E-Marketing...เขาว่าแรงจริงๆ (กรณีตัวอย่าง “ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป”) / ธนาวีร์ เพชรมงคลจรัส 5320221052

E-Marketing…เขาว่าแรงจริงๆ (กรณีตัวอย่าง “ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป”) 7 เม.ย.2554

พ.ศ.นี้ ใครไม่เติมคำว่า "ออนไลน์" ต่อท้ายเข้าไปเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำหรับการทำตลาด บอกได้คำเดียวว่า "เชยแหลก" เพราะหากลองกวาดสายตาไปบนถนนหนทาง รถไฟฟ้า หรือในร้านอาหาร ไม่ว่าจะข้างทาง หรือบนห้างสรรพสินค้า จะพบว่า สื่อดิจิทัลไม่ใช่ความแปลกแยกป่วนวงการอีกต่อไป แต่กลับทำให้ผู้คนอ้าแขนรับ นำเข้าไปเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตประจำวันอยู่ด้วยไม่มากก็น้อย

ยิ่งในโลกของโซเชียล เน็ตเวิร์ค แพลตฟอร์มของการสร้างคอมมูนิตี้ระหว่างคนต่อคน สังคมต่อสังคม ธุรกิจต่อธุรกิจ มาแรงแบบรั้งยังไงก็ไม่หยุด ฉุดยังไงก็ไม่อยู่ ไม่ว่าจะบนเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ หรือโฟสแควร์ รวมไปถึงโลกของอินเทอร์เน็ตที่ถึงกับทำให้บางคน หากไม่ได้เข้าไปดูสักนิด คลิกดูสักหน่อย คืนนี้คงข่มตาให้นอนหลับยากเต็มที

เลยยกกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟังจาก "ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป" หรือที่รู้จักกันดีว่าเป็น "เครือโรงแรมอมารี" ที่มีสาขาอยู่ทั่วทุกมุมโลก เขาคุยว่า เมื่อใช้กลยุทธ์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการตลาดออนไลน์มาได้ 2 ปี ยอดรายได้โตถึง 52% แล้ว คงอยากรู้จัก E-Marketing มากขึ้นแล้วใช่ไหม

E-Marketing

E-Marketing ย่อมาจากคำว่า Electronic Marketing หรือเรียกว่า “การตลาดอิเล็กทรอนิกส์” หมายถึงการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดโดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ทันสมัยและสะดวกต่อการใช้งาน เข้ามาเป็นสื่อกลาง ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือพีดีเอ ที่ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันด้วยอินเทอร์เน็ต มาผสมผสานกับวิธีการทางการตลาด การดำเนินกิจกรรมทางการตลาด อย่างลงตัวกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายขององค์กรอย่างแท้จริง ซึ่งในรายละเอียดของการทำการตลาด E-Marketing จะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. เป็นการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในลักษณะเฉพาะเจาะจง (Niche Market)
  2. เป็นลักษณะเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง (2 Way Communication)
  3. เป็นรูปแบบการตลาดแบบตัวต่อตัว (One to One Marketing หรือ Personalize Marketing) ที่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายสามารถกำหนดรูปแบบสินค้าและบริการได้ตามความต้องการของตนเอง
  4. มีการกระจายไปยังกลุ่มผู้บริโภค (Dispersion of Consumer)
  5. เป็นกิจกรรมที่นักการตลาดสามารถสื่อสารไปยังทั่วทุกมุมโลก ตลอด 24 ชั่วโมง (24 Business Hours)
  6. สามารถติดต่อสื่อสาร โต้ตอบ ปฏิสัมพันธ์ได้อย่างรวดเร็ว (Quick Response)
  7. มีต้นทุนต่ำแต่ได้ประสิทธิผล สามารถวัดผลได้ทันที (Low Cost and Efficiency)
  8. มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมการตลาดแบบดั้งเดิม (Relate to Traditional Marketing)
  9. มีการตัดสินใจในการซื้อจากข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ (Purchase by Information)

E-Marketing เป็นส่วนผสมแนวความคิดทางการตลาด และทางเทคนิค รวมเข้าไว้ด้วยกันทั้งด้าน การออกแบบ (Design), การพัฒนา (Development), การโฆษณาและการขาย (Advertising and Sales) เป็นต้น (ตัวอย่างกิจกรรมได้แก่ Search Engine Marketing, E-mail Marketing, Affiliate Marketing, Viral Marketing ฯลฯ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจและลูกค้า เนื่องจากระบบทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถสนับสนุนการร้องขอข้อมูลของลูกค้า การจัดเก็บประวัติ และพฤติกรรมของลูกค้าเอาไว้ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ ส่งผลต่อ การเพิ่มและรักษาฐานลูกค้า (Customer Acquisition and Retention) และอำนวยประโยชน์ในการประกอบธุรกิจอย่างครบถ้วน

ในขณะที่ การตลาดแบบดั้งเดิม (Traditional Marketing) จะมีรูปแบบที่แตกต่างจาก E-Marketing อย่างชัดเจน โดยการตลาดแบบดั้งเดิมนั้นจะมีกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย จะไม่เน้นทำกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และมักจะใช้วิธี การแบ่งส่วนตลาด (Marketing Segmentation) โดยใช้เกณฑ์สภาพประชากรศาสตร์ หรือสภาพภูมิศาสตร์ และสามารถครอบคลุมได้บางพื้นที่ ในขณะที่ถ้าเป็น E-Marketing จะสามารถครอบคลุมได้ทั่วโลกเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ธุรกิจต่างๆ จึงได้ให้ความสนใจกับอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างมาก รวมถึงได้มีการนำเอาแนวคิด E-Marketing มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อทำการตลาดออนไลน์ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ความแตกต่างกันระหว่าง E-Marketing, E-Business และ E-Commerce

E-Marketing นั้นคือรูปแบบการทำการตลาดในรูปแบบหนึ่งโดยใช้เครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือดิจิตอลเข้ามาช่วยในการทำการตลาด แต่ในความหมายสำหรับ E-Business หรือ Electronic Business นั้นจะมีความหมายที่ใกล้เคียงกับคำว่า E-Commerce หรือ Electronic Commerce มากกว่า เพียงแต่ว่าความหมายของ E-Business จะมีขอบเขตที่กว้างกว่า โดยหมายถึงการทำกิจกรรมในทุก ๆ ขั้นตอนของกระบวนการธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือเรียกว่า “ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์” ทั้งการทำการค้าการซื้อการขาย การติดต่อประสานงาน งานธุรการต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในสำนักงาน และการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกระบวนการในการดำเนินการทางธุรกิจที่อาศัยระบบสารสนเทศทางคอมพิวเตอร์มาใช้ในการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Added Value) ตลอดกิจกรรมทางธุรกิจ (Value Chain) และลดขั้นตอนของการที่ต้องอาศัยแรงงานคน (Manual Process) มาใช้แรงงานจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (Computerized Process)แทน รวมถึงช่วยให้การดำเนินงานภายใน ภายนอก มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้ามากขึ้นอีกด้วย ตัวอย่างเช่นการควบคุมสต๊อคและการชำระเงินให้เป็นระบบอัตโนมัติ ดำเนินการได้รวดเร็ว และทำได้ง่าย ลักษณะการนำ E-Business มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้แก่

  • การเชื่อมต่อระหว่างกัน ภายในองค์กร (Intranet)
  • การเชื่อมต่อระหว่างกัน กับภายนอกองค์กร (Extranet)
  • การเชื่อมต่อระหว่างกัน กับลูกค้าทั่วโลก (Internet)
flickr:5634375420

ในขณะที่ E-Commerceหรือ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จะหมายถึง การทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในทุกๆ ช่องทางที่เป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เน้นที่การ “ขาย”เป็นหลักตัวอย่างเช่น การซื้อขายสินค้าและบริการ การโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นทางโทรศัพท์, ทางโทรทัศน์, ทางวิทยุ, หรือแม้แต่ทางอินเทอร์เน็ต เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร โดยทำการลดบทบาทของความสำคัญขององค์ประกอบทางธุรกิจลง เช่น ทำเลที่ตั้ง อาคารประกอบการ โกดังเก็บสินค้า ห้องแสดงสินค้า รวมถึงพนักงานขาย พนักงานแนะนำสินค้า พนักงานต้อนรับลูกค้าเป็นต้น ดังนั้นจึงลดข้อจำกัดของระยะทางและเวลาในการทำธุรกรรมลงได้ ในบางครั้งมีการตีความหมายของคำว่า E-Commerce กับคำว่า E-Business เป็นคำเดียวกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคำว่า E-Commerce ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำว่า E-Business โดยคำว่า E-Business จะเป็นคำที่มีความหมายที่กว้างกว่าคำว่า E-Commerce นั่นเอง

หลักการของ E-Marketing

  1. การตลาดยุค E เน้นการใช้ Mass Customization มากกว่า Mass Marketing เพราะลูกค้าทุกคนมีสิทธิ์เลือกเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลกเพื่อหาสินค้าที่ตนเองต้องการ เพราะฉะนั้น เราต้องเน้นระบบที่สนองตอบความต้องการของลูกค้าแต่ละคนเป็นหลัก ทั้งนี้เราจักต้องสร้าง ระบบโปรแกรมอัตโนมัติขึ้นมาตอบสนองความต้องการดังกล่าว โดยให้แต่ละคนสามารถเลือก ทางเลือกที่สนองความต้องการได้ด้วยตนเอง
  2. การแบ่งส่วนตลาดต้องเป็นแบบ Micro Segmentation หรือ One-to-One Segmentation หมายถึง หนึ่งส่วนตลาดคือ ลูกค้าหนึ่งคน เพราะในตลาดบนเว็บถือว่าลูกค้า เป็นใหญ่ เนื่องจากมีสิทธิ์ที่เลือกซื้อสินค้าใครก็ได้ ยกเว้นแต่เราเป็นเพียงรายเดียวที่มีอยู่ใน ตลาด ฉะนั้นการพิจารณาข้อมูลความต้องการ หรือพฤติกรรมของลูกค้าทุกคน โดยอาศัยระบบฐานข้อมูลที่ตรวจจับพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละราย ได้ถือเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญมาก หรือในแง่ของการจัดการแล้วเราเรียกว่า CRM หรือ Customer Relationship Managementนั่นเอง เพราะนี่จะทำให้เราทราบว่า ใครคือลูกค้าประจำ
  3. การวางตำแหน่งสินค้า (Positioning) ต้องเป็นไปตามความต้องการแต่ละบุคคล หรือ Migrationing การวางตำแหน่งสินค้าเพื่อให้ลูกค้ารับรู้นั้น ต้องวางตามความต้องการของแต่ละบุคคล และหากความต้องการนั้นเปลี่ยนไป ระบบก็ต้องเคลื่อนตำแหน่งของการวางนั้นไปสนองตอบต่อความต้องการใหม่ด้วย
  4. ให้เราเป็นหนึ่งในเว็บที่ลูกค้าจำได้ การ สร้างความจดจำเพื่อให้จำเว็บไซต์เราการจดชื่อโดเมนที่ทำให้จดจำง่าย หรือมีความหมายที่สอดคล้องกับเนื้อหาของเว็บไซต์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก
  5. ต้องรู้ ความต้องการลูกค้าล่วงหน้า จำเป็นจักต้องติดตามพฤติกรรมการซื้อของกลุ่มเป้าหมายโดยตลอด
  6. ต้องปรับที่ตัวสินค้าและราคาเป็นหลัก สินค้าถือเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด จำเป็นอย่างยิ่งที่จักต้องเทียบกับคุณค่าของสินค้า และคู่แข่งเสมอว่า ใครสนองตอบต่อความต้องการได้ดีกว่ากัน
  7. ต้องให้ลูกค้าตกแต่งสินค้าตามความต้องการได้โดยอัตโนมัติ (Customization & Personalization) วิธีที่ให้ลูกค้าได้รับ คุณค่า หรือสนองความต้องการได้ดีที่สุด ก็คือ การให้ลูกค้าได้เลือกหรือตกแต่งสินค้าเอง รวมทั้งการคำนวณราคาด้วย ฉะนั้น การให้ Options ให้ลูกค้าได้เลือกมากที่สุด จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

ประโยชน์ของ E-Marketing

นักการตลาดชื่อ Smith and Chaffey (Smith, P.R. and Chaffey, D. 2001 eMarketing eXcellence: at the heart of eBusiness. Butterworth Heinemann, Oxford, UK) ได้กล่าวถึงประโยชน์จากการนำเอาเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาช่วยสนับสนุนการทำการตลาดและก่อให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมาย โดยมองว่า E-Marketing เป็นกระบวนการในการจัดการทางการตลาด โดยมีการเน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญแก่ลูกค้าเป็นหลัก ในขณะที่แสดงถึงการเชื่อมโยงการทำงานทางธุรกิจในอันที่จะช่วยสร้างความสำเร็จในผลกำไรให้กับธุรกิจ ซึ่งสามารถแบ่งกระบวนการในการจัดการทางการตลาดได้ดังนี้

  1. การจำแนกแยกแยะ (Identifying) สามารถทำการจำแนกแยกแยะได้ว่าลูกค้าเป็นใคร มีความต้องการอย่างไร อยู่ที่ไหน และมีพฤติกรรมในการเลือกซื้อสินค้าอย่างไร โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย
  2. การทำนายความคาดหวังของลูกค้า (Anticipating) เนื่องจากความสามารถของอินเทอร์เน็ตนั้นช่วยเพิ่มช่องทางให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูล และสามารถซื้อสินค้าได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยการเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำ E-Marketing ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ สายการบินต้นทุนต่ำ easyJet (http://www.easyjet.com) มีส่วนสนับสนุนทำให้มีรายได้จากการผ่านออนไลน์กว่า 90%
  3. การตอบสนองความพอใจของลูกค้า (Satisfying) ถือเป็นความสำเร็จในการทำ E-Marketing ในการสร้างความพอใจให้แก่ลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ การเพิ่มขึ้นของลูกค้านั้นอาจจะมาจาก การใช้งานง่าย การสนับสนุนการให้บริการแก่ลูกค้า เป็นต้น

นอกจากนี้ Smith and Chaffey ยังได้กล่าวถึง 5Ss’ ซึ่งเป็นประโยชน์ที่ได้รับจากการนำเอากลยุทธ์การตลาดออนไลน์มาใช้ได้แก่

  1. การขาย (Sell) ช่วยทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นจากการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทำให้ลูกค้ารู้จักและเกิดความทรงจำ (Acquisition and Retention tools) ในสินค้าบริการเราเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การขายที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย
  2. การบริการ (Serve) การสร้างประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นให้แก่ลูกค้า จากการใช้บริการผ่านออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิพิเศษต่างๆ เป็นต้น)
  3. การพูดคุย (Speak) การสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยสามารถสร้างแบบสนทนาการโต้ตอบกันได้ระหว่างกันได้ (Dialogue) ทำให้ลูกค้าสามารถเข้ามาสอบถาม ตลอดจนสามารถสำรวจความคิดเห็น ความต้องการของลูกค้า ลูกค้ามีความสนใจในเรื่องใดเป็นพิเศษ
  4. ประหยัด (Save) การสร้างความประหยัดเพิ่มขึ้นจากงบประมาณการพิมพ์กระดาษ โดยสามารถใช้วิธีการส่งจดหมายข่าว E-Newsletter ไปยังลูกค้าแทนการส่งจดหมายแบบดั้งเดิม
  5. การประกาศ (Sizzle) การประกาศสัญลักษณ์ ตราสินค้าผ่านออนไลน์ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสินค้าของเราให้เป็นที่รู้จัก มีความคุ้นเคยมากยิ่งขึ้น

การทำ E-Marketing ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ธุรกิจในหลายๆ ประการ ทั้งในแง่ของกลุ่มผู้ประกอบการ เจ้าของสินค้า และในแง่ของกลุ่มลูกค้า ทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว และด้วยต้นทุนที่ต่ำ

กรณีตัวอย่าง "ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป"

"ดันแคน เว็บบ์" รองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด ออนิกซ์ เล่าว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการใช้ช่องทางการตลาดแบบดิจิทัล ทั้งเว็บไซต์ บล็อก และโซเชียล เน็ตเวิร์ค ที่มาพร้อมกับการทำแคมเปญโฆษณา เพื่อสร้างผลตอบแทนการลงทุน การให้บริการที่สมดุล พร้อมกับลดความเสี่ยงในภาวะวิกฤติ โดยที่ยังสามารถเพิ่มรายได้ในระดับสูงสุด

"เราเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนจากการทำตลาดแบบเดิมมาสู่การทำตลาดออนไลน์ กลยุทธ์หลักของออนิกซ์ คือ การสร้างประสบการณ์ออนไลน์ผ่านรูปแบบที่หลากหลายแต่มีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การเข้าถึงลูกค้าได้ตรงจุด และได้ผลเร็ว"

ขณะที่ธุรกิจโรงแรมอื่นๆ หลายแห่งใช้บริการเอาท์ซอร์ส แต่ออนิกซ์มีทีมงานพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่คอยพัฒนา และติดตามผลผ่านระบบออนไลน์อย่างใกล้ชิด 45 คน ส่วนเรื่องการลงทุนบริษัทใช้งบลงทุนต่อเนื่อง ปีที่แล้วใช้ไป 30-35 ล้านบาท ปีนี้คาดว่าจะลงทุนเพิ่มทั้งพัฒนาซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท โดยหวังว่ายอดขายออนไลน์จะเติบโตขึ้นอีก 30%

พร้อมระบุด้วยว่า แต่ละปี บริษัทใช้งบการตลาดสำหรับสื่อออนไลน์มากถึง 30% จากงบการตลาดรวมทั้งหมด สัดส่วนรายได้มาจากออนไลน์ 30% และออฟไลน์ 70% ใกล้เคียงกับงบการตลาดที่ใช้ไปอีมาร์เก็ตติ้งโตไม่หยุด

ขณะที่ "เจตัน ปาเตล" รองประธานกรรมการฝ่ายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ออนิกซ์ บอกว่า แนวโน้มตลาดท่องเที่ยวออนไลน์เอเชียปีนี้ คาดว่ายอดการจองห้องพักออนไลน์ของนักเดินทางในเอเชียแปซิฟิก จะมีมูลค่าสูงถึง 51.6 พันล้านดอลลาร์ และจะเติบโตอีก 30-40% ในปีต่อๆไปเฉพาะที่สิงคโปร์ตลาดการท่องเที่ยวออนไลน์จะโตขึ้นราว 20% หรือมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์

"แม้ในตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงอย่างสิงคโปร์ อัตราส่วนจองห้องพักออนไลน์ยังมีแค่ 20-25% ส่วนตลาดในประเทศอื่นๆ เช่น ไทย กัมพูชา ยังอยู่ในอัตราที่ต่ำมากเป็นตัวเลขหลักเดียว แสดงให้เห็นว่ายังเติบโตอยู่มาก ทั้งมีแนวโน้มว่าหากได้ลองใช้ช่องทางใหม่แล้ว ลูกค้าจะไม่กลับไปใช้ช่องทางแบบเก่าอีกโดยเฉลี่ยที่เปลี่ยนจากออฟไลน์มาเป็นออนไลน์เพิ่มขึ้นประมาณ 5-10% ทุกปี"

เขาเล่าว่า แบรนด์โรงแรมหลัก "อมารี" ภายใต้การบริหารของออนิกซ์ ได้พัฒนาแคมเปญโฆษณาที่เจาะกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะ ซึ่งสามารถดึงผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์จากทั่วโลกจำนวนมาก ในปี 2553 พบว่าประเทศ 5 อันดับแรกที่มีการเติบโตทั้งสถิติการเข้าชมเว็บไซต์และรายได้จากช่องทางอินเทอร์เน็ต ได้แก่ รัสเซีย เพิ่มขึ้น 195% ตามมาด้วยอินเดีย เพิ่มขึ้น 136% สหราชอาณาจักร (อังกฤษ) เพิ่มขึ้น 45% สิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 75% และฮ่องกง เพิ่มขึ้น 30%

ทั้งนี้ รายได้จากห้องพักที่จองผ่านอินเทอร์เน็ตไม่รวมค่าอาหาร สปา และบริการเสริมต่างๆ อยู่ที่ 454.5 ล้านบาท อัตราการจองมีจำนวนเพิ่มขึ้น 52% จากปี 2551 ที่มี 108,000 ห้อง เป็น 164,000 ห้อง ปี 2555 ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 60% หรืออีกประมาณ 1 แสนห้อง จากปัจจุบัน

"การตลาดออนไลน์มีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนได้รวดเร็ว ง่ายต่อการติดตามความสนใจของผู้ใช้ว่ามาจากไหน เมื่อใด และอะไร หากเกิดวิกฤติก็สามารถปรับกิจกรรม แผนการโฆษณาให้สนองตอบความต้องการ และความสนใจได้ทันท่วงที เหมือนปีที่ผ่านมา ที่มีวิกฤติการเมืองในกรุงเทพฯ เราเลยโยกงบโฆษณาไปลงพื้นที่ไม่เสี่ยง ทำให้รายได้รวมของบริษัทไม่ตกไปจากปีก่อนหน้านั้น" ปาเตลเล่า

ผู้บริหารออนิกซ์ เล่าเพิ่มเติมถึง สื่อออนไลน์ทรงอิทธิพล เว็บไซต์ทริปแอดไวเซอร์ (Tripadvisor.com) ที่เลือกใช้ว่า แคมเปญโฆษณาที่ทำผ่านเว็บไซต์ดังกล่าวทำให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าวิธีการเดิมอย่างมาก สถิติพบว่าหากลงทุนไป 1 ดอลลาร์ จะมีผู้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ 6-10 ครั้ง

เขาเชื่อว่า กลยุทธ์การตลาดแบบเน้นเนื้อหา (content-driven marketing) สามารถดึงความสนใจทั้งจากผู้บริโภคปัจจุบันและกลุ่มเป้าหมาย โดยการให้ข้อมูลที่ตรงตามความต้องการ ขณะเดียวกัน ก็มีสีสันและความน่าสนใจเพื่อที่จะสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ และดึงผู้ที่สนใจให้เข้าเยี่ยมเว็บไซต์

อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทกล้าลงทุนกับเว็บไซต์ราคาแพง เพราะมั่นใจว่าจะได้ผลตอบแทนกลับมาคุ้มค่า ไม่เหมือนกับช่องทางปกติ เช่น ในนิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์ ที่วัดผลได้ยากกว่า ในภาพรวมบริษัทใช้เงินลงทุนทำตลาดออนไลน์ไปเพียง 2% จากรายได้รวมออนไลน์ทั้งหมดที่ได้มาเท่านั้น

ปาเตล บอกด้วยว่า บนโซเชียล เน็ตเวิร์ค ในเฟซบุ๊คของอมารี เริ่มได้รับความนิยม มีลูกค้าร่วมเป็นสมาชิก และโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นมากขึ้นคาดว่า สิ้นปีนี้ จะมีสมาชิก 7,000 ราย ส่วนนี้ไม่ได้มุ่งเน้นที่การขายหรือการทำโปรโมชั่น แต่เป็นซีเอสอาร์มีพนักงานคอยติดตาม และตอบคำถามต่างๆ สม่ำเสมอ

ขณะเดียวกัน ภายในปีนี้ เตรียมเปิดตัว "โมบายไซต์" เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเรียกดูข้อมูลได้สะดวกบนสมาร์ทโฟน แทบเล็ต รวมทั้งจะพัฒนาระบบการจองห้องพักแบบออนไลน์ให้ใช้งานง่ายสะดวกต่อการนำเสนอบริการที่หลากหลาย พร้อมจับมือกับโลคอล พาร์ทเนอร์ ในแต่ละประเทศสร้างให้ธุรกิจเติบโตไปด้วยกัน

สรุป

เมื่อได้นำ E-Marketing มาปรับใช้กับธุรกิจโรงแรมแล้ว ทำให้นักการตลาดมองเห็นโอกาสในการนำความคิดเห็นต่างๆ มาพัฒนา เป็นสินค้าหรือบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า สิ่งสำคัญคือการร่วมแสดงความคิดเห็น ทำให้เกิดการจุดประกายในความคิดสร้างสรรค์ ช่วยให้บริษัทมีข้อมูลของผู้คนส่วนใหญ่ในโลกของอินเทอร์เน็ตว่า มีความต้องการอะไร บริษัทสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าว ออกแบบโปรโมชั่นหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ให้ตรงกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ ย่อมเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดสินค้าใหม่อีกทางหนึ่ง
อีกทั้งยังทำให้ธุรกิจเข้าสู่การตลาดระดับโลกได้ง่ายขึ้น เนื่องด้วยเว็บไซต์ เข้าถึงผู้คนในโลกด้วยระบบ
อินเทอร์เน็ต ดังนั้นมันจึงช่วยให้ธุรกิจ สามารถหาตลาดใหม่ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

  • สามารถติดตามและวัดผลสำเร็จได้ชัดเจน การทำการตลาดด้วยจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) และป้ายโฆษณา (banner) สามารถทราบผลตอบรับของลูกค้าได้ทันทีเมื่อต้องการ
  • เป็นตลาดเปิดแบบ 24 ชั่วโมง ด้วยคุณสมบัติของเว็บไซต์บนระบบอินเทอร์เน็ต ทำให้ลูกค้าสามารถเข้ามาค้นหาสินค้าและบริการของคุณได้จากทุกที่ทั่วโลกโดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่
  • สามารถเสนอขายได้ตรงความต้องการของลูกค้า ถ้าฐานข้อมูลของลูกค้าเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ จะทำให้ทราบรายละเอียดของลูกค้า และสามารถจะเสนอขายสินค้าและบริการได้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ง่ายขึ้น เลือกลักษณะรูปแบบของลูกค้าที่ตรงกับตลาดของคุณได้อีกด้วย
  • การตลาดแบบตัวต่อตัว สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทันที เมื่อลูกค้าต้องการทราบรายละเอียดของสินค้าและบริการ ผ่านทางโทรศัพท์มือถือและเครื่อง PDA
  • สร้างแคมเปญที่ดึงดูดความสนใจ สามารถสร้างแคมเปญโต้ตอบ โดยใช้เพลง ภาพวีดีโอ และภาพกราฟฟิกต่าง ๆ ซึ่งคุณจะสามารถเข้าถึงลูกค้า และสามารถทราบถึงสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้
  • ลดขั้นตอนการจอง ถ้ามีเว็บไซต์ลูกค้าสามารถจองห้องพักได้ด้วยการคลิ๊กไม่กี่ครั้ง ส่งเสริมการขาย และกิจกรรมทางการตลาดอื่น ๆ ให้ประสบความสำเร็จสูงขึ้นได้

ในโลกธุรกิจปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูง สินค้าและบริการของธุรกิจใดสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ก่อนถือว่าได้เปรียบอย่างยิ่ง การเลือกใช้แผนการตลาดที่ดีจะช่วยส่งเสริมและผลักดันให้สินค้าและบริการนั้นมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (e-marketing) เป็นช่องทางหนึ่งในการเพิ่มยอดขายและนำพาสินค้าและบริการของธุรกิจนั้น ก้าวไปสู่ตลาดโลกซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับการตลาดยุคใหม่ที่มีการนำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการทำการตลาด

ที่มา: [http://www.example.com http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/global/20110407/385663/%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87...%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2-%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87-(%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%86).html

http://www.pawoot.com/e-marketing]