็นว่ามีคู่แข่งเข้ามาในตลาดมาก ทั้งๆ ที่เป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้น้อย (เช่น ถ้าเงินทุนไม่พอก็สามารถเช่าได้, สามารถเปิดให้บริการแค่เส้นทางการบินเดียวก็ได้ เป็นต้น)
ในส่วนของอำนาจต่อรองของลูกค้าก็สูง โดยค่อนข้างมีความ Sensitive สูงต่อราคาของการให้บริการ และในส่วนของอำนาจต่อรองของผู้ผลิตก็ค่อนข้างมาก เนื่องจากมีจำนวนน้อย และจะเห็นได้ว่าแต่ละรายมีกำไรสูงมาก
สุดท้าย ในส่วนของสินค้าทดแทนนั้น ก็มีทางเลือกอื่นมากมายในการเดินเช่น การนั่งรถไฟ, ขับรถ หรืออื่นๆ
ซึ่งก็จะเห็นได้ว่า Five Forces สามารถให้คำตอบได้ว่าทำไม ธุรกิจสายการบินถึงเป็นธุรกิจที่ให้กำไรต่ำ
ส่วนการใช้ Five Forces มาวิเคราะห์กับธุรกิจอื่นที่ค่อนข้างจะมีความสามารถในการทำกำไรสูงอย่างเช่น ธุรกิจ Soft Drink ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยมีรูปแบบแตกต่างกันไป
ประมาณ 30 ปีที่ Concept ของ Five Forces นี้ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของนักวางกลยุทธ์องค์กร นักการตลาด นักบริหารทั่วโลก

สิ่งที่ Porter ได้เรียนรู้ถึงการนำ Five Forces Model มาประยุกต์ใช้จริงกับธุรกิจคือ

- Framework นี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับทุกๆ อุตสาหกรรม ทุกๆ สินค้าและบริการ ทุกๆ สภาวะของเศรษฐกิจ
- Framework นี้สามารถทำให้ธุรกิจหลุดพ้นจากกับดักต่างๆ เช่น Trend ล่าสุดของธุรกิจ, เทคโนโลยีล่าสุด (เช่น การบูมของ Internet ในช่วงหนึ่ง ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการแข่งขันของธุรกิจ) ที่ทำให้อาจเข้าใจการตัดสินใจในการทำธุรกิจผิดพลาด โดย Concept นี้จะมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยพื้นฐานแทน
- การนำวิธีคิดของ Framework นี้อาจมีความสับสน และยุ่งยากในบางอุตสาหกรรม เช่น การให้คำจำกัดความของ “การแข่งขัน” เนื่องจากบางครั้งการแข่งขันที่มีผลการแข่งเป็นแบบ Positive-Sum ที่ทำให้คู่แข่งได้ประโยชน์ทั้งคู่หรือแบบ Zero-Sum ที่ต้องมีผู้ชนะและมีผู้แพ้ หรือบางการแข่งขันนั้น แทนที่ควรจะมีการเน้นเรื่องการต่อสู้กันกับคู่แข่ง กลับควรจะเน้นที่การขยายตลาดมากกว่า เป็นต้น
- การแข่งขันแบบ Zero-Sum เป็นการแข่งขันในเรื่องเดียวกัน เช่นการแข่งขันโดยใช้กลยุทธ์ด้านราคานั้น ผู้ชนะ คือผู้บริโภค
- การแข่งขันแบบ Positive-Sum เป็นการแข่งขันในเรื่องที่แตกต่างกัน
Porter ได้แนะนำกับธุรกิจที่ต้องการเริ่มที่จะนำแนวคิดของ Five Forces Framework มาใช้ว่า การวิเคราะห์อุตสาหกรรมใดๆ นั้น การวิเคราะห์สภาวะแวดล้อมด้านการแข่งขันเป็นจุดเริ่มต้นพื้นฐานที่ดีที่สุด เนื่องจากข้อมูลนี้เป็นพื้นฐานที่สามารถนำมาใช้การวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมได้ พยายามเข้าใจว่าอุตสาหกรรมนี้เป็นอย่างไร โครงสร้างของอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร กำหนดขอบเขตให้ถูกต้องเหมาะสม
อย่างไรก็ตามการใช้ Five Forces ในการวิเคราะห์อุตสาหกรรมใดๆ นั้น ไม่ควรมองเพียงว่าอุตสาหกรรมนั้น น่าดึงดูด หรือไม่น่าดึงดูด เพียงเท่านั้น การวิเคราะห์ควรจะมองถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมนั้นๆ ด้วยว่าเราควรจะยืนอยู่จุดใดของอุตสาหกรรมนี้ ท่ามกลางปัจจัยต่างๆ ที่วิเคราะห์ได้เป็นต้น
การนำไปใช้ของแนวคิด Five Forces นี้ ไม่จำเป็นต้องใช้ในระดับของผู้บริหารเท่านั้น แต่ควรให้ทั้งองค์กรรับรู้และสามารถนำมาใช้ได้ทั้งองค์กรเพื่อให้การปฏิบัติของทั้งองค์กรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ความเชื่อที่ว่าเอกสารสำคัญเกี่ยวกับแผนกลยุทธ์ต่างๆ ควรเก็บไว้แต่เป็นความลับ แต่ทว่า การที่เรานั้นทำการวางแผนในหลายๆ ประเด็นให้มีความชัดเจนก็จะทำให้เราทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น ในตลาดนั้นไม่จำเป็นที่เราจะต้องเป็นผู้ค้ารายเดียวเสมอไป การมีคู่แข่งก็ไม่ได้เป็นปัญหาเสมอ ดีไม่ดีหากเค้ารู้ถึงจุดยืนของเราอย่างชัดเจน เค้าอาจจะเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นก็เป็นไปได้ ในบางครั้งการแข่งขันที่มีผู้ค้ามากรายก็ประสบความสำเร็จได้

COMPETITIVE FORCES MODEL

Five Forces Model เป็นโมเดลที่ใช้ในการวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทต่อคู่แข่งทางอุตสาหกรรม โดยขึ้นอยู่กับ 5 ปัจจัย โดย Porter ได้กล่าวไว้ว่าทั้ง 5 ปัจจัยนั้นมีผลต่อผลกำไรและ Positionของบริษัทในเรื่องของการแข่งขัน

flickr:5624085305

1. Potential threat of new entrants การเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ มีความยากง่ายในการเข้ามาของ
ผู้ประกอบการรายใหม่มากน้อยเพียงใด ถ้าการเข้ามาของผู้ประกอบรายใหม่สามารถทำได้ง่ายและสะดวกก็จะต้องทำให้บริษัทอาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจได้ง่าย ที่เห็นได้ชัดเลยคือ การค้า Economy of scales ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการลงทุน
2. Bargaining Power of Buyers อำนาจการต่อรองกับลูกค้า เพื่อให้ทราบอำนาจการต่อรองของผู้บริโภคว่ามี
มากน้อยเพียงใด ถ้ามีการแข่งขันในทางธุรกิจสูงและผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทโดยเฉพาะในแง่ของรายได้ และส่วนแบ่งการตลาดที่ลดลโดยหลักๆคือการสร้าง Switching Costs ถ้าผู้บริโภคมีค่าใช้จ่ายในการ Switching มากโอกาสที่ผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปใช้ Product ของคู่แข่ง หรือ Product ทดแทนจะน้อยลง
3. Bargaining Power of Supplier อำนาจการต่อรองกับผู้ผลิต ผู้ผลิตที่ขายวัตถุดิบต่าง ๆ ให้แก่บริษัท
เรา โดยการวิเคราะห์การพึ่งพาจากผู้ผลิต ถ้าธุรกิจเราต้องมีการพึ่งพาผู้ผลิตรายหนึ่ง ๆ สูงก็จะมีความเสี่ยงของการประกอบธุรกิจมากขึ้น เพราะถ้าผู้ผลิตรายนั้นไม่สามารถส่งวัตถุดิบได้ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ก็จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของเราทันที
4. Threat of substitute products การมีสินค้าและบริการอื่นทดแทน สินค้าและบริการที่บริษัทมีอยู่นั้น มี
โอกาสหรือไม่ที่จะมีสินค้าและบริการอื่นเข้ามาทดแทนสินค้าและบริการเดิมของบริษัท ซึ่งอาจทำให้รายได้จากการขายสินค้าและบริการลดลง รวมถึงส่วนแบ่งการตลาดที่ลดลงในอนาคต
5. Industry competition สภาพการณ์ของการแข่งขัน คู่แข่งขันทั้งหมดที่มีอยู่ในธุรกิจเดียวกันโดยอาจต้อง
วิเคราะห์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะกลไกการค้าเสรีในยุค โลกาภิวัฒน์ที่มีการเคลื่อนไหวทุนได้อย่างรวดเร็วอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจที่เป็นอยู่ การวิเคราะห์ขนาดของคู่แข่งขันกำลังการผลิต เงินทุน ส่วนแบ่งการตลาด กลยุทธ์ของคู่แข่งขัน รวมถึงสภาพเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อการแข่งขัน

flickr:5624083957

ในทางอุตสาหกรรม Porter กล่าวว่า กลยุทธ์ในการแข่งขันของบริษัทหรือองค์กรควรที่จะ Focus และ Define Position ในการแข่งขันให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้สับสนกับกลยุทธ์ในองค์กร โดยกลยุทธ์ของ Porter จะเน้น 2 อย่าง 2 มิติ ในเรื่องของ Cost กับการเพิ่ม Value ของสินค้าหรือบริการ และการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่แตกต่าง
กลยุทธ์ที่ดีนั้น บริษัทควรที่จะเลือกเพียงกลยุทธ์เดียว ไม่ควรที่จะเลือกหลายกลยุทธ์ในองค์กรเดียวกัน
oLow cost position ใน Industry wide เป็นการนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพเท่าเทียมกับคู่แข่งขัน แต่ว่าราคาของสินค้านั้นจะต่ำกว่าคู่แข่ง เช่น Tesco Lotus
oDifferentiation ใน Industry Wide เป็นการนำเสนอสินค้าคุณภาพสูงกว่าในมุมมองของลูกค้า โดยที่ราคาก็สูงกว่าคู่แข่งด้วย เช่น ห้างพารากอน
oLow cost focus ใน Particular segment เป็นการสร้างตัวสินค้า หรือนำเสนอสินค้าที่ถูกกว่าคู่แข่งในคุณภาพเดียวกัน เช่น ASUS
oDifferentiation focus ใน Particular segment การนำเสนอสินค้าที่ราคาสูงกว่าคู่แข่งแต่คุณภาพที่ลูกค้าได้รับก็สูงกว่าด้วย เช่น Apple

ฝากlink vdo ไว้ที่ link นี้นะครับ [http://www.youtube.com/watch?v=h1vYbHHhqYE&feature=topvideos_music]