Google Case

++ Google

ประวัติ ความเป็นมา

กูเกิล (Google Inc.) เป็นบริษัทมหาชนอเมริกัน มีรายได้หลักจากการโฆษณาออนไลน์ ที่เรียกว่า แอดเวิดส์ (AdWords) ที่ถูกแสดงใน Google Search ,Gmail , Google Maps, Google Apps , Orkut และ You Tube รวมถึงการขายอุปกรณ์ช่วยในการค้นหา กูเกิลมีสำนักงานใหญ่ที่รู้จักในชื่อ Googleplex ตั้งอยู่ที่เมืองเมาน์เทนวิว รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีพนักงาน 16,805 คน

flickr:5624927926
flickr:5624928108

กูเกิลก่อตั้งโดย ลอว์เรนซ์ แลร์รี เพจ (Lawrence "Larry" Page) และเซอร์เกย์ บริน (Sergey Brin) ขณะที่ทั้งคู่กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดนั้น ก็ได้ทำการศึกษาจากสมมุติฐานของ search engine ที่สามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของของเว็บไซต์ มาจัดอันดับการค้นหาที่เรียกว่า PageRank โดยชื่อเสิร์ชเอนจินที่ตั้งมาในตอนนั้นชื่อว่า "แบ็กรับ" (BackRub) ตามความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลการลิงก์ย้อนกลับไป (back links) เพื่อวิเคราะห์ความสำคัญของแต่ละเว็บไซต์ โดยเว็บไซต์ที่มีเว็บไซต์อื่นลิงก์เข้ามาหามากที่สุด จะเป็นเว็บไซต์ที่มีความสำคัญสูงสุด และจะถูกจัดอันดับไว้ดีกว่า โดยทั้งคู่ได้ทดสอบเสิร์ชเอนจิน โดยใช้เซิร์ฟเวอร์ของมหาวิทยาลัยสแตนพอร์ดในชื่อโดเมน ว่า google.stanford.edu และต่อมาได้จดทะเบียนบริษัทกูเกิล ซึ่งภายหลังทั้งคู่ได้ก่อตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2541 ที่เมืองเมนโลพาร์ก ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และหลังจากนั้นทางกูเกิลได้มีการขยายตัวตลอดเวลาจากการพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่และการซื้อกิจการอื่นรวมเข้ามา กูเกิลได้ถูกจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่น่าทำงานมากที่สุดในสหรัฐอเมริกาโดยนิตยสารฟอร์จูน ซึ่งมีคติพจน์ประจำบริษัทคือ ”Don't be evil” อย่างไรก็ตามทางบริษัทได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ในด้านการละเมิดข้อมูลส่วนตัว การละเมิดลิขสิทธิ์ และการเซ็นเซอร์ ในหลายส่วน

เพิ่มเติม
* ก่อนหน้าที่จะมี Google นั้น ในบ้านเรานั้นใช้การค้นหาข้อมูลผ่านทาง Yahoo! , MSN , AOL*
***ชื่อ "Google" มาจากคำว่า "googol" ซึ่งหมายถึงจำนวนทางคณิตศาสตร์ที่หมายถึงเลข 1 แล้วตามด้วยเลข 0 อีกหนึ่งร้อยตัว หรือ 10100 เพื่อเป็นการแสดงถึงเป้าหมายของบริษัทที่จะจัดการกับข้อมูลจำนวนมหาศาล อีกกระแสหนึ่งบอกว่าชื่อ Google มาจากความผิดพลาดในการจดโดเมนเนมในช่วงก่อตั้ง

flickr:5624928308

Google Market Share

flickr:5624338975

ในเดือนมกราคม ปี 2011 Google.com ได้มีส่วนแบ่งทาง Search Engine ถึง 65.60% ในขณะที่อันดับสองคือ Yahoo.com อยู่ที่ 16.10% อันดับสาม Microsoft อยู่ที่ 13.10% อันดับสี่ Ask Network อยู่ที่ 3.4% และอื่นๆ อีก 1.80%

Google ในส่วนของ Search Engine

flickr:5624929732

แบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้
1.) Natural Search คือผลของการค้นหาแบบปกติซึ่งจะถูกจัดอันดับด้วยอัลกอริทึมของ google ก่อนเพราะฉนั้นการอยู่หน้าแรกๆในการค้นหาคำที่นิยมจะเป็นไปได้ยากมาก ในการค้นหา ถ้ามีผู้ขอโฆษณายินดีจ่ายใน keyword นั้นๆแล้วจะขึ้น โฆษณาเวลาหาสินค้า
2.) Paid Search เป็นการโฆษณาด้วย google adwords จะทำให้ โฆษณาของท่านขึ้นมาอยู่ที่หน้า 1 ได้โดยปริยาย ไม่ต้องเสียเวลาทำเว็บให้มีอันกับดีๆ แต่การทำ google adword นั้นมีข้อเสียตรงที่ต้องจ่ายเงินให้กับ google เพื่อเป็นการโฆษณาและเป็นการจ่ายทุกๆ ครั้งที่เกิดการคลิกด้วย ดังนั้น ยิ่งมีการเข้าเว็บของคุณผ่านทาง google adwords มากเท่าใหร่ ก็จะทำให้คุณเสียเงินไปมากเท่านั้น จะตรงข้ามกับการค้นหาแบบปกติที่ไม่ต้องเสียเงินเลยแม้แต่บาทเดียว google ก็นำเว็บขึ้นมาอยู่หน้าแรกให้ ทำให้เกิดการทำ SEO (Search Engine Optimization) ขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่ายลง เพราะเมื่อคุณทำให้เว็บของคุณมีตำแหน่งดีๆ แล้ว คุณก็ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มอีกเลย

flickr:5625986664

Google AdWords คือ โฆษณาในรูปแบบ pay per click ข้อดี คือ เสียค่าใช้จ่ายตามจริง เมื่อผู้ใช้บริการค้นหาข้อมูลคลิกเข้าชมเว็บไซต์ของคุณเท่านั้น และโฆษณาจะปรากฏให้ผู้ชมเห็นตามคีย์เวิร์ด (Keyword) หรือ กลุ่มคำที่คุณเลือกไว้ซึ่งเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ

flickr:5625986712
Google AdSense เป็นชื่อของบริการโฆษณาบน website ให้บริการโดยบริษัท Google โดยเจ้าของ website สามารถนำข้อความ ภาพ หรือวีดีโอไปติดตั้งบน website ของตนเอง เพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการโฆษณาและเมื่อมีผู้อ่าน Click เข้าไปดูโฆษณานั้น ทางเจ้าของ website จะได้เงินจากการโฆษณา โ ดยระบบทั้งหมดจัดการโดยทางบริษัท Google เจ้าของ website สามารถสมัครเพื่อขอรับรหัสโฆษณาจาก Google ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น โดย AdSense จะสามารถทำรายได้ ได้โดย Pay-per-Click หรือ Per-thousand-impressions โดยในล่าสุดนี้มีระบบใหม่ขึ้นมาคือ Pay-per-action
สำหรับผู้ต้องการติดต่อโฆษณาผ่านทางระบบ AdSense สามารถทำได้โดยผ่านทางระบบที่เรียกว่า Google AdWords

Pay Per Click Advertising

คือการซื้อพื้นที่โฆษณาที่ปรากฎอยู่ด้านขวา และด้านบน หลังจากผลการค้นหาปรากฎ โดยสามารถเลือก Keyword ที่เหมาะกับธุรกิจมากที่สุด ตำแหน่งของโฆษณานั้นขึ้นอยู่กับว่าใครให้ราคา Google สูงที่สุดก็จะได้ตำแหน่งที่ดีที่สุดไปครอง โดยทุกครั้งที่โฆษณาเราแสดงหากไม่มีผู้คลิ๊กโฆษณาเราก็ไม่ต้องเสียเงินใดๆทั้งสิ้น โดยมีอัตราการจ่ายค่าโฆษณาต่อคลิ๊ก ปัจจุบันเป็นที่นิยมมากในการทำโฆษณา
จ่ายเมื่อคลิก (Pay Per Click) เมื่อคนที่เข้าชมเว็บไซต์ของคุณ คลิกที่โฆษณาของ Google AdSense ซึ่งแต่ละคลิกจะได้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับผู้ที่ทำ Google Adwords จ่ายให้ Google มากน้อยเท่าไร ถ้าจ่ายให้มากคุณก็จะได้มากด้วยเช่นกัน
จ่ายเมื่อแสดงโฆษณา (Pay Per Impression) อันนี้จะจ่ายให้คุณเมื่อมีการแสดงโฆษณา ครบ 1,000 ครั้ง โดยไม่นับว่าจะมีคนคลิกกี่ครั้งก็ตาม คุณจะไม่ได้รายได้จากการคลิก นอกจากโฆษณาต่าง ๆ แล้ว การแนะนำ บริการต่าง ๆ ของ Gogle เมื่อมีคนใช้บริการ คุณก็จะมีรายได้จากการแนะนำนั้นด้วยซึ่งมีอยู่ดังต่อไปนี้ Google AdSense
• ค่าตอบแทน $5 หากมีผู้ที่สมัคร Google Adsense ผ่าน Referral ของคุณและได้ $5 ภายใน 180 วัน
• ค่าตอบแทน $250 หากภายใน 180 วันถ้าผู้ที่สมัคร Google Adsense ผ่าน Referral ของคุณสามารถทำได้ $100 โดยผู้ที่สมัครต่อจากคุณต้องกรอก PIN ก่อนคุณถึงจะได้รับค่าตอบแทน
• ค่าตอบแทน $2,000 หากคุณมี 25 คนที่สมัครต่อจากคุณภายในระยะเวลา 180 วัน ที่สามารถทำได้มากกว่า $100 คุณจะได้รับโบนัสเพิ่มทันที (โบนัสจะได้รับ 1 ครั้ง/ปี) Google AdWords
• ค่าตอบแทน $5 หากมีผู้ที่สนในลงโฆษณากับ Google Adwords ผ่าน Referred ของคุณและชำระค่าบริการ $5
• ค่าตอบแทน $40 หากผู้ที่ลงโฆษณากับ Google Adwords ใช้บริการโฆษณาและชำระค่าบริการ $100 ภายใน 90 วัน
• ค่าตอบแทน $600 หากมีผู้สมัครผ่านคุณ 25 คนที่ลงโฆษณากับ Google Adwords โดยผู้ที่โฆษณาใครก็ตามที่ชำระค่าบริการมากกว่า $100 ภายใน 90 วัน คุณจะได้รับโบนัสเพิ่มทันที (โบนัสจะได้รับ 1 ครั้ง/ปี)

++++ ข้อดีของการทำโฆษณารูปแบบ PPC ก็คือ

1. ตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยการระบุ Keyword โฆษณา
2. อัตราค่าโฆษณาต่อคลิ๊กมีราคาที่เหมาะสมตามประสิทธภาพของ Keyword
3. มีข้อมูลสถิติบอกได้อย่างชัดเจน เพื่อตรวจสอบและวัดผลโฆษณา
4. โฆษณามุ่งสู่สายตาทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว ในเวลาไม่เกิน 1 วัน
5. มีระบบการป้องกันการคลิ๊กซ้ำ
6. สามารถปรับเปลี่ยน เพิ่ม แก้ไข เปลี่ยนราคา เปลี่ยน Keyword ได้อย่างรวดเร็ว
7. ใช้ระยะเวลาน้อยในการขึ้นหน้าแรก สามารถทำได้ทันที
8. สามารถเลือกเฉพาะเจาะจงจังหวัดที่ต้องการลงโฆษณาได้
9. ปรับเปลี่ยนคำโฆษณาได้ตามใจชอบ เพื่อให้เหมาะกับ Promotion ในช่วงนั้นๆ
10. เสียค่าใช้จ่ายก็ต่อเมื่อมีคนคลิกที่โฆษณาเท่านั้น

++++ ข้อเสียของการทำโฆษณารูปแบบ PPC ก็คือ

1. ค่าใช้จ่ายสูงในระยะยาว
2. มีโอกาสได้รับคลิกน้อย
3. โอกาสที่คู่แข่งทางธุรกิจ เขามาคลิกมากๆ เพื่อทำให้ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาสูง
4. ต้องจ่ายค่าบริการให้กับ Google ทุกครั้งที่มีคนคลิกโฆษณาของคุณ
5. ราคาของ Keyword มีการขึ้นลงอยู่เสมอ ตามการแข่งขัน

flickr:5633394738

Google Physiology

ปรัชญาของบริษัท Google นั้นมีทั้งหมด 10 ข้อ โดยจำกัดความขึ้นมาจากแนวคิดที่ว่า Perfect Search Engine คือ Search Engine ที่ดีต้องเข้าใจว่าคุณต้องการอะไร แล้วตอบสนองสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. มุ่งไปที่ผู้ใช้งานเป็นหลัก อื่นๆ ให้ตามมาที่หลัง (Focus on the user and all else will follow) สำหรับเริ่มต้น บริษัท Google ให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานมากที่สุด จะเห็นได้จากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้ใช้ตลอดเวลา เช่น Web Browser เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภันท์ต่างๆ นั้นตอบสนองผู้ใช้งานได้ดีที่สุดและใช้ง่ายได้ง่ายตรงตามความต้องการของผู้ใช้
2. ทำสิ่งหนึ่งให้ดีที่สุด (It’s best to do one thing really, really well) ธุรกิจของ Google คือ Search Engine เป็นหลัก ที่ Google มี Search Engine ระดับโลกได้เพราะบริษัท Google มุ่งทำ Search Engine ให้ดีที่สุด
3. ทำงานเร็วดีกว่าทำงานช้า (Fast is better than slow) เมื่อผู้ใช้งานต้องการหาข้อมูลผู้ใช้งานคาดหวังว่าคำตอบที่ผู้ใช้งานต้องการจริงๆ จะอยู่ตรงหน้าเมื่อผลลัพธ์ปรากฏขึ้น บริษัท Google ได้ปรับปรุงคุณภาพการค้นหาข้อมูลในทุกส่วน เข้าไปถึงจำนวน Bit และ Byte และผลลัพธ์ที่ได้คือเราสามารถทำลายสถิติเวลาที่ใช้ในการค้นหาข้อมูลได้หลายต่อหลายครั้ง
4. การจัดอันดับโดยผู้ใช้งาน (Democracy on the web works) ที่ Search Engine ของ Google เป็นที่นิยมนั้นเพราะส่วนหนึ่งมาจาก Algorithms ของ Google เองโดยใช้ชื่อว่า Page Rank Algorithm ซึ่งจะทำการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคเพื่อจัดอันดับว่า Website ไหนสามารถแสดงผลลัพธ์ตามที่ผู้ใช้งานต้องการจริงๆ ซึ่ง Algorithm Page Rank นี้ถูกพัฒนามาจากทีมโปรแกรมเมอร์ของบริษัท Google จำนวนมาก

5. ไม่จำเป็นต้องนั่งที่โต๊ะทำงานเพื่อคำตอบ (You don’t need to be at your desk to need an answer) ในโลกที่อุปกรณ์สื่อสารที่เพิ่มมากขึ้น ผู้คนต้องการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ต้องการตลอดเวลา Google เป็นผู้นำในการออกแบบระบบการสื่อสารไร้สายเพื่อช่วยให้ผู้คนสามารถหาข้อมูลหรือทำงานได้ ในอุปกรณ์สื่อสารไร้สายของตัวเองเช่นโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสามารถค้นหาข้อมูล, ตอบกลับอีเมล์, บันทึกข้อมูลส่วนตัว ซึ่งในปัจจุบันบริษัท Google ได้ออก Android เพื่อตอบสนองผู้ใช้งาน
6. บริษัทสามารถทำเงินได้โดยไม่ต้องทำสิ่งที่ผิดต่อกฎหมายหรือจริยธรรม (You can make money without doing evil) บริษัท Google สามารถทำเงินได้จากการเสนอรูปแบบการค้นหาข้อมูลให้กับบริษัทต่างๆและจากการขายโฆษณา โดยผลลัพธ์ของการค้นหาจะไม่สามารถถูกซื้อได้ และผลลัพธ์ที่ได้จากการค้นหาจะถูกแยกจาก Sponsored Link อย่างชัดเจน
7. มีข้อมูลมากมายอยู่ข้างนอก (Therese’s always more information out there) บริษัทให้ความสนใจข้อมูลที่มาจาก HTML มากกว่าข้อมูลที่มาจากแหล่งอื่น แต่บางครั้งวิศวกรของ Google ก็มีความจำเป็นที่ต้องจำทำ Database ใหม่เพื่อจำทำฐานข้อมูลเพื่อทำการเก็บข้อมูลที่ไม่ได้อยู่ในรูปของ HTML ให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาได้ เช่นรูปภาพ, นิตยาสารต่างๆ, หนังสือต่างๆ
8. ความต้องการข้อมูลข่าวสารไม่มีเส้นแบ่ง (The need for information crosses all borders) ข้อมูลทั้งหมดที่ Google ให้บริการมาจากทั่วโลกและทุกภาษา
9. คุณสามารถทำงานได้อย่างจริงจังโดยไม่จำเป็นต้องสวมชุดเป็นทางการตลอดเวลา (You can be serious without suit) บริษัท Google มีปรัญญาในการทำงานแบบผ่อนคลายแต่จริงจัง การทำงานในบริษัท Google จึงมีบรรยากาศแบบผ่อนคลาย ซึ่งถ้าบรรยากาศผ่อนคลายแล้ว ผลงานจะออกมาดีที่สุด
10. สุดยอดยังไม่ดีพอ (Great just isn’t good enough) ต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

++++ ประเด็นที่ที่น่าสนใจ ประกอบการศึกษา

1.ระบบการ Search ของข้อมูลในสมัยก่อน ต่างจากการ Search ของ Google อย่างไร กับการค้นหา Key Word คำเดียวกัน
การค้นหาข้อมูล ของ Key Word คำเดียวกันในสมัยก่อน มักจะได้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อมูลที่ต้องการหา
2.หลักการทำงานของ Google PageRank ดัชนีวัดความนิยมของเวปไซต์

flickr:5624606008

Page Rank เป็นชื่อเครื่องหมายการค้าของ Google คือวิธีการวัดความสำคัญของเว็บเพจนับล้านๆเว็บเพจบนอินเตอร์เน็ตด้วยระบบ Algorithm โดยมีตัวเลขตั้งแต่ 0 ถึง 10 ยิ่งตัวเลขยิ่งสูง PageRank ก็ยิ่งสูง นั่นหมายความว่าเว็บไซต์นั้นๆมีโอกาสได้รับการจัดอันดับที่ดีกว่าเว็บไซต์ที่มี PageRank ต่ำกว่าโดยสามารถทราบค่า PR ของเว็บไซต์เราได้ โดย download และ install google toolbar (http://toolbar.google.com/) หลังจากนั้นจะสามารถดูคะแนน PR ของหน้าเว็บเพจที่เราไปเยี่ยมชมได้อย่างสะดวกหรือจะเช็คค่าผ่านเว็บไซต์ต่างๆที่ให้บริการตรวจสอบค่าpagerank

ประวัติของ PageRank
PageRank ได้ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นที่มหาวิทยาลัย Stanford โดย Larry Page และ Sergey Brin ซึ่งเป็นโครงงานวิจัยร่วมชนิดใหม่เกี่ยวกับ search engine โดยได้เริ่มโครงงานขึ้นในปี 1995 และได้นำไปสู่ตัวต้นแบบที่มีชื่อว่า Google ในปี 1998 จากนั้นมาทั้งสองคนได้ก่อตั้งบริษัท Google Inc. ขึ้น PageRank เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญมากที่ใช้จัดอันดับความนิยมจากการค้นหาและได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ web search toolsในที่สุด

ระบบวิธีการคิดและประมวลผลAlgorithm
PageRankคือระบบการกระจายของความน่าจะเป็นจากการสุ่มclickของแต่ละหน้าเพจ

นำมาคำนวณเพื่อแบ่งเป็นเกณฑ์และเก็บรวมรวมเอาไว้ โดยค่าจะอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 ตัวอย่างเช่น
สมมติว่ามีหน้าเว็บเพจอยู่ 4 หน้าคือ A B C และ D ค่าเริ่มต้นของ PageRank ในแต่ละหน้าจะถูกแบ่งเป็น 0.25 เท่าๆกัน และถ้าหน้า B C D ต่างก็มี link ไปยังหน้า A ค่า PageRank ของหน้า A ขณะนั้นจะเป็น 0.75 ซึ่งคิดได้จากสมการดังนี้
ต่อจากนั้น หน้า B มี link ไปยังหน้า C และ หน้า D มี link ไปยังทั้ง 3 หน้า ซึ่งค่า link-vote ของแต่ละตัวจะถูกหารด้วยจำนวน outbound link (ลิงค์ที่ออกไปข้างนอก) ดังนั้น หน้า B จะส่งค่า vote= 0.125 ไปยังทั้งหน้า A และ C ยกเว้นหน้า D ที่จะส่งค่า vote=0.083 ไปยังทั้ง 3 หน้าดังนี้

ดังนั้นค่า PageRank ของ A = 0.125+0.25+0.083 = 0.4583

ถ้าหากว่าเราแทน outbound link ด้วย L จะได้เป็นสมการทั่วไป ดังนี้

หรือ PageRank ในแต่ละหน้าเพจ u ก็คือ

แต่ Google ไม่ได้คิดค่า PageRank เป็นเพียงสมการเชิงเส้น ธรรมดาดังที่เห็นจากข้างบน แต่จะมีค่า damping factor (d) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยจะถูกนำมาลบออกจากค่า 1 ซึ่งค่า d นี้เองที่ยังเป็นปริศนาความลับของ Google และเขียนสมการได้ดังนี้

หรือถ้า N คือจำนวนหน้าทั้งหมดที่เก็บได้ จะได้สมการคือ

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ค่าของ PageRank ในแต่ละหน้าจะขึ้นอยู่กับค่า outbound link ที่มาจากหน้าอื่นๆ และถ้าหน้านั้นมีค่า PR สูงอยู่แล้วก็จะทำให้หน้าเพจที่ได้ link เข้ามามีค่าสูงตามไปด้วย แต่ถ้าสังเกตุให้ดีจะเห็นว่าถึงแม้ได้รับค่า vote จากหน้าเพจที่มี PR สูง มากๆนั้นดี แต่ถ้าจำนวน link ที่เข้ามามากๆจากหน้าเดิมๆก็จะทำให้ค่า PR ในหน้าเพจต่ำลงได้ อันนี้นี่เองเป็นกลไกที่ Google ต้องการให้มีการกระจายค่าความนิยมมาจากหลายๆเว็บไซต์ ไม่ใช่มาจากหน้าใดหน้าหนึ่งเท่านั่นครับ

ในการเก็บข้อมูลในแต่ละหน้านั้น Google จะมีเจ้าตัวไต่ที่เรียกว่า crawls เข้าไปทำการเก็บข้อมูล และการปรับค่าคะแนน PR ก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ถ้าหากว่าหน้าเว็บเพจนั้นไม่มี link ที่เข้ามา (outbound link) เลย ก็จะทำให้ค่า PR ลดลงได้เช่นกัน เพราะฉนั้นรูปของสมการทั่วๆไปเขียนได้เป็น
เมื่อ p คือแต่ละหน้าของเว็บเพจ, M คือกลุ่มทั้งหมดของหน้าเว็บเพจ, N คือจำนวนทั้งหมดของหน้าเว็บเพจ

จากสูตรที่ Google ได้คิดค้นขึ้นและนำมาใช้เพื่อจัดแยกอันดับในแต่ละหน้าของเว็บไซต์ ก็เพื่อที่จะส่งผลต่อการค้นหา และให้ได้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด และคงจะพูดได้ว่า PageRank เป็นหัวใจที่สำคัญในการทำ SEO สำหรับเว็บมาสเตอร์มือใหม่ทั้งหลายนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันในการจัดอันดับ Page Rank ของ Google นั้นยังไม่สามารถระบุวิธีที่แน่ชัดได้ เนื่องจากถือเป็นความลับของทาง Google ซึ่งวิธีการในส่วนนี้ต้องมีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา และไม่มีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน ซึ่งถ้าหากคู่แข่งรู้ข้อมูลตรงนี้ ก็อาจเป็นจุดอ่อนที่คู่แข่งสามารถเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดได้ ฉนั้นเราจึงทำได้แต่คาดเดาการจัดอันดับ Page Rank ของ Google เท่านั้น

Search Engine Optimization (SEO) คืออะไร

เป็นการ วิเคราะห์เว็บไซต์ และ ปรับปรุงเว็บไซต์ ด้วยเทคนิคต่างๆ เพื่อให้ ติดอันดับต้นๆของเว็บ (หน้าแรก) เสิร์ชเอนจิ้น ชั้นนำของโลก Google ซึ่งการทำ SEO จะแสดงผลลัพธ์ในด้านซ้ายมือเมื่อมีคนเข้ามาค้นหาด้วย คีย์เวิร์ด ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของเว็บไซต์

ทำไมต้องทำ SEO

การจัดทำเว็บไซต์ ขึ้นมาจะประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจ ได้ก็ต่อเมื่อมีผู้เข้ามาชมเว็บไซต์ ซึ่งนั่นเป็นที่มาของการโปรโมทเว็บ ซึ่งเราเน้นหนักเกี่ยวกับการโปรโมท แบบ SEO กับ google ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่มีการ Search Engine มากที่สุด

ข้อดีของการทำ SEO

เพื่อให้เว็บไซต์ของเราได้รับการจัดลำดับในอันดับที่ดีขึ้น (หน้าแรกของ google)
เพื่อให้มีคนได้มีโอกาสเข้าเว็บเรามากขึ้นโดยการคลิกที่ลิงค์จากการค้นหาผ่าน Search Engine
เพื่อเป็นการประหยัดค่าโฆษณาเว็บไซต์ที่ไปติดโฆษณาในที่ต่าง ๆ
เพื่อทำให้เว็บไซต์เราสามารถขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น ( อันนี้เหมาะกับเว็บ E-Commerce ต่างๆ )
เพราะการค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine มีคนใช้ถึง 81% เราต้องทำให้คนรู้จักเราให้ได้มากที่สุด
การทำ SEO เป็นการประหยัดระยะยาว
ถ้าเว็บไซต์ ติดลำดับต้นๆ ในหน้าแรกแล้วจะทำให้เกิดการคลิกและเข้าเว็บเรามากขึ้นอย่างต่อเนื่องจะมีการเพิ่มลำดับอัตโนมัติ

การจัดทำ SEO จะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้

การแข่งขันของ คีย์เวิร์ด ว่ามีการแข่งกันสูงเพียงใด
เนื้อหา หรือข้อมูลภายในเว็บ มีการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ หรืออัพเดทอยู่ตลอดเวลา
จำนวนผู้ชมเว็บ ซึ่งปัจจัยข้อนี้มีความสำคัญน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจัยข้อก่อนนั้น แต่ก็มีผลต่อการจัดอันดับ

Google Application Detail

Google Android หรือ ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android Operating System)

เป็นชื่อเรียกชุดซอฟท์แวร์ (Software) หรือแพลตฟอร์ม (Platform) สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีหน่วยประมวลผลเป็นส่วนประกอบ อาทิเช่น คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์ (Telephone), โทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell phone), อุปกรณ์เล่นอินเตอร์เน็ตขนาดพกพา (MID) เป็นต้น แอนดรอยด์นั้นถือกำเนิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2550 โดยบริษัท Google
จุดประสงค์ของแอนดรอยด์นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากบริษัท Android Inc. ที่ได้นำเอาระบบปฏิบัติการ Linux ซึ่งนิยมนำไปใช้งานกับเครื่องแม่ข่าย (Server) เป็นหลัก นำมาลดทอนขนาดตัว (แต่ไม่ลดทอนความสามารถ) เพื่อให้เหมาะสมแกการนำไปติดตั้งบนอุปกรณ์พกพา ที่มีขนาดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่จำกัด โดยหวังว่า แอนดรอยด์ นั้นจะเป็นหุ่นยนต์ตัวน้อย ๆ ที่คอยช่วยเหลืออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่พกพามัน ไปในทุกที่ ทุกเวลา
Google Android เป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของเจ้าแอนดรอยด์เนื่องจากปัจจุบันนี้บริษัท Googleเป็นผู้ที่ถือสิทธิบัตรในตราสัญญาลักษณ์ ชื่อ และรหัสต้นฉบับ (Source Code) ของแอนดรอยด์ ภายใต้เงื่อนไขการพัฒนาแบบ GNL โดยเปิดให้นักพัฒนา (Developer) สามารถนำรหัสต้นฉบับ ไปพัฒนาปรับแต่งได้อย่างเปิดเผย (Open source) ทำให้แอนดรอยด์มีผู้เข้าร่วมพัฒนาเป็นจำนวนมาก และพัฒน าไปได้อย่างรวดเร็ว

flickr:5624338605

+++ ซอฟต์แวร์เดสก์ทอป

ซอฟต์แวร์ของกูเกิล จะเป็นซอฟต์แวร์ให้ดาวน์โหลดใช้งานฟรี และทำงานผ่านระบบของกูเกิล

กูเกิล ทอล์ก

ทอล์ก (Google Talk) ซอฟต์แวร์เมสเซนเจอร์และวีโอไอพี

กูเกิล เอิร์ธ

เอิร์ธ (Google Earth) ซอฟต์แวร์ดูภาพถ่ายผ่านดาวเทียมและภาพถ่ายทางอากาศ

ปีกาซา

ปีกาซา (Picasa) ซอฟต์แวร์สำหรับดูภาพภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ใช้งานคู่กับเว็บไซต์ปีกาซา

กูเกิล แพ็ก

แพ็ก (Google Pack) เป็นชุดซอฟต์แวร์พร้อมดาวน์โหลด ประกอบด้วย โปรแกรมของกูเกิลเองได้แก่ เดสก์ท็อป ปีกาซา ทูลบาร์ โฟโต้สกรีนเซฟเวอร์ เอิร์ธ ทอร์ก วิดีโอเพลย์เยอร์ และโปรแกรมอื่นรวมถึง ไฟร์ฟอกซ์ สตาร์ออฟฟิศ อะโดบี รีดเดอร์ สไกป์

กูเกิล โครม

โครม (Google Chrome) ซอฟต์แวร์เบราว์เซอร์

สเก็ตช์อัป

สเก็ตช์อัป (SketchUp) ซอฟต์แวร์สำหรับวาดภาพสเก็ตช์ และภาพ 3 มิติ

กูเกิล แมพ

แมพ (Google Map) ซอฟแวร์สำหรับค้นหาแผนที่บนโลก

คำถามใน Class

1.)ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์วิธีการค้นหาข้อมูลหรืออัลกอลิทึ่มในการค้นหาข้อมูลของ Google
ตอบ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เนื่องจากวิธีการค้นหาของมูลของ Google ในปัจจุบันถูกคิดค้นขึ้นขณะที่ผู้บริหาร Google ยังเป็นนักศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
2.)Click Forge คือ
ตอบ Click Forge คือ การที่บริษัทคู่แข่ง เข้ามากระทำการคลิกโฆษณาของบริษัทที่ลงโฆษณาไว้ที่เวป Google (แบบ pay per click) จำนวนหลายครั้ง ซึ่งจะทำให้บริษัทที่ลงโฆษณาไว้นั้นต้องเสียค่าโฆษณาเป็นจำนวนมาก
3.)Key success ของบริษัทที่ทำการโฆษณาในเวปของ Google นั้นประกอบไปด้วยปัจจัยใดบ้าง
ตอบ - การกำหนดคีย์เวิร์ด เพราะมีการแข่งขันของ คีย์เวิร์ด กันสูง
- เนื้อหา หรือข้อมูลภายในเว็บ มีการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ หรืออัพเดทอยู่ตลอดเวลา
- จำนวนผู้ชมเว็บ ซึ่งปัจจัยข้อนี้มีความสำคัญน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจัยข้อก่อนนั้น แต่ก็มีผลต่อการจัดอันดับ

ข้อกำหนดในการลงโฆษณาใน Google

flickr:5624928640

ผู้้เผยแพร่โฆษณาของ AdSense ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำด้านคุณภาพของเว็บมาสเตอร์ที่แจ้งไว้ใน google.com/webmasters/guidelines.html#qualityลักษณะการทำงานของเว็บไซต์และโฆษณา
เว็บไซต์ ที่แสดงโฆษณา Google ควรจะง่ายสำหรับผู้ใช้ในการสำรวจและไม่ควรมีหน้าป๊อปอัปมากเกินไป ห้ามดัดแปลงรหัสของ AdSense และห้ามบิดเบือนรูปแบบโฆษณามาตรฐานไม่ว่าด้วยวิธีใด ซึ่ง Google ไม่ได้ให้การอนุญาตไว้อย่างชัดแจ้ง

เว็บไซต์ที่แสดงโฆษณา Google ต้องไม่มีป๊อปอัปหรือป๊อปอันเดอร์ที่ขัดขวางการสำรวจไซต์ เปลี่ยนการตั้งค่าของผู้ใช้ หรือเริ่มต้นดาวน์โหลด

รหัสใดๆ ของ AdSense ต้องเป็นการนำไปวางโดยตรงในหน้าเว็บโดยไม่มีการดัดแปลง ผู้เข้าร่วมโปรแกรม AdSense ไม่ได้รับอนุญาตให้แก้ไขส่วนใดๆ ของรหัสดังกล่าวหรือเปลี่ยนลักษณะการทำงาน การกำหนดเป้าหมาย หรือการแสดงโฆษณา ตัวอย่างเช่น การคลิกบนโฆษณาของ Google ต้องไม่ส่งผลให้มีการเรียกเปิดหน้าต่างใหม่ของเบราเซอร์
เว็บไซต์หรือ บุคคลอื่นต้องไม่แสดงโฆษณา, ช่องการค้นหา, ผลลัพธ์การค้นหา หรือปุ่มการแนะนำผลิตภัณฑ์ของเรา ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการทำงานของแอปพลิเคชันใดๆ เช่น แถบเครื่องมือ

ห้ามผสมรวมรหัส AdSense ในแอปพลิเคชันห้าม โหลดหน้าเว็บที่มีรหัส AdSense ด้วยซอฟต์แวร์ที่สามารถเรียกป๊อปอัป, นำผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์ที่ไม่ต้องการไป, แก้ไขการตั้งค่าเบราเซอร์ หรือขัดขวางการสำรวจเว็บไซต์ในลักษณะอื่น คุณมีหน้าที่ดำเนินการเพื่อไม่ให้มีเครือข่ายหรือพันธมิตรโฆษณาใช้วิธีที่ กล่าวมาเพื่อนำทราฟฟิกไปยังหน้าที่มีรหัส AdSense ของคุณ
การเสนอการแนะ นำผลิตภัณฑ์ต้องกระทำโดยไม่มีข้อผูกมัดหรือข้อกำหนดใดๆ กับผู้ใช้ ผู้เผยแพร่โฆษณาไม่สามารถชี้ชวนเพื่อขอที่อยู่อีเมลจากผู้ใช้โดยใช้ร่วมกับ หน่วยการแนะนำผลิตภัณฑ์ AdSense
ผู้เผยแพร่โฆษณาที่ใช้การโฆษณาออนไลน์เพื่อดึงทราฟฟิกไปยังหน้าที่แสดงโฆษณาของ Google ต้องปฏิบัติตามเจตนารมณ์ใน คำแนะนำเกี่ยวกับคุณภาพของหน้าที่มีการเชื่อมโยงไปถึง ของ Google ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณโฆษณาไซต์ที่เข้าร่วมในโครงการ AdSense การโฆษณาไม่ควรหลอกลวงผู้ใช้ ตำแหน่งของโฆษณา
AdSense เสนอรูปแบบโฆษณาและผลิตภัณฑ์เพื่อการโฆษณาหลายประเภท ขอแนะนำให้ผู้เผยแพร่ทดลองใช้การจัดวางในตำแหน่งต่างๆ โดยคำนึงถึงนโยบายต่อไปนี้:

ในแต่ละหน้าสามารถแสดงหน่วยโฆษณาได้ไม่เกินสามหน่วย
ในหน้าหนึ่งสามารถวางช่อง Google AdSense สำหรับการค้นหาได้มากที่สุดสองช่อง
ในแต่ละหน้าสามารถวางหน่วยลิงก์ได้ไม่เกินสามหน่วยเช่นกัน
ในหนึ่งหน้าสามารถแสดงหน่วยการแนะนำผลิตภัณฑ์จากได้มากถึงสามหน่วย นอกจากหน่วยโฆษณา, ช่องการค้นหา และหน่วยลิงก์ที่ระบุไว้ข้างต้น
หน้า ผลลัพธ์ของ AdSense สำหรับการค้นหาสามารถแสดงหน่วยลิงก์โฆษณาได้เพียงหนึ่งที่ เพิ่มเติมจากโฆษณา Google ที่ให้บริการพร้อมกับผลลัพธ์การค้นหา ห้ามแสดงโฆษณาอื่นๆ บนหน้าผลลัพธ์การค้นหาของคุณ
ห้ามแสดงโฆษณา Google หรือช่องการค้นหา Google ในป๊อปอัป, ป๊อปอันเดอร์ หรือในอีเมล
องค์ประกอบบนหน้าต้องไม่บังส่วนใดๆ ของโฆษณา
ห้ามวางโฆษณา Google บนหน้าใดๆ ที่ไม่ใช่เนื้อหา
ห้ามวางโฆษณา Google บนหน้าที่เผยแพร่เพื่อจุดประสงค์การแสดงโฆษณาโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเนื้อหาของหน้าจะเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตาม โฆษณาและบริการของคู่แข่ง
เพื่อ ป้องกันความสับสนของผู้ใช้ เราไม่อนุญาตให้เผยแพร่โฆษณา Google หรือช่องการค้นหาบนเว็บไซต์ที่มีโฆษณาหรือบริการอื่นรวมอยู่ โดยใช้การจัดรูปแบบและสีเหมือนกับโฆษณาหรือช่องการค้นหาของ Google บนเว็บไซต์นั้น แม้ว่าคุณสามารถขายโฆษณาโดยตรงบนเว็บไซต์ของคุณ แต่เป็นหน้าที่ของคุณที่รับรองว่าโฆษณาเหล่านี้จะไม่สับสนกับโฆษณา Google
http:wittybuzz.blogspot.com/2009/06/adsense.html//

Key for success

10 สิ่งต่อไปนี้เราจะใช้หลักการสำคัญที่จะทำให้ผู้ทำงานมีประสิทธิภาพมากที่สุด

1. Hire by committee: การจ้างงานโดยคณะกรรมการ
จากการสัมภาษณ์ทั้งฝ่ายบริหารและพนักงานเกี่ยวกับการจ้างงาน ทุกคนได้ให้ความเห็นเดียวกันกับกระบวนการจ้างงานที่ดีและผลักดันให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ถ้าเราจ้างบุคคลที่มีความสามารถและมีกระบวนการจ้างงานที่มีประสิทธิภาพ คุณก็จะได้รับบุคคลที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีผลตอบแทนมากขึ้น
2. Cater to their every need: ตอบสนองทุกความต้องการของพวกเขา
พวกเราได้จัดหาแพคเกจหรือบริการต่างๆมากมาย เช่น รับประทานอาหาร, โรงยิม, ห้องซักรีด, บริการนวดห้องตัดผม, carwashes, บริการซักแห้ง, การเดินทาง ซึ่งเพื่อตอบสนองความต้องการของพวกเขา
3. Pack them in: การติดต่อสื่อสารภายในทีม
แม้ว่าทุก Project ของ Google จะเป็น Project team แต่พวกเค้าก็ยังคงต้องติดต่อสื่อสารกันภายในทีม โดยการติดต่อสื่อสารที่ดีที่สุดที่ง่ายที่สุด คือ ให้พนักงานทุกคนมาแสดงความคิดเห็นที่บริษัท เช่น เมื่อ programmer ต้องการที่จะติดต่อสื่อสารกับผู้ร่วมงานก็สามารถพูดคุยกันได้ทันที (โดยไม่ต้องคุยผ่านทางโทรศัพท์,ผ่านทางe-mail, etc.) แม้ว่า CEO จะเคยมาแสดงความคิดเห็นหรือข้อมูลต่างๆ ผ่านมาแล้วหลายเดือนแต่พนักงานก็จะมีความรู้ มีประสบการณ์ทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพอย่างไม่น่าเชื่อ
4. Make coordination easy: การประสานงานให้ง่าย
แม้ว่าทุกคนในทีมงานจะทำงานไม่ได้ห่างไกลกันมาก แต่เราก็สามารถส่งข้อมูล Googler E-mail สัปดาห์ละครั้งให้กันภายในกลุ่ม เพื่ออธิบายถึงสิ่งที่แต่คนละทำในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ง่าย ที่จะช่วยให้สามารถติดตามสิ่งที่คนอื่นๆกำลังทำอยู่ และง่ายต่อการตรวจสอบความคืบหน้าและประสานงานอีกด้วย
5. Eat your own dog food
พนักงานของ Google ใช้เครื่องมือของบริษัทอย่างมาก โดยเครื่องมือที่สังเกตเห็นได้คือ Web โดยมีการใช้ Web ภายในบริษัท สำหรับทุกๆ การทำโครงงาน หรือ การทำงาน โดยโครงงาน หรือ งาน เหล่านั้นจะถูกทำดัชนี และพร้อมใช้สำหรับ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับโครงงาน เหล่านั้นตามต้องการ เราทำให้การใช้เครื่องมือ ในการจัดบริหารจัดการสารสนเทศ ถูกขยายออกไปในวงกว้าง และท้ายสุดเครื่องมือนั้นก็ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์
ตัวอย่างเช่น หนึ่งในเหตุผลที่ Gmail ประสบความสำเร็จนั้น มาจากการที่ Gmail นั้นถูกทดสอบ โดยการใช้ภายในบริษัทมาเป็นเวลาหลายเดือน การใช้งาน e-mail ในองค์กรนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทำให้ Gmail ได้ถูกปรับ ให้สนองความต้องการของความต้องการของลูกค้าที่มีความต้องการค่อนข้างมากเกิน
6. Encourage creativity กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์
วิศวกรของ Google จะใช้เวลาหมดไป 20% ในการทำโครงงานที่เลือกไว้ แน่นอนว่ามีการอนุญาตให้ทำ บางกระบวนการที่ผิดพลาดจากการละเลยหรือไม่สังเกต แต่โดยพื้นฐานแล้ว เราต้องการให้คนที่คิดสร้างสรรค์ได้มีการสร้างสรรค์ หนึ่งในอาวุธของเราที่ไม่ได้เป็นเรื่องลับอะไรมากมายก็คือการแสดงความคิดของเราผ่านกลุ่มคนที่ได้รับ mail หรือ กล่องแสดงความคิดเห็นที่ซึ่งพนักงานสามารถแสดงความคิดเห็นต่างๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการจอดรถ ไปจนถึง Application ใหม่ที่จะแทน Application เดิมได้ Software ที่ใช้นั้น จะยอมให้พนักงานทุกคนสามารถ แสดงความคิดเห็น และให้คะแนนความคิดเห็น และจัดอันดับความคิดเห็นที่ได้คะแนนมากๆ ได้
7. Strive to reach consensus: มุ่งมั่นเพื่อให้บรรลุความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่
8. Don't be evil: ต้องมีการบริหารที่ดี
จะต้องมีการจัดการบริหารงานที่ดี สร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน เคารพซึ่งกันและกัน เพื่อให้ทุกคนมีการความสุขในการทำงาน
9. Data drive decisions
ข้อมูลขับเคลื่อนไปสู่การตัดสินใจ ที่ Google การตัดสินใจเกือบทั้งหมดจะอยู่บนการวิเคราะห์ในเชิงปริมาณ เราได้สร้างระบบเพื่อจัดการข้อมูลสารสนเทศไม่ใช่แค่บน Internet แต่ยังรวมถึงภายใน Google เองด้วย
เรามีนักวิเคราะห์จำนวนมากที่จะคอยวิเคราะห์ข้อมูล วัดประสิทธิภาพการทำงาน และมีการวางแผน จากแนวโน้มที่จัดเก็บมา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ทันสมัยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เรามีมาตรวัดออนไลน์สำหรับทุกๆ ธุรกิจที่เราทำอยู่ มีข้อมูลที่แสดงในจุดที่เราเป็น โดยมีการปรับปรุงข้อมูลที่แสดงในระดับนาที
10. Communicate effectively
การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ทุกวันศุกร์เรามีการประชุมของพนักงานทุกคน เพื่อใช้ในการประกาศข่าวสาร การแนะนำ และการถามตอบ โดยการประชุมนี้จะให้ผู้บริหารได้เข้าใจถึงความคิดของพนักงาน และพนักงานก็ได้เข้าใจผู้บริหารเช่นกัน Google มีการแจ้งข้อมูลต่างๆ ภายในองค์กร รวมถึงจุดบกพร่องต่างๆ ขององค์กร เราเชื่อว่าความคัดแย้งจะทำให้เกิดข้อเท็จจริงและนำมาซึ่งสาเหตของปัญหาต่างๆ และพนักงานทั้งหมดที่ไว้วางใจได้ก็คือพนักงานทั้งหมดที่ซื่อสัตย์

ประเด็นที่หยิบยก

1.Google มีหลายโครงการที่กำลังดำเนินการจัดทำอยู่ โดยหลักในการจัดทำนั้นใช้หลักการ 70/20/10 ซึ่ง 70% ใช้ไปในส่วนของ Core Business, 20% ใช้ไปในส่วนขยายของธุรกิจหลัก และ 10% จะใช้ในธุรกิจพื้นฐานทั่วไป หรือสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ๆ
2.ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการลงโฆษณาใน Google
-ปัญหาคลิกปลอม (Click Forge) ที่เกิดจากคู่แข่งเข้ามาคลิกในโฆษณาที่ลงไว้ เป็นจำนวนหลายครั้ง ซึ่งจะทำให้ต้องเสียค่า Pay Per Click มากขึ้นตาม
การแก้ไข ปัจจุบันลูกค้าที่มาใช้บริการลงโฆษณาสามารถที่จะกำหนดอัตราขั้นต่ำของจำนวนคลิกต่อวันได้ หรือค่าโฆษณาขั้นต่ำต่อวันได้เพื่อป้องกันปัญหาจากคลิกปลอม
-การเข้าถึงเนื้อหาได้โดยตรง โดยไม่ผ่านหน้าเวปหลัก ซึ่งตรงนี้อาจทำให้บริษัทที่ลงโฆษณานั้นสูญเสียโอกาสที่ผู้ที่คลิกเข้ามานั้นไม่เห็นข้อมูลในส่วนอื่นของบริษัทที่ต้องการนำเสนอ
การแก้ไข ในส่วนนี้ ทางเวปไซต์สามารถแจ้งให้ทาง Google ไม่ให้เอาข้อมูลส่วนนี้ขึ้นใน Search Engine ได้
3.Google จะเก็บข้อมูลที่เราค้นหาไว้ย้อนหลัง 18 เดือน ซึ่งจะเปิดเผยข้อมูลนี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น
4.Google Insight Search (http://www.google.com/insights/search) เป็นเครื่องมือที่ให้ข้อมูลเชิงลึกการค้นหา คุณสามารถเปรียบเทียบ ข้อความค้นหามากกว่าหนึ่งข้อความ โดยพิจารณาตามภูมิศาสตร์ ภาษา ช่วงเวลา และหมวดหมู่ ซึ่งเราสามารถทราบได้ว่ามีคนค้นหาข้อมูลของเรา ในเขตที่เราต้องการอยากทราบข้อมูลจำนวนเท่าไร เพื่อประโยชน์ในการทำการตลาด

่ประโยชน์ทีคุณจะได้รับ จาก Google Insight Search

-เปรียบเทียบข้อความค้นหา ว่าข้อความใดได้รับสนใจในแต่ภูมิศาสตร์ ช่วงเวลา เป็นต้น
-ใช้พิจารณาแนวโน้ม (Trends) ของสินค้า หรือ ความสนใจใดๆ โดย Google Insight Search จะแสดงเป็นกราฟ ตลอดช่วงเวลา
-ใช้พิจารณากระแสความสนใจของสินค้า ตราสินค้า หรือ พิจารณาการรับรู้ตราสินค้าของผู้ใช้อินเตอร์เน็ต

Business Model

องค์ประกอบของ Business Model ประกอบด้วย
1. Value Proposition
Google คือ ผู้ให้บริการ Search Engine ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีผู้นิยมใช้งานมากกว่า 80% จากผู้เล่นอินเตอร์เน็ตทั้งหมด Google นอกจากจะให้บริการ Search Engine แล้ว ยังมีบริการอื่นๆ ที่มีประโยชน์อีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น Gmail หรือ Google Mail เป็นบริการ e-mail ฟรีและมีขนาดพื้นที่เก็บ mail ใหญ่จุใจ
ตัวอย่างสินค้าและบริการ :
• ผลิตภัณฑ์ของกูเกิ้ล

flickr:5624605722

Revenue Model

ธุรกิจหลักของ Google คือ การให้บริการ Search Engine กับผู้ใช้งานซึ่งมีอยู่ทั่วโลก และ เก็บค่าโฆษณามาเป็นรายได้หลักของบริษัท โดยมีการคิดค่าโฆษณาดังนี้
1) Coverage Rate คือ
การดูว่า website ของหุ้นส่วนที่ลงโฆษณาว่าสามารถสร้างรายได้จากการขายสินค้าใน web เป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ และนำอัตรานั้นมาคิดคำนวนอัตราค่าโฆษณา
2) Click Through Rate คือ
จะเพิ่มขึ้นผู้ลงโฆษณานั้นได้มีการพัฒนาเทคนิคการลงข้อความโฆษณาได้เจาะกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
3) Average Cost per Click คือ
การเก็บค่าโฆษณานับตามจำนวน Click ที่ผู้ใช้งาน Click เข้าแต่ละครั้ง
4) Revenue Split คือ
เปอร์เซนต์ของรายได้จากค่าโฆษณา ของหุ้นส่วนผู้เป็นเจ้าของเครือข่าย โดยอัตราส่วนแบ่งขึ้นอยู่กับความนิยมของเจ้าของเครือข่ายและอำนาจในการต่อรองของเจ้าเครือข่ายนั้นๆ
เพิ่มเติม
**Google Checkout คืออะไร **

Google checkout เริ่มให้บริการตั้งแต่กลางปี 2006 จนถึงวันนี้ก็ 1 ปีกว่าๆได้แล้ว หลายคนอาจจะได้เคยใช้แล้วแต่หลายคนก็คงไม่เคย เอาเป็นว่าเราคุยคร่าวๆให้ฟังดีกว่าว่ามันคืออะไร ยังไง แล้วคุณจะมีโอกาสได้ลองใช้มันมั้ย
ถ้าจะให้เขียนรายละเอียดทุกอย่างคงไม่หมดวันนี้แน่ๆ เราจะใส่ข้อมูลเรื่อยๆเมื่อมีโอกาสแล้วกัน แต่คุณอาจจะไม่อยากลองใช้ก็ได้ เพราะ Negative Feedback มันมากกว่า Positive Feedback เหลือล้น แต่เอาเป็นว่าลองเปิดใจศึกษาดูหน่อย

ถ้าคุณรู้จัก PayPal ว่าคืออะไร คุณก็คงเข้าใจ Google Checkout (GCO) ได้ไม่ยาก เพราะเค้าเป็นบริการที่เป็นตัวกลางสำหรับการซื้อขายออนไลน์เหมือนกัน เรียกว่าเป็นคู่แข่ง PayPal ที่น่าจับตามองมากในระยะยาว ถึงแม้ในตอนนี้ ใครๆก็บอกว่า Google Checkout ไม่ได้เรื่องเลย ระบบ support ไม่ดีพอ แก้ปัญหาติดๆขัดๆ ไม่มีร้านค้ามากมายแล้วยังไม่ International อีกด้วย(ตอนนี้มี UK แล้ว) จะไปแข่งPayPal ได้อย่างไร ทำไมไม่ลองคิดว่า ดีแล้ว เข้ามาเป็นอีกทางเลือกให้ผู้บริโภคบ้าง เราคิดว่า ในระยะยาว Google จะได้เปรียบมากถ้าพัฒนาข้อเสียที่เป็นอยู่ตอนนี้ได้ และ PayPal ยัง "งก" Transaction Fee และยังขูดเลือดเนื้อร้านขายของไม่เลิก เพราะ Google integrate ระบบ AdWords เข้ามาทำให้ร้านค้าที่รับการจ่ายเงินผ่่าน GCO เสียค่าบริการแค่นิดเดียว และยังมีอื่นๆอีกมากที่ Google สามารถนำมาเล่นได้อีกเยอะ ทุกอย่างมีจุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ perfect ก็เหมือนกับ PayPal ใหม่ๆนั่นแหละ

Benefits for BUYER ข้อดีของ Google Checkout

•รวดเร็ว เพราะแค่ log in email ปกติก็เสร็จแล้ว ไม่ต้องยุ่งยากไปใส่ข้อมูลของคุณอีกรอบกับร้านค้า
•มีส่วนลดมาหลอกล่อบ่อยๆ จากการแค่จ่ายเงินผ่านระบบ GCO (แต่หลายคนถูกหลอกว่าไม่ได้ลดตามจำนวนที่แจ้งไว้)
•Email ของคุณจะไม่ถูกโชว์ให้ร้านค้าเห็น ซึ่งจะป้องกันจาก Spam ทั้งหลายได้ โดยเฉพาะพวกมาเกาะดูดที่เราเคยเขียนไปแล้ว วิธีนี้ไม่มีทางได้ข้อมูลเราแน่ๆ
•ระบบป้องกันความปลอดภัยหนาแน่นอย่างดีรวมถึง 100% Refund from Fraud Protection Policy
Comparing to PayPay, Google Checkout do not offer for Buyer สื่งที่ Google Checkout ไม่มีถ้าเทียบกับ PayPal
•money transfer แบบ PayPal ไม่มีนะคะ อันนี้เอาไว้ซื้อของจ่ายเงินเท่านั้น
•U.S.only ข้อนี้ทำให้ตอนนี้ GCO ยังเป็นรองอยู่มาก เพราะถ้ายังไม่ Go inter กะเค้า ก็คงยังเพิ่ม account ไม่ได้มากอย่างใจหวัง
•อีเมล์ Google ที่คุณใช้จ่ายเงิน สามารถผูกข้อมูลได้แค่ CREDIT or DEBIT CARD only ไม่เหมือน PayPal ที่สามารถผูกกับ Bank Account ได้ด้วย
•ต้องใช้ "gmail" เท่านั้น แต่ PayPal เอาเมล์อะไรใช้ก็ได้
•Shipping Service ไม่มี แต่ PayPal จะมี คนขายสามารถ print shipping label ได้ ส่วนคนซื้อก็ tracking status ได้

การใช้งานอะไรก็ตาม คุณต้องศึกษาและตัดสินใจด้วยตัวเอง เรานำข้อมูลมาเล่าให้คุณฟัง ให้รู้ว่าโลกนี้มันมีเรื่องราวอะไรน่าสนใจอยู่บ้าง … เวลาผ่านไป หลายอย่างก็เปลี่ยนไปตาม จะดีขึ้นหรือแย่ลงก็ขึ้นอยู่กับ Google

Google Froogle
หลังจากที่ Google ได้เปิดให้บริการ Froogle ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยค้นหาสินค้าเพื่อการชอปปิง ออนไลน์ แต่เนื่องจากชื่อดังกล่าวไม่สามารถสื่อได้ว่าเป็นแหล่งชอปปิงออนไลน์ตามที่ Google คาดหมายไว้ตั้งแต่แรก จึงได้เปลี่ยนชื่อ Froogle เป็น Google Product Search (http://www.google.com/products) แทน เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าใจง่ายขึ้น Froogle เป็น Index การสืบค้นสำหรับการชอปปิงแบบออนไลน์ที่ทำให้บรรดานักชอปฯ สามารถค้นหาสินค้าในราคาประหยัดได้ง่ายขึ้น โดยเครือข่าย
ของ Froogle จะมีความสามารถในการค้นหาสินค้าต่างๆ ในร้านค้าออนไลน์เป็นพิเศษ โดยหน้าตาของ Froogle นั้นจะคล้ายกับ Google Directory แต่มุ่งเน้นไปที่การทำให้คุณเข้าถึงตัวสินค้าที่ต้องการได้ง่ายขึ้นการค้นหา สามารถทำได้โดยใส่ชื่อผลิตภัณฑ์ที่คุณต้องการโดยตรง หรือหากคุณยังไม่ได้ตัดสินใจชี้ชัดลงไปก็สามารถดูสินค้าไปเรื่อยๆ โดยผลลัพธ์ที่ได้จากการค้นหาจะมีภาพสินค้าปรากฏให้ดูด้วย (หากร้านค้ามีการนำภาพมาลงไว้) และสามารถเรียงผลการค้นหาที่ได้ทั้งในแบบตามราคา จากราคาสูงไปต่ำ หรือต่ำไปสูง เรียงเว็บไซต์ตามจำนวนสินค้าที่เสนอ เรียงตาม Products Rating หรือจะให้เรียงตาม Seller Rating ก็ได้นอกจากนี้ยังสามารถเลือกชมสินค้าเฉพาะรายการที่อยู่ในช่วงราคา (Price Range) ที่สนใจได้ด้วย และยังสามารถใช้การสืบค้นขั้นสูงมาช่วยให้การสืบค้นเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น ตรงกับความต้องการมากขึ้น โดยการสืบค้นจาก Froogle จะเป็นประโยชน์มาก ซึ่งถ้าหากคุณมีสินค้าที่ต้องการซื้ออยู่ในใจแล้ว และต้องการความรวดเร็วในการซื้อสินค้า เครื่องมือตัวนี้ของ Google จะสามารถช่วยคุณได้มากสำหรับเว็บมาสเตอร์และนักการตลาดที่ต้องการโปรโม ตสินค้าของตัวเอง การศึกษาและวิเคราะห์ว่าจะทำให้เนื้อหาบนเว็บไซต์ของตัวเองไปแสดงบน Froogle ได้นั้นต้องทำอย่างไรจึงเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นจึงควรติดตาม ศึกษานโยบาย กลยุทธ์ และทิศทางในการทำให้สินค้าจากเว็บไซต์ของคุณได้ไปแสดงต่อหน้ากลุ่มเป้าหมาย นับพันนับล้านคนด้วย

แหล่งที่มาของรายได้ Google

flickr:5624015733

1. Google Adsense

เป็นแหล่งทำเงินบนอินเตอร์เน็ตชั้นดี ไม่ใช่ระบบลูกโซ่แบบที่เห็นๆกันในมากมายในบ้านเรา และที่ดีที่สุดคือไม่เบี้ยวเงินเราแน่นอน เมื่อเราทำยอดได้ตามเป้าหมาย Google ก็จะส่งเช็คมาถึงตู้จดหมายบ้านเรา

ผลตอนแทนจาก Google Adsense มีวิธีคำนวณรายได้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1) ผลตอบแทนจาก โฆษณาที่เกี่ยวข้องเนื้อหาของ website
2) ผลตอบแทนจาก การค้นหา website
3) ผลตอบแทนจาก การแนะนำ
มีรายละเอียด ดังนี้

1) ผลตอบแทนจากโฆษณาที่เกี่ยวข้องเนื้อหาของ website (AdSense for Content)

ผลตอบแทนจากโฆษณาที่เกี่ยวข้องเนื้อหาของ website เป็นผลตอบแทนจากโฆษณาที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องและกลมกลืนกับเนื้อหาใน website เช่น website เกี่ยวกับวิธีการหาเงินทางอินเทอร์เน็ต ก็จะมีโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการทำงานหาเงินทางอินเทอร์เน็ต ก็คือ website มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรโฆษณาก็เป็นโฆษณาเหมือนกับเนื้อหาใน websiteนั่นเอง ดูตัวอย่าง Blog ที่ผมทำขึ้นมา ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำ Google Adsense รูปแบบโฆษณาก็จะขึ้นมาเกี่ยวกับ Make Money Online เป็นต้น วิธีคำนวณผลตอบแทน
1.1) จ่ายผลตอบแทนเมื่อคลิก ( Pay Per Click - PPC )
ผลตอบแทนจากการ Click โฆษณา เมื่อผู้เยี่ยม website ได้ Click ที่โฆษณาของ Google ทำให้ website ได้รับผลตอบแทนทันทีเมื่อClick โดยแต่ละโฆษณาที่ Click จะได้รับผลตอบแทนไม่แน่นอน ผลตอบแทนมากหรือน้อย นั้นขึ้นอยู่กับผู้ที่ลงโฆษณากับ Google Adwords ว่าลงโฆษณาได้ในราคาที่สูง หรือต่ำ ถ้าหากลงโฆษณาในราคาสูงไว้ ผลตอบแทนจากคลิกโฆษณานั้นก็สูงตามไปด้วย เช่นกัน แต่ถ้าในทางกลับกัน ถ้าได้ลงโฆษณาในราคาต่ำ ผลตอบแทนจากคลิกโฆษณานั้นก็ย่อมได้น้อยด้วยเช่นกัน นั่นเอง

1.2 จ่ายผลตอบแทนเมื่อแสดงโฆษณา (Pay Per Impression - CPM)
ผลตอบแทนเมื่อแสดงโฆษณา ทุกครั้งเมื่อมีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ที่มีโฆษณาของ Google ก็จะเกิดรายได้จากการแสดงโฆษณา โดยมีเงื่อนไขอยู่ว่า จะนำมาคำนวณรายได้ก็ต่อเมื่อมีการแสดงโฆษณา ครบ 1,000 ครั้ง แต่จะต้องมีผู้เยี่ยมชม Click โฆษณาด้วย โดยไม่นับว่าจะมีคน Click กี่ครั้งก็ตาม หรือ ที่เรียกว่า Cost Per Thousand Impression (CPM) สรุป รายได้จากการแสดงโฆษณานี้จะโดยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้
1. แสดงโฆษณา ครบ 1,000 ครั้ง 2. ต้องมีผู้เยี่ยมชม Click โฆษณาด้วย ถ้าหากไม่มีผู้ Click โฆษณาเลย รายได้นี้ก็ยังไม่คิดให้จนกว่าจะมีผู้เยี่ยมชม website ได้ Click โฆษณาด้วยเท่านั้น

2) ผลตอบแทนจากการค้นหา website (AdSense for Search)

ผลตอบแทนจากการค้นหา website เป็นรายได้จากการใช้กล่องค้นหา website มาติดตั้งใน website ซึ่งเป็นระบบค้นหา website เดียวกันกับใน website ของ Google นั่นเอง เมื่อมีผู้เยี่ยม website ต้องการค้นหา website ได้ทำการค้นหาจากกล่องค้นหา website ที่อยู่ใน website ของคุณ เมื่อค้นหาแล้วจะพบรายชื่อ website โฆษณาอยู่ในตำแหน่ง Sponsor ซึ่งอยู่ด้านบน และด้านล่างของหน้าผลลัพธ์ทฃของการค้นหา ถ้าผู้เข้าชม Click โฆษณาในตำแหน่งดังกล่าว website เราก็จะได้รับรายได้ มีตัวอย่างกล่องค้นหา website ที่สามารถใช้งานได้จริง โดยผลตอบแทนก็คิดคำนวณเหมือนกับ ข้อ 1.1) และ ข้อ 1.2)

3) รายได้ของโฆษณาจากการแนะนำบริการ (Referrals)

นอกจากนี้ Google AdSense ยังให้โอกาสการสร้างรายได้จากโฆษณา แบบแนะนำบริการต่างๆ ของ Google อีกด้วย ก็คือ เมื่อมีผู้เยี่ยมชม website แล้ว Click โฆษณาแนะนำบริการ และได้ใช้บริการนั้นๆ คุณก็ได้รับรายได้อีกด้วย ได้แก่
3.1) แนะนำสมัคร Google AdSense
คุณจะได้รับรายได้เมื่อมีคนมาลงทะเบียนเป็นสมาชิก Google AdSense โดย Click โฆษณาจาก website ของคุณ และผู้สมัครคนนั้น ทำรายได้เกิน $5 ภายใน 180 วัน นับจากวันสมัคร คุณก็จะได้รับ $5 ด้วยเช่นกัน และ ถ้าผู้สมัครคนนั้น ทำรายได้ครบ $100 ภายใน 180 วัน นับจากวันสมัคร คุณก็จะได้รับ $250 อีก ถ้าผู้สมัครคนนั้น ภายในช่วงระยะเวลา 180วัน หรือ ครึ่งปีถ้าคนที่สมัครผ่านจากการแนะนำของคุณ 25 คน แล้วทำได้เกิน $100 ภายใน 180 วัน นับจากวันสมัคร คุณจะได้รับโบนัส $2,000 (โดย bonus limit แค่ครั้งเดียวต่อ1ปี หรือหมายถึงถ้าเราหาได้ 50 คนแล้ว 50 คนทำได้หมดเราก็ได้ bonus แค่ 25คนแรกนั้น) 3.2) แนะนำสมัคร Google AdWords
คุณจะได้รายได้เมื่อมีคนมาลงทะเบียนเป็นสมาชิก เพื่อใช้บริการ Google AdWords โดยคลิกโฆษณาจาก website ของคุณ และผู้สมัครคนนั้น ใช้บริการของ Google AdWords $5 ภายใน 90 วัน นับจากวันสมัคร คุณจะรับรายได้ $5 และ ผู้สมัครคนนั้น ใช้บริการของ Google Adwords $100 ภายใน 90 วัน นับจากวันสมัคร คุณจะได้รับ $40 ถ้าภายในช่วงระยะเวลา 180 วัน หรือ ครึ่งปี ถ้าคนที่สมัครผ่านการแนะนำของคุณ 20 คน ใช้บริการของ Google Adwords $100 ภายใน 180 วัน นับจากวันสมัคร คุณจะได้รับโบนัสจาก Google จำนวน $600 (โดย bonus limit แค่ครั้งเดียวต่อ1ปี หรือหมายถึง ถ้าเราหาได้ 40 คน แล้วใช้บริการของ Google Adwords ได้ตามเป้าทุกคน คุณจะรับได้โบนัส 20 คนเท่านั้น) 3.3) Firefox : ดาวน์โหลด ฟรี!
โปรแกรมท่องอินเตอร์เน็ตได้เร็วกว่า Internet Explorer และมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีอีกด้วย คุณจะได้รายได้เมื่อมีคนมา Click โฆษณาจาก website ของคุณ และดาวน์โหลดโปรแกรมไปใช้ โดยจะต้องเป็นการดาวน์โหลดครั้งแรก ก็คือไม่เคยดาวน์โหลดโปรแกรมไปใช้มาก่อน ซึ่งทาง Google ก็จะมอบรายได้จากการแนะนำของคุณ จำนวน $1 ทันที

2. Blogger

เป็น Blog สารพัดประโยชน์ที่ผลิตโดย Google จึงรองรับ Application ต่างๆในเครือกูเกิ้ลด้วย เช่น Google Adsense, Picasa Photo Album เป็นต้น ทำให้เราสามารถสร้าง Blog ดีๆแถมยังทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำอีกด้วย Google Webmaster Tools ชื่อก็บอกนะว่าเครื่องมือสำหรับ webmaster ซึ่งก็จะช่วย webmaster จัดการส่ง website ของตนเข้าสู่การ index ใน Google และมีบริการเก็บสถิติการ crawl จาก Google Bot ด้วย
Google Analytics เป็นบริการวิเคราะห์สถิติของผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ อีกทั้งยังสามารถบอกแหล่งที่มาของผู้เข้าชม และ พื้นที่ของประเทศที่ผู้เข้าชมอาศัยอยู่ด้วย โดยเว็บมาสเตอร์ส่วนมากจะต้องมีติดเว็บกันไว้เกือบทุกราย
Blog คืออะไร
ปัจจุบันนี้ บริษัทชั้นนำต่าง ๆ ของโลก ได้หันมาจับตามอง Blog ซึ่งเป็นรูปแบบของการ Marketing แบบใหม่ เนื่องจาก Blogger จะมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้อ่าน Blog สูงมาก เนื่องจากทั้งสองฝ่ายสามารถโต้ตอบกันได้โดยตรง การที่ใช้ Blog มาเป็นเครื่องมือทางการตลาดนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็น Buzz Marketing บางบริษัทอาจเลือกเจ้าของ Blog ให้เป็น presenter ให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเอง เช่น เสนอสินค้าให้เจ้าของ Blog นำไปเขียนวิจารณ์หรือเขียนถึงใน Blog ของตนเป็นต้น บางบริษัทใช้ Blog เพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสาร หรือ PR ข่าวสารขององค์กร โดยการใช้ Blog เพื่อประกาศข่าวสารนั้นจะดูมีความเป็นกันเองและเข้าถึงลูกค้าได้อย่างเป็นมิตร เพราะเนื่องจากลูกค้าสามารถฝาก comment หรือสื่อสารกับเจ้าของ Blog ได้ทันที ทำให้บริษัทเองจะได้ประโยชน์จากคำแนะนำที่ตรงไปตรงมาของลูกค้าอีกด้วย บริษัทชั้นนำต่างเลือกที่จะใช้ Blog มาเป็นเครื่องมือทางการตลาดกันแล้ว โดยบางแห่งใช้ทั้ง Blog อย่างเป็นทางการของบริษัท แถมยังเปิดให้พนักงานได้เขียน Blog ของตนเองอีกด้วย โดยวิธีการนี้นับเป็นการทำการตลาดโดยการสร้างการรับรู้ตราสินค้า (Brand) โดยทางอ้อมอีกด้วย นอกเหนือจากองค์กรธุรกิจแล้ว บุคคลที่ทำงานคนเดียวหรือเป็นกลุ่มสามารถใช้ Blog เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงาน หรือขายสินค้าของตนได้อีกด้วยเช่น ช่างภาพ, ศิลปิน, นักออกแบบ, นักเขียน, นักวาดการ์ตูน , ร้านค้า , ฯลฯ

คำถาม
1.)Google Android และ Google Chrome มีรายได้หลักมาจากไหน
ตอบ มีรายได้ผ่านทาง โฆษณาผ่านทาง Application ของ Google
2.)ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรที่ Google เข้ามาวางโฆษณาไว้ใน Gmail ที่เราใช้อยู่
ตอบ หากมองในเรื่องของความปลอดภัยของข้อมูลที่ส่งผ่านทางอีเมลนั้น ถือเป็นการไม่ดี เพราะหากเป็นข้อมูลที่ความลับแล้ว Google ก็สามารถที่จะรับรู้ข้อมูลในอีเมลนั้นได้เช่นกัน
3.)จงอธิบายคุณลักษณะของ Gmail

flickr:5624340035

•ก่อนการกำเนิดของ Gmail ในอดีตเราจะคุ้นเคยกับ Hotmail และ Yahoo Mail ผู้ให้บริการฟรีอีเมลที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง หนึ่งในกลยุทธ์ที่ทำให้ Hotmailเป็นที่รู้จักและครองความเป็นที่หนึ่งได้ ก็คือ การตลาดที่ทำให้เกิดกระแสบอกต่อ หรือ Viral Marketing ด้วยเพียงประโยคลงท้ายสั้นที่คลาสสิกในอีเมลทุกฉบับที่ส่งว่า “Get Your Private, Free Email atHotmail.com” เพียงประโยคนี้ทำให้Hotmail มีสมาชิกใหม่กว่า 30 ล้านบัญชีผู้ใช้จากศูนย์ ในระยะเวลาเพียง 30 เดือน ถือว่าเป็นปรากฏใหม่ของวงการตลาดยุคนั้นเลยทีเดียว
•แต่ความสำเร็จในอดีตไม่สามารถที่จะนำมาใช้ได้ในยุคปัจจุบัน ในอดีตเราอาจเน้นที่จำนวนของสมาชิก แต่ปัจจุบันเราจะต้องเน้นที่คุณภาพของสมาชิกด้วย นี่คือ จุดกำเนิดของบริการอีเมล Gmail โดย Google ผู้ให้บริการเครื่องมือค้นหา หรือ Search Engine ที่มีรายได้หลักมาจากการขายโฆษณาออนไลน์ที่อ้างอิงจากคำค้นหา หรือ Keyword
•Google เล็งเห็นว่าอีเมลยังมีความจำเป็นต่อผู้ใช้บนโลกไซเบอร์อยู่ และยังสามารถนำอีเมลมาใช้เป็นบัญชีผู้ใช้ในการใช้บริการอื่นๆ ของ Google ด้วยเช่นกัน แต่ Google ได้ศึกษาพฤติกรรมการใช้งานบริการอีเมลแบบใช้ฟรี พบว่าผู้ใช้มักจะเปิดบัญชีผู้ใช้อีเมลมากกว่า 1 บัญชี อันเนื่องมาจากปริมาณความจุไม่เพียงพอ ในยุคนั้นผู้ให้บริการฟรีอีเมลจะให้ปริมาณความจุเพียง 1-6 MB เท่านั้น และผู้ให้บริการอีเมลทั้งหมดหารายได้จากโฆษณา Banner ที่ปรากฏตามข้อมูลพื้นฐานที่ผู้ใช้สมัครไว้แต่แรก ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ถูกต้อง เนื่องจากผู้ใช้จะกรอกแบบมั่วๆ เพียงเพื่อขอใช้บริการ
•Gmail ได้สร้างความแตกต่าง เพราะโฆษณาของ Gmail ที่ปรากฏจะอ้างอิงจากหัวข้อและเนื้อหาของอีเมลฉบับนั้นๆ ซึ่งจะทำให้โฆษณานั้นตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากกว่า อาทิเช่น ถ้าเราคุยกันในอีเมลเรื่อง เที่ยวเกาะสมุย โฆษณาที่ปรากฏก็จะเป็นโฆษณาของ โรงแรม แพ็คเกจท่องเที่ยว เป็นต้น
•นอกจากนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงผู้ใช้หนึ่งคนเปิดบัญชีผู้ใช้มากกว่าหนึ่ง Gmail จึงให้ความจุเต็มที่ถึง 1,024 MB จนปัจจุบันให้ความจุสูงถึง 7,440 MB เรียกได้ว่าโอกาสที่เราจะเปิดบัญชีใหม่ก็จะน้อยลง และ Gmail ก็สามารถที่จะเรียนรู้พฤติกรรมและความสนใจของผู้ใช้ได้อย่างละเอียดมากขึ้น ซึ่งจะทำให้โฆษณาที่ปรากฏขึ้นมีความแม่นยำ และตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการมากขึ้น
•ถ้าดูเผินๆ แล้ว Gmail จะละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่ไปอ่านอีเมลที่เรารับและส่ง แต่ท้ายที่สุดแล้ว Gmail ก็ฟันฝ่าเสียงวิจารณ์เหล่านั้นไปได้ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ Gmail จะใช้คนอ่านอีเมลเหล่านั้น เพื่อให้โฆษณาปรากฏอย่างถูกต้อง แต่ด้วยการอ่านอีเมลด้วยระบบคอมพิวเตอร์อันทรงพลังที่ทำให้การปรากฏโฆษณานั้นเป็นไปอย่างถูกต้อง ผู้ใช้อีเมลกลับชมว่าโฆษณาเหล่านั้นไม่ได้สร้างความรำคาญ เพราะมีเนื้อหาโฆษณาที่ตรงและเป็นประโยชน์กว่า
•บทเรียนที่ได้รับจาก Gmail คือ นักการตลาดควรจะให้ความสำคัญกับพฤติกรรม และความสนใจของผู้บริโภคขณะนั้นมากกว่าการได้มาของชื่อ ที่อยู่หรือข้อมูลพื้นฐานส่วนตัว แล้วจะทำให้กลยุทธ์ในการเข้าถึงผู้บริโภคมีความแม่นยำ ถูกต้อง และตรงเวลามากขึ้น
•ความจริงแล้วยังมีเรื่องราวอีกมากมายเกี่ยวกับ Gmail ไว้วันหลังผมจะเก็บมาเล่าให้ฟัง แต่บทเรียน ที่ได้รับจาก Gmail คือ การเน้นที่คุณภาพ

Market Opportunity

จากส่วนแบ่งการตลาด ถึงแม้ว่า Google จะมีคู่แข่งอยู่หลากหลาย แต่สัดส่วน 81% จากผู้ใช้งานทั้งหมดทำให้ วิเคราะห์ได้ว่าเป็นการแข่งขันในตลาดผู้ค้าน้อยราย (Oligopoly) โดยมีคู่แข่งที่เรียกได้ว่าเป็นคู่แข่งจริงๆ เพียงแค่ Yahoo, MSN และ Aol เท่านั้น ส่วนแบ่งทางการตลาด
ส่วนแบ่งทางการตลาด

Market Strategy

flickr:5624016917

1. Google ได้พัฒนา search engine ที่ตอบสนองความต้องการของ user ที่ดีที่สุด
2. Google จะมีระบบ OS ของ google เอง ในอนาคตเพื่อแข่งขันกับ ระบบ Microsoft Office และ windows ของ Microsoft
3. แนวคิดด้านบริหารของ Google 70:20:10 โดย google จะแบ่ง 70% เป็นการทุ่มเท Core business 20% เป็นการขยายพัฒนาปรับปรุง ด้าน core business และ 10% เป็นการพัฒนธุรกิจใหม่ๆ เช่นทำ internet wifi at sanfansisco และยังสนับสนุนให้มีพันธมิตรมาร่วมพัฒนาและเชื่อมโยง (third-party development & masups) อีกด้วย โดยให้บริการต่างๆ ของ google เป็นมาตรฐานเปิด ซึ่งนักพัฒนาข้างนอกสามารถดึงมาร่วมใช้ในระบบของตนเองได้อย่างสะดวกและอิสระเสรี ซึ่งทำให้บริการหลายๆ อย่างของ google ได้รับการนำไปใช้อย่างขว้างขวางในหมู่นักพัฒนาที่สร้างบริการใหม่ๆของตนเองอยู่นอกเหนือ google เอง ซึ่งพัฒนาอยู่บน platform หรือระบบพื้นที่
ของ google และนักพัฒนาภายนอกเหล่านี้ก็ย่อมให้ feedback ที่สำคัญและต่อเนื่องกับ google ในการพัฒนาบริการต่างๆอีกด้วย
4. มีการผสานนวัตกรรมเข้าไปในการออกแบบองค์กร วางเวลาเพื่อพัฒนานวัตกรรมเข้าไปในใบลักษณะงาน (job description) เช่นการให้พนักงานใช้ 20% ในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในเชิงเทคนิคที่เขาสนใจหรือเลือกเอง ซึ่งไม่ใช่แค่การอนุญาตให้คิดอะไรใหม่ๆ ในเวลาว่าง แต่สร้างวัฒนธรรมที่พนักงานจะต้องพยายามหาเวลาเพื่อไปสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ในเวลา 20% ซึ่งผลงานนั้นจะมีผลต่อการวัดผลประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานอย่างชัดเจนและลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไปให้หมด เพื่อให้สามารถพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพสร้างรสนิยมแห่งความล้มแล้วลุก ทำให้เกิดวัฒนธรรมที่จะทดลองอะไรได้อย่างไม่ต้องกลัวความล้มเหลว ถ้าจะล้มก็รีบล้มให้เร็วที่สุด เรียนรู้จากประสบการณ์นั้นๆแล้วก้าวต่อไปอย่างรวดเร็ว
5. สิ่งหนึ่งที่ Google ได้เปลี่ยนแปลงคือสร้างนวัตกรรมจาก การให้บริการเพียง Search Engine อย่างเดียว มาให้บริการด้านการโฆษณา และ บริการทางด้านสื่อบันเทิงออนไลน์ โดย Google พบว่าการโฆษณาอย่างมีประสิทธิภาพนั้นควรมีลักษณะดังนี้
- การโฆษณาโดยไม่รบกวนการใช้งานของผู้ใช้งาน
- การโฆษณาควรส่งถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรงให้มากที่สุด
- การโฆษณาควรมีประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน
- การโฆษณา ควรจะมีความน่าเชื่อถือ
- การโฆษณา ควรจะใช้งานได้ง่าย
โดย Google ได้พัฒนาโปรแกรม Adwords ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติ ที่ผู้ใช้งานลงโฆษณา ต้องบริการตนเอง โดยสร้างโฆษณาที่มีแต่ข้อความเท่านั้น และ ข้อความโฆษณาเหล่านั้นจะไปปรากฎในหน้าเดียวกับข้อความที่ผู้ใช้งาน Google นั้นค้นหา (โดยมากข้อความโฆษณาเหล่านั้นจะใช้คำเพียง 10-20 คำและ อยู่ในส่วนของ Sponsor link) โดยตอนแรก Google ใช้วิธี Cost per impression (CPM) ในการเก็บค่าโฆษณา ต่อมา Google ได้
เปลี่ยนวิธีในการโฆษณาในการใช้วิธี Cost per click (CPC) ซึ่งผู้ลงโฆษณา จะถูกเรียกเก็บค่าโฆษณาต่อเมื่อข้อความของผู้ลงโฆษณาถูกคลิกเข้าไปดูข้อมูล
ภายใต้ระบบ Adwords ข้อความของผู้ลงโฆษณาจะอยู่ตำแหน่งใด ของ web ไม่ได้เกี่ยวข้องกับราคาที่ผู้ลงโฆษณาสูงกว่าหรือต่ำกว่าผู้ลงโฆษณาอื่นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึง Quality Score คือการวัดว่าข้อความของผู้ลงโฆษณานั้นสามารถสร้างความสนใจ ดึงดูดให้ผู้ใช้งานเข้าไป Click ได้มากน้อยแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับ Quality Score ของผู้ลงโฆษณานั้นถ้าหากมีสูงก็จะได้อยู่ในตำแหน่งที่ดี
นอกเหนือจาก Adwords Google ได้ออกโปรแกรมโฆษณาเพิ่มเติม ชื่อว่า Google Adsense ซึ่งต่อมาสร้างรายได้ให้ Google ถึง 44% ของรายได้ทั้งหมด Adsense ใช้เทคโนโลยีคล้าย Adwords ในการส่งข้อความโฆษณาของผู้ลงโฆษณาเพียงแต่ Adsense แต่ระบบ Adsense จะมีบทบาทในการเป็นหุ้นส่วนกับ website อื่น ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการค้นหาข้อความที่ผู้ใช้งานต้องการค้นหาเพิ่มเติมใน website นั้นๆ เมื่อข้อความที่ต้องการปรากฎผลขึ้นมา ข้อความของผู้ลงโฆษณาก็จะขึ้นมาในหน้าเดียวกัน ซึ่งถ้าผู้ใช้งานเข้าไป Click ในข้อความโฆษณาเหล่านั้น รายได้ค่โฆษณาที่ถูกเรียกเก็บจากผู้ลงโฆษณาจะถูกแบ่งกันระหว่าง Google และ เจ้าของ website ที่เป็นหุ้นส่วนในการใช้บริการ Adsense

Organization Development

flickr:5624928354

Google ได้เติบโตขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อปี พ.ศ. 2541 แต่เรายังคงรักษาบรรยากาศของการเป็นบริษัทขนาดเล็ก เมื่อถึงเวลาพักกลางวัน พนักงานเกือบทุกคนจะรับประทานอาหารในห้องอาหารของสำนักงาน โดยเลือกนั่งโต๊ะไหนก็ได้ที่ว่างอยู่และพูดคุยอย่างออกรสกับพนักงาน Google ที่ทำงานในฝ่ายอื่น ความมุ่งมั่นในการสร้างนวัตกรรมของเราขึ้นอยู่กับการที่ทุกคนรู้สึกสบายใจที่จะแบ่งปันไอเดียและความคิดเห็นต่างๆ แก่ผู้อื่น พนักงานทุกคนล้วนมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรู้ และทุกคนล้วนสวมหมวกหลายใบ เนื่องจากเราเชื่อว่าชาว Google ทุกคนมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของบริษัทอย่างเท่าเทียมกัน จึงไม่มีใครลังเลที่จะถามคำถามกับ Larry หรือ Sergey โดยตรงในการประชุมรวมประจำสัปดาห์ของเรา ("TGIF") หรือตบลูกวอลเลย์ข้ามเน็ตไปที่ผู้บริหารขององค์กร
เราไม่เลือกปฏิบัติในการว่าจ้าง และเราให้ความสำคัญกับความสามารถมากกว่าประสบการณ์ เรามีสำนักงานในทั่วโลกและพนักงาน Google พูดภาษาที่แตกต่างกันนับสิบๆ ภาษา นับตั้งแต่ภาษาตุรกีไปจนถึงภาษาเตลูกู ดังนั้นทีมงานของเราจึงเป็นตัวแทนของผู้ใช้ Google ที่มีอยู่ในทั่วโลก ในยามว่าง ชาว Google มักทำกิจกรรมที่ตนสนใจซึ่งมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการขี่จักรยานวิบาก การชิมไวน์ การขับเครื่องบินหรือแม้แต่การเล่นจานร่อน
ในขณะที่เราเติบโตเรายังคงหมั่นมองหาบุคคลที่มุ่งมั่นเช่นเดียวกับเราในอันที่จะสร้างสรรค์ประสิทธิภาพด้านการค้นหาและมีเวลาทุ่มเทให้กับสิ่งนี้
เกี่ยวกับสำนักงานของ Google’s

flickr:5624016431

สำนักงานใหญ่ขององค์กรของเรา ซึ่งมีชื่อเรียกเล่นๆ ว่าGoogleplex ตั้งอยู่ในเมาน์เทนวิว รัฐแคลิฟอร์เนีย และปัจจุบันเป็นหนึ่งในสำนักงานหลายๆ แห่งของเราในทั่วโลก แม้ว่าสำนักงานทุกแห่งของเราจะไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด แต่ก็มีองค์ประกอบที่สำคัญบางอย่างร่วมกัน ต่อไปนี้คือลักษณะบางประการที่คุณอาจพบเห็นในสถานที่ทำงานของ Google นั่นคือ :
• การแสดงออกถึงความเป็นท้องถิ่นของสถานที่ทำงานแต่ละแห่ง นับตั้งแต่จิตรกรรมฝาผนังในบัวโนสไอเรส ไปจนถึงกระเช้าสกีในซูริก อันเป็นการแสดงถึงลักษณะทางภูมิภาคและบุคลิกเฉพาะตัวของสำนักงานแต่ละแห่ง
• รถจักรยานหรือสกู๊ตเตอร์เป็นยานพาหนะที่มีประสิทธิภาพสำหรับการเดินทางระหว่างการประชุม สุนัข โคมไฟทรงจรวด เก้าอี้นวด ลูกบอลเป่าลมขนาดใหญ่
• ชาว Google ใช้คอกทำงาน ห้องเก็บของ และห้องประชุมร่วมกัน และน้อยคนนักที่จะมีห้องทำงานของตนเอง
• แล็ปท็อปสำหรับการทำงานในทุกที่ - เครื่องมือพื้นฐานสำหรับการเขียนโปรแกรมโดยไม่ต้องนั่งที่โต๊ะทำงาน อีเมลในระหว่างการเดินทาง และการจดบันทึก
• เกมโต๊ะฟุตบอล โต๊ะพูล สนามวอลเล่ย์บอล วิดีโอเกมหลากชนิด เปียโน โต๊ะปิงปอง และห้องออกกำลังกายที่มีชั้นเรียนโยคะและชั้น

Five Force Models

โมเดล Five Force ของ Michael Porter เป็น Model ที่นิยมกันมากในการวิเคราะห์ตลาดเพื่อให้รู้ถึงสภาพแวดล้อมของธุรกิจของเรากับสิ่งรอบข้างที่มีผลต่อการทำธุรกิจของเรา โดยเป็นการวิเคราะห์ในเชิงบวกที่ไม่ใช่เพียงการเอาชัยเหนือคู่แข่งแต่ยังพูดถึงการร่วมมือกันเป็นพันธมิตร อย่างไรก็ตาม มักมีความเข้าใจกันว่าการวิเคราะห์ธุรกิจโดยนำหลัก Five Force มาใช้นั้นควรใช้สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการแข่งขันสูงส่วนธุรกิจขนาดเล็กนั้นไม่มีความจำเป็นต้องทำเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนั้น หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมก็สามารถใช้ Model ธุรกิจแบบ Five Force มาใช้ได้เพื่อเสริมให้ธุรกิจของเรานั้นมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

วิเคราะห์ตามหลัก 5 force model ของ Porter ว่าด้วย ปัจจัย 5 ประการที่ทำให้ Google ต้องแข่งขัน มีดังนี้

1. คู่แข่งขันเดิมในธุรกิจ (Rivalry within an industry)
คู่แข่งขันเดิม ที่สามารถเทียบเท่ากับ Google มีเพียงไม่กี่บริษัท เช่น Yahoo และ MSN แต่จากคู่แข่งขันเดิมในธุรกิจ (Rivalry within an industry)
คู่แข่งขันเดิม ที่สามารถเทียบเท่ากับ Google มีเพียงไม่กี่บริษัท เช่น Yahoo และ MSN แต่จากฐานของผู้ใช้บริการและความมั่นคงของฐานทางเศรษฐกิจ คุณภาพของเนื้อหาและความทันสมัย Google ก็ยังคงเป็นผู้นำเหนือคู่แข่งอื่นๆ ในตลาดอื่นๆอยู่ดังนั้นหากจะหาวิธีป้องกันคู่แข่งที่มีอยู่แล้ว โดยการสร้างความแตกต่างของ ฐานของผู้ใช้
ผลิตภัณฑ์ (Product Differentiate) ให้กับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ปรับกลยุทธ์ในด้านราคา หรือ ปรับกลยุทธ์ในด้านความสามารถในการใช้งาน (Performance)
2. คู่แข่งขันหน้าใหม่ (New Entrants)
ธุรกิจของ Google เป็นธุรกิจที่มี Entry Cost ค่อนข้างสูงทั้งทางด้านการลงทุนและความเชี่ยวชาญ ซึ่ง Google ก็ได้มีการลงทุนที่สูง นอกจากนี้ในด้านความเชี่ยวชาญในด้านสายธุรกิจ การพัฒนาที่ต่อเนื่อง และเข้าใจธุรกิจประเภทนี้อย่างต่อเนื่องของ Google ซึ่งจุดนี้เป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้ Google เป็น Brand ที่ครองตลาดและ ได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้า ดังนั้น การที่คู่แข่งขันรายใหม่จะเข้ามาตีตลาดย่อมเป็นไปได้ยาก ซึ่งในจุดนี้ หาก Google ต้องการแน่ใจว่าจะไม่มีคู่แข่งรายใหม่ เข้ามาในตลาดนั้น สามารถทำได้โดยการ สร้างช่องทางกีดกัน(Barrier) ไว้สูงๆ เพื่อให้คู่แข่งขันรายใหม่พิจารณาเห็นว่าการเข้ามาในธุรกิจประเภทนี้เป็นไปได้ยาก หรือไม่ควรเสี่ยง เข้ามาในธุรกิจนี้
3. อำนาจการต่อรองของลูกค้า (Power of customers)
เนื่องจาก ธุรกิจหลัก ของ Google เป็น Search Engine Web และ เป็น Web Advertising ดังนั้น ผู้ใช้บริการจึงไม่ต้องเสียเงินค่าใช้บริการ ปัญหาด้านลูกค้าที่เข้าชม web จึงไม่มีปัญหา แต่อาจมีปัญหาด้านการบริการเสริมอื่นๆ เช่น Adwards ที่อาจสร้างความเสียหายด้านค่าใช้จ่ายให้แก่ลูกค้า แต่ทั้งนี้ทาง Google เองก็ได้มีมาตรการป้องกันไว้แล้ว ปัญหาด้านนี้จึงไม่กระทบมากนัก แต่เมื่อไรก็ตามที่ละเลยหรือละหลวม ก็อาจส่งผลให้ลูกค้าหันไปใช้ Search Engine Web อื่น ที่เป็นคู่แข่งได้ ดังนั้น ทางที่ดี Google ควรมีการพัฒนา ปรับปรุงกลยุทธ์ของตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของตนมีประสิทธิภาพ มีลักษณะเฉพาะตัว ที่ลูกค้าต้องพึ่งพาอยู่เสมอ
4. อำนาจการต่อรองของ Supplier (Power of Suppliers)
เพราะวัตถุดิบของ Google คือข้อมูลข่าวสาร ซึ่งสามารถส่งถึงผู้บริโภคได้โดยตรงผ่านระบบ Search Engine Web ของ Google ทำให้ไม่ต้องมี Supplier มาเป็นตัวเชื่อมระหว่าง Google กับผู้บริโภค ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Supplier หรือการทำธุรกิจแบบมีคนกลางจึงไม่ส่งผลกระทบต่อ Google มากนัก
5. ความเสี่ยงจากสินค้าทดแทน (Substitute Products)
ในขณะนี้ยังไม่พบผลิตภัณฑ์ใดที่สามารถทดแทนธุรกิจของ Google ได้แต่จะมีในรูปแบบของธุรกิจที่เป็น Search Engine Web ที่มีลักษณะคล้ายกัน แต่จะแตกต่างกันในรายละเอียดและเนื้อหา เข้ามาเปิดตัวอยู่ในสายผลิตภัณฑ์นี้มากกว่า ดังนั้นในการป้องกันไม่ให้เกิดสินค้าทดแทน จะต้องสร้างให้เกิดต้นทุนของการเปลี่ยน

flickr:5624606082

ประเด็นที่หยิบยก
1.เสิร์ชเอนจินอื่นๆ ในต่างประเทศ
•ไป่ตู้ (Baidu) เสิร์ชเอนจิน อันดับ 1 ของประเทศจีน
•Cuil ของประเทศสหรัฐอเมริกา
•ยานเดกซ์ (Yandex) เสิร์ชเอนจิน อันดับ 1 ของรัสเซีย
•อาลีบาบา ของประเทศอินเดีย
2.การ Search หาข้อมูลในรูปแบบอื่นๆ
•Encyclopedia
•BUG (1113)
•วิกิพีเดีย

SWOT Model

จุดแข็ง
• Brand equity สูงเนื่องจากเป็นที่รู้จักละมีชื่อเสียง
• เป็นผู้นำด้านการค้นหาทางอินเทอร์เน็ต
• มีตำแหน่งทางการตลาดที่แข็งแกร่ง
• สะดวก รวดเร็ว ใช้งานง่าย และเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน
• การจัด Ranking ของ Google นั้นเป็นไปตามการกล่าวอ้างถึงจริง
• มีบริการเสริมต่างๆ มากมาย
• มีโปรแกรม AdWords และ AdSense
• Multi-disciplinarity
• Ancillary service เช่น YouTube, Gmail และ อื่นๆ
• เป็นผู้เชี่ยวชาญและมีศักยภาพสูงในการนำเสนอ professional networking space
จุดอ่อน
• Heterogeneousness of the material
• ไม่มีกฏเกณฑ์ที่แน่ชัดของเนื้อหา
• เสี่ยงต่อการเลิกใช้ งาน
• No expert search
• Anglo-Saxon (English language) focus
• ไม่สามารถที่จะสร้างรายได้จาก Youtube
• มีข้อด้อยในการนำเสนอ social networking space
• ขาดการบูรณาการตัวผลิตภัณฑ์
• Stock problems
• ไม่มีการปรับกลยุทธ์
• Skyrocketting cost for datacentre
โอกาศ
• Offer an easy starting point
• เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ใหม่
• การเข้าถึงเนื้อหาใหม่
• มีความเชี่ยวชาญและง่ายต่อการวิจัยแบบครบวงจรโดยใช้ Open URL
• ปรับการใช้งานในส่วนที่ทำมูลค่าได้ให้เพิ่มสูงขึ้น
• เพิ่มการโฆษณาออนไลน์ทั่วโลก
• เข้าไปซื้อกิจการอื่นๆ
• การเติบโตของการใช้งานอินเทอร์เน็ตในทั่วโลก
• เป็นเจ้าของ web browser เอง เช่น Google Chrome
อุปสรรค์
• ขาดการควบคุมนโยบายการจัด Index
• ความสามารถในการตรวจตรา
• ผู้ใช้ขาดหายไปหรือผู้ใช้เกิดความสับสน
• User ends up at wrong copy (i.e. doesn't get to the institutional subscription)
• จัดเป็นรูปเป็นร่างสำหรับพิมพ์ได้บางส่วน
• ไม่ปรากฏ Information skills
• ไม่ค่อยปรากฏ Library services
• มีคู่แข่งต่างๆ เข้ามาแข่งขัน เช่น Microsoft, Yahoo, คู่แข่งขนาดเล็ก
• เชื่อมั่นเครือข่ายสมาชิก Google
• Privacy issues around content ownership
• การชะลอตัวของการโฆษณาออนไลน์
• คำวิจารณ์นั้นต่อต้านบริการ StreetView

Conclusion

จากข้อมูลข้างต้น สามารถสรุปเหตุปัจจัยที่ทำให้ Google ถูกจัดให้เป็น Website ยอดนิยมในการค้นหาข้อมูลทุกอย่างที่ต้องการได้ และเป็นอันดับต้น ๆ ของบริษัทที่คนอยากมาร่วมงานมากที่สุด รวมถึงการเติบโตอย่างยั่งยืนของ Google ด้วย
‐ การเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการอย่างรวดเร็วเพียงในเวลาไม่กี่วินาที ง่ายต่อการใช้งาน เพียงแค่การพิมพ์ตัวอักษร หรือชื่อคน สิ่งของ หรือบริษัทที่เราต้องการค้นหา และมี Application หลากหลายที่ตอบสนองความต้องการที่เกินพอดีของผู้ใช้บริการได้เป็นอย่างดี
‐ ความซื่อสัตย์และใส่ใจแก่ผู้ใช้บริการให้ได้รับความไว้วางใจเข้ามาใช้บริการค้นหาข้อมูล
‐ สวัสดิการพนักงานที่แทบจะเรียกได้ว่าดูแลพนักงานในทุกแง่มุมทำให้พนักงานสามารถมุ่งเป้าความสมใจไปที่การทำงานและสร้างสรรค์นวัติกรรมได้อย่างเต็มที่
‐ การให้อิสระทางความทางความคิดและความสบาย ๆ ไม่ serious กับเรื่องหยุมหยิมอย่างการแต่งตัวและกฎระเบเข้มงวด คร่ำครึ เพื่อให้พนักงานได้แสดงความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่
‐ มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์เป็นผู้นำนวัตกรรมใหม่ ๆ

จากกรณีศึกษา ถึงแม้ Google จะยังประสบปัญหา หลายประการ โดยเฉพาะเรื่อง “Privacy” และเรื่องค่าการคิดค่าใช้บริการ และต้องพัฒนา Website เพื่อให้ก้าวล้ำหน้ากว่าผู้แข่งขัน แต่ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของผู้บริหารและองค์กร จะทำให้ Google เป็น Website ที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้บริการมากขึ้นเรื่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน
คำถาม
1.)การที่ Google เข้ามาแข่งขันกับคู่แข่งอื่นๆ เช่น Nokia , Microsoft , PayPal , Twitter , Facebook เป็นต้น ถือว่า Google ทำการตลาดได้อย่างถูกทางหรือไม่ เพราะเนื่องจากการแข่งขันที่หลากหลายธุรกิจ

flickr:5624016337

ตอบ ถือเป็นการดำเนินธุรกิจที่ดี เพราะเป็นการกระจายความเสี่ยงออก เนื่องจากสภาพการแข่งขันที่รุนแรงในปัจจุบัน อาจทำให้มี software ใหม่ๆ ที่สามารถดึงดูดลูกค้าได้ทุกเวลา
2.)Click Forge มีกี่แบบ
Click Forge มี 2 แบบ
-Compettitive Click Forge คลิกที่เกิดจากมีคู่แข่งเข้ามา คลิกในโฆษณาของเรา
-Network Click Forge เกิดจากการที่เจ้าของเวปไซด์ทำ AdSense กับ Google

Reference:
http://puritech.blogspot.com/2008/08/google-pagerank.html
http://www.graffiti.co.th/?Category=service&id=105
http://www.google.com/products
http://beautyfact.blogspot.com/2009/01/google-checkout.html
http://wittybuzz.blogspot.com/2009/06/adsense.html