E Commerce

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic commerce) หรือ (E-Commerce)

flickr:5687803742
วัตถุประสงค์ในการเรียน

• ระบุถึงคุณลักษณะของ e-commerce ตลาดดิจิตอล และสินค้าดิจิตอล
• อธิบายว่าเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตเปลี่ยนแปลง business model ได้อย่างไร
• ระบุถึงความแตกต่างแต่ละแบบของ e-commerce และอธิบายว่า e-commerce เปลี่ยนแปลงลูกค้าปลีก และการติดต่อธุรกิจกับธุรกิจด้วยกันอย่างไร
• ประเมินผลเกี่ยวกับบทบาทของ e-commerce ในธุรกิจ และอธิบายถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดในการใช้ e-commerce
• แสดงถึงระบบค่าตอบแทนของ e-commerce

ความหมาย

E-commerce คือ การทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในทุกช่องทางที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การซื้อขายสินค้าและบริการ การโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือแม้แต่อินเทอร์เน็ต เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร โดยการลดบทบาทองค์ประกอบทางธุรกิจลง เช่น ทำเลที่ตั้ง อาคารประกอบการ โกดังเก็บสินค้า ห้องแสดงสินค้า รวมถึงพนักงานขาย พนักงานแนะนำสินค้า พนักงานต้อนรับลูกค้า เป็นต้น จึงลดข้อจำกัดของระยะทาง และเวลาลงได้
ในโลกยุคไร้พรมแดนการติดต่อสื่อสารมีความสะดวกสบายมากขึ้นโดยเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก เทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต อินเตอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทและกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของหลายๆคน อินเตอร์เน็ตเปรียบเหมือนห้องสมุดขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลมากมายในโลกไว้ด้วยกัน ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานด้านต่างๆ เช่น ทางด้านการศึกษา การแพทย์ การค้า สื่อโฆษณาและอื่นๆมีความเกี่ยวข้องกับผู้คนในทุกสาขาอาชีพ
ในส่วนของการค้านั้นอินเตอร์เน็ตมีบทบาทเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce) เรียกย่อๆว่า “E-Commerce หรือธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ (E-Business) หรือบางครั้งก็มีผู้เรียกกันง่ายๆว่า ธุรกิจดอทคอม” ในความเป็นจริงการดำเนินธุรกิจการค้าที่มีการซื้อขายและการบริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของระบบอินเตอร์เน็ต โทรศัพท์ และโทรสาร หรือการค้าขายโดยแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า EDI (Electronic Data Interchange) ถือว่าเป็นพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งสิ้น การที่มีเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดความสะดวกสบายในการเลือกซื้อสินค้า ทั้งยังสามารถดำเนินการได้ตลอด 24 ชั่งโมง โดยไม่ว่าคุณจะอยู่ที่มุมไหนในโลกก็สามารถซื้อสินค้านั้นๆได้ E-Commerce เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตกับการจำหน่ายสินค้าและบริการ โดยการนำเสนอข้อมูลข้อมูลสินค้าหรือบริการผ่านทางอินเตอร์เน็ตสู่สายตาคนทั่วโลกภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ทำให้เกิดช่องทางการค้ามากขึ้น ทั้งยังก็ให้เกิดรายได้ในระยะเวลาอันสั้น และในปัจจุบันได้มีผู้ให้บริการทางด้านต่างๆที่ทำให้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สามารถดำเนินงานได้อย่างสะดวก เช่น การชำระเงินค่าสินค้าโดยสามารถชำระเงินผ่านบัตรเครดิต หรือ โอนเงินผ่านทางธนาคาร รวมถึงมีผู้ให้บริการทางด้านการขนส่งที่สามารถขนส่งสินค้าไปยังทุกจุดหมายทั่วโลกได้อย่างงรวดเร็ว เช่น FedEx , DHL ทำให้ผู้ขายสามารถจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย จากที่กล่าวมานี้ทำให้เห็นได้ว่า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) เป็นแนวทางใหม่ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากการดำเนินธุรกิจในรูปแบบนี้ลงทุนไม่มากนัก ได้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง และสะดวกสบาย

ประวัติ E-Commerce

การค้าอิเล็กทรอนิกส์นั้นเริ่มขึ้นบนโลกครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2513 ซึ่งได้มีการเริ่มใช้ระบบโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเอฟที (EFT = Electronic Fund Transfer) แต่ในขณะนั้นมีเพียงบริษัทขนาดใหญ่และสถาบันการเงินเท่านั้นที่ใช้งานระบบโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ต่อมาอีกไม่นานก็เกิดระบบการส่งเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีดีไอ (EDI = Electronic Data Interchange) ซึ่งสามารถช่วยขยายการส่งข้อมูลจากเดิมที่เป็นข้อมูลทางการเงินอย่างเดียวเป็นการส่งข้อมูลแบบอื่นเพิ่มขึ้น เช่น การส่งข้อมูลระหว่างสถาบันการเงินกับผู้ผลิต หรือผู้ค้าส่งกับผู้ค้าปลีก เป็นต้น
หลังจากนั้นก็มีระบบสื่อสารรวมถึงโปรแกรมอื่นๆ เกิดขึ้นมากมายตั้งแต่ระบบที่ใช้ในการซื้อขายหุ้นจนไปถึงระบบที่ช่วยในการสำรองที่พัก ซึ่งเรียกได้ว่าโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคของการสื่อสาร และเมื่อยุคของอินเทอร์เน็ตมาถึงเมื่อประมาณปี พ.ศ.2533 จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การค้าอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้เกิดขึ้น เหตุผลที่ทำให้ระบบการค้าอิเล็กทรอนิกส์เติบโตอย่างรวดเร็วคือโปรแกรมสนับสนุนการค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมามากมาย รวมถึงระบบเครือข่ายด้วย พอมาถึงประมาณปี พ.ศ.2537 – 2548 ก็ถือได้ว่าระบบการค้าอิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซก็เป็นที่ยอมรับและได้รับความนิยมอย่างมากและรวดเร็ว ซึ่งวัดได้จากการที่มีบริษัทต่างๆ ในอเมริกาได้ให้ความสำคัญและเข้าร่วมในระบบอีคอมเมิร์ซอย่างมากมาย และเริ่มมีการขยายออกไปยังทั่วโลก จนพัฒนามาถึงทุกวันนี้

ลักษณะทั้ง 8 ประการของ E-commerce

1. Ubiquity : ไม่มีข้อจำกัดเรื่องระยะทาง กับเวลา สามารถเข้าถึงได้ในทุกที่
2. Global reach : สามารถเข้าถึงได้ทั่วโลก
3. Universal standards : ใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก คือ มี Internet standard
4. Richness : สนับสนุนและรองรับข้อมูลที่เป็นวีดีโอ ออดิโอและข้อความตัวอักษร
5. Interactivity : มีการสื่อสารสองทาง ซึ่งแตกต่างจากทีวี และหนังสือพิมพ์
6. Information density : สามารถที่จะนำเสนอข้อมูลได้ในปริมาณมาก
7. Personalization/ Customization : สามารถนำเสนอข้อมูลได้ตรงตามความต้องการของลูกค้าในแต่ละราย เช่น ในอดีต Dell ส่งตัวแทนขายไปหาลูกค้า 1:1 แต่ในปัจจุบัน สามารถใช้ database ในการวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าแต่ละคน (Mass Customization) ได้ อาทิเช่น Amazon.com
8. Social technology : ช่วยสนับสนุนผู้ใช้ในเรื่อง Social Networking

E-commerce เข้ามาเปลี่ยนแปลง Economic of Information
flickr:5687803756

การเปลี่่ยนแปลงอย่างหนึ่งของ Economic of information คือ จากเดิมการนำเสนอข้อมูลสินค้าและบริการจากบริษัทไปยังลูกค้า จะมีสองปัจจัยที่เป็น Negative correlation กัน คือ ระดับความลึกซึ้งของข้อมูล (Richness) และ จำนวนคนที่ข้อมูลเข้าถึง (Reach) ในอดีตบริษัทต้องเลือกว่าจะโฟกัสไปที่ Richness หรือ Reach ถ้าโฟกัสที่ Richness ต้องส่งพนักงานขายไปอธิบายสินค้ากับลูกค้าตัวต่อตัว ถ้าต้องการ Reach ส่วนใหญ่ผ่านช่องทางซื้อหลักเช่นโทรทัศน์ วิทยุ นิตยสารต่างๆ แต่ความลึกซึ้งของข้อมูลก็ได้มาอย่างจำกัด ค่อนข้างน้อย นี่เป็นรูปแบบในอดีต
E-commerce เข้ามาเปลี่ยนแปลง คือ บริษัทสามารถที่จะทำให้ข้อมูลของสินค้าหรือบริการสามารถนำเสนอข้อมูลที่มีระดับความลึกซึ้งรายละเอียดสูงและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้จำนวนมากในเวลาเดียวกัน

แนวความคิดที่สำคัญของ E-commerce (Key concepts in E-commerce)
Digital market reduce

- Information asymmetry : ความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงข้อมูล โดยเฉพาะในเรื่องราคาสินค้า เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีข้อมูลมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง จะนำไปสู่ความได้เปรียบหรือเสียเปรียบในการทำธุรกรรม เช่น ในอดีตการซื้อสินค้าจากตัวแทนขาย เราไม่สามารถตรวจสอบราคาได้ แต่ในปัจจุบันเป็น Information symmetry คือเรามีความสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เท่ากัน ทำให้ให้สามารถตรวจสอบราคาของสินค้าได้อย่างง่าย และทำให้มีการต่อรองเท่าเทียมกัน
- Search costs : ลดค่าใช้จ่ายในการค้นหาข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลของบริษัท ข้อมูลของสินค้า
- Transaction costs : ลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทำธุรกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะการค้นหา การเปรียบเทียบข้อมูลราคา การชำระเงินต่างๆ
- Menu costs : ลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของการเปลี่ยนราคาสินค้า จากเดิมค่าใช้จ่ายจะค่อนข้างสูง แต่ E-commerce สามารถทำให้อัพเดทราคาสินค้าได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

Digital markets enable

- Price discrimination : บริษัทสามารถขายสินค้าชนิดเดียวกันประเภทเดียวกัน ไปยังกลุ่มคนที่แตกต่างกันในราคาที่แตกต่างกัน
- Dynamic pricing : E-commerce ทำให้ราคาของสินค้าขึ้นอยู่กับความต้องการของสินค้าในตลาด ณ เวลานั้นๆ เช่น เวลาซื้อของ E-bay ของชิ้นเดียวกัน จะได้ราคาที่แตกต่างกันตาม Demand ของตลาดที่เกิดขึ้นจริง
- Disintermediation : การตัดตัวกลางออกไป ผู้ผลิตสามารถเข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง ซึ่งเป็นการลดลงทั้งต้นทุนด้านเวลา และต้นทุนของสินค้า

flickr:5687803762
Digital goods

- เป็นสินค้าที่สามารถส่งทาง internet หรือ digital network ทำให้ต้นทุนในการส่งต่ำ เช่น เพลง, software, หนังสือ เป็นต้น
- มีต้นทุนการผลิตแค่ครั้งแรกเท่านั้น ส่วนต้นทุนในการผลิตครั้งที่ 2 ก็จะเท่ากับศูนย์
- นอกจากนั้นจะมีต้นทุนทางการตลาดที่คงที่ และราคาก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว
- ส่วนอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบเมื่อมีสินค้าอิเล็กทรอนิคส์ (Digital goods) เช่น เทปเพลง เป็นต้น

รูปแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce)
flickr:5687281723

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) มีรูปแบบการดำเนินการธุรกิจหลายรูปแบบ ดังนี้
1. ผู้ประกอบการ กับ ผู้บริโภค (Business to Consumer - B2C)
คือ การค้าระหว่างผู้ค้าโดยตรงถึงลูกค้าซึ่งก็คือผู้บริโภค เช่น การขายหนังสือ ขายวีดีโอ ขายซีดีเพลง เป็นต้น ซึ่งธุรกิจ E-commerce ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ B2C เช่น Amazon.com ที่เป็นร้านขายหนังสือบน internet ที่ใหญ่ที่สุดในโลก, Miss Lily ร้านขายดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นต้น
2. ผู้ประกอบการ กับ ผู้ประกอบการ (Business to Business – B2B)
คือ การค้าระหว่างผู้ค้ากับลูกค้า แต่ในที่นี้ลูกค้าจะเป็นในรูปแบบของผู้ประกอบการ ในที่นี้จะครอบคลุมถึงเรื่อง การขายส่ง การทำการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain Management) เป็นต้น ซึ่งจะมีความซับซ้อนในระดับต่างๆกันไป
3. ผู้บริโภค กับ ผู้บริโภค (Consumer to Consumer - C2C)
คือ การติดต่อระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภคนั้น มีหลายรูปแบบและวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ในกลุ่มคนที่มีการบริโภคเหมือนกัน หรืออาจจะทำการแลกเปลี่ยนสินค้ากันเอง ที่ Ebay.com ซึ่งผู้บริโภคสามารถจ่ายเงินให้กันทางบัตรเครดิตได้ เป็นต้น
4. ภาครัฐ กับ ประชาชน (Government to Consumer - G2C)
ในที่นี้คงไม่ใช่วัตถุประสงค์เพื่อการค้า แต่จะเป็นเรื่องการบริการของภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยเองก็มีให้บริการแล้วหลายหน่วยงาน เช่น การคำนวณและเสียภาษี online ผ่านอินเทอร์เน็ต, การให้บริการข้อมูลประชาชนผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
5. ผู้ประกอบการ กับ ภาครัฐ (Business to Government – B2G)
คือการประกอบธุรกิจระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ ที่ใช้กันมาก ก็คือเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ หรือที่เรียกว่า e-Government Procurement ในประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว รัฐบาลจะทำการซื้อ/จัด จ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เช่นการประกาศจัดจ้างของภาครัฐในเว็บไซต์ www.mahadthai.com
6. Government-to-government (G2G)
คือ การทำธุรกรรมผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตระหว่างรัฐบาลด้วยกัน

Interactive marketing and personalization

คือการตอบสนองซึ่งกันและกันระหว่าง Marketing กับ ลูกค้าแต่ละบุคคล
• Web Site เป็นแหล่งรายละเอียดของข้อมูล เกี่ยวกับคือ พฤติกรรมของลูกค้า ความพึ่งพอใจ รูปแบบการใช้โปรโมชั่น สินค้า บริการ และราคา ว่ามีการเปิดชมหน้าใดมากที่สุด
• Web Site เป็นเครื่องมือที่ใช้สะสมข้อมูลลูกค้า
• นำข้อมูลไปวิเคราะห์หาความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้าเพื่อสร้าง หรือแก้ไข website ที่สามารถตอบสนองได้ดีกว่าเดิม
• รวบรวม กลั่นกรองข้อมูล : เปรียบเทียบข้อมูลลูกค้ากับลูกค้าอื่นๆ และทำการแนะนำสินค้า
Web Site Visitor Tracking
คือ การสร้างประวัติลูกค้าเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรม
Web Site Personalization
จะขึ้นอยู่กับการสร้างเว็บไซด์ให้เหมาะกับความต้องการลูกค้าแต่ละคน นำเสนอเฉพาะข้อมูล การโฆษณา สำหรับสินค้าและบริการที่ลูกค้าผู้นั้นสนใจ ซึ่งมีประโยชน์กับฝ่ายการตลาดเป็นอย่างมาก เพราะไม่ต้องมาจ้าง Salesmen หลายๆคน เพื่อมาเอาใจลูกค้าหลายๆท่าน ทำให้มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง

รูปแบบการทำ E-commerce มี 3 รูปแบบ ดังนี้
flickr:5687803774

1. Brick-and-Mortar Business Strategy
เป็นการใช้กลยุทธ์ที่เป็นลักษณะมีร้านค้าทางกายภาพ มีสถานที่ตั้งชัดเจนในการขายสินค้า และดำเนินธุรกรรมต่างๆผ่านทางหน้าร้าน โดยการใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นแหล่งให้ข้อมูลข่าวสาร หรือข้อมูลผลิตภัณฑ์บนเว็บไซต์ เช่น อินเตอร์เน็ต หากลูกค้าสนใจสินค้าและต้องการซื้อหรือติดต่อ ลูกค้าอาจจะต้องเดินทางหรือโทรศัพท์ติดต่อผ่านทางหน้าร้าน เพราะจะไม่ได้ขายสินค้าหรือบริการผ่านอินเตอร์เน็ต เช่น บริษัท ร้านค้า SMEs โรงงาน ทั่วไป ที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง มีแต่เพียงนำข้อมูลสินค้ามาประชาสัมพันธ์บนเว็บไซต์เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเริ่มต้นของ E-Commerce
ข้อดี : การกระจายสินค้าไปยังลูกค้าสามารถทำได้โดยง่าย อีกทั้งสร้างความไว้วางให้กับลูกค้าเพราะ มีหน้าร้านที่ชัดเจนซึ่งสามารถทำให้ลูกค้าแน่ใจได้ว่าบริษัทฯนั้นมีตัวตนจริงๆ
ข้อจำกัด : ลูกค้าที่ต้องการที่จะซื้อสินค้าต้องเสียเวลาเดินทางมาซื้อสินค้าที่หน้าร้าน อีกทั้งบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสถานที่ตั้งของร้านค้าที่สูง
2. Click only
เป็นรูปแบบที่บริษัทไม่มีหน้าร้าน มีแต่ร้านบน Internet เท่านั้น หรือเรียกว่า virtual company ซึ่งรูปแบบนี้ลูกค้าสามารถเข้าถึงและซื้อสินค้าทาง internet ได้เพียงช่องทางเดียว
ข้อดี : สามารถเข้าถึงลูกค้าได้จำนวนมาก คือคนที่สามารถเข้าถึง Internet ได้ก็สามารถเป็นลูกค้าเราได้ อีกทั้งไม่มี cost โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายหน้าร้านทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าพื้นที่ หรือค่าจ้างพนักงาน สถิติจะเห็นว่า E-commerce ส่วนใหญ่ในไทยประมาณ 70% มีพนักงานเพียงแค่ 1-5 คนเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าลด cost ได้โดยตรง
ข้อจำกัด : ลูกค้าไม่มีโอกาสทดลองสินค้า ไม่มีพนักงานขายคอยอธิบายสินค้าให้กับลูกค้า อีกทั้งกลุ่มของลูกค้าจะมีเฉพาะผู้ที่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้เท่านั้น เช่น misslily.com และ thaiperfume.com เป็นต้น นอกจากนี้คู่แข่งจะมีจำนวนมาก
3. Click & mortar strategy
เป็นรูปแบบที่บริษัทมีทั้งสองช่องทาง คือ มีทั้งช่องทางบนอินเตอร์เน็ต และหน้าร้านค้า ในรูปแบบนี้จะเป็นการพัฒนามาจากร้านค้าที่มีหน้าร้านอยู่แล้ว แต่ต้องการที่จะขยายช่องทางในการขายสินค้า เช่น ศูนย์หนังสือจุฬา KFC หรือเทสโก้โลตัส
ข้อดี : มีช่องทางในการนำเสนอสินค้าให้กับลูกค้าที่หลากหลาย คือ สามารถที่จะทำได้ทั้งสองช่องทางลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น และที่สำคัญสามารถผสมผสานทั้งสองช่องทางร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ต และไปรับสินค้าทางหน้าร้านได้
ข้อจำกัด : บางครั้งเกิดความขัดแย้งหากมีการใช้ทั้งสองช่องทางร่วมกัน เช่น Best Buy ได้เปิดช่องทาง online ให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทาง online ได้ แต่เกิดการต่อต้านจากพนักงาน เนื่องจากทำให้พนักงานขายได้ค่าคอมมิชชั่นน้อยลง เพราะการที่ลูกค้าซื้อช่องทางปกติ พนักงานขายจะได้ค่า commission แต่เมื่อเปิดช่องทาง internet จะเกิดการขัดแย้งระหว่างช่องทาง เรียกว่า channel conflict จึงนำไปสู่การต่อต้านของพนักงานขึ้น

องค์ประกอบของ Business Model

หากบริษัทฯต้องการประสบความสำเร็จบนการทำธุรกิจการค้าบนโลกอินเตอร์เน็ต บริษัทฯควรต้องศึกษาองค์ประกอบในรายละเอียดต่างๆ ซึ่งแบ่งแยกย่อยเป็น 5 องค์ประกอบได้ดังนี้
1) Revenues Model
บริษัทฯจะต้องศึกษาแหล่งที่มาของรายได้ วิธีการสร้างรายได้และการขายสินค้าให้แก่ลูกค้า รวมทั้งกลไกและกลยุทธ์ด้านราคา
2) Value Proposition
บริษัทฯจะต้องศึกษาว่าแท้ที่จริงแล้วอะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการจากตัวสินค้าที่เรานำเสนอออกไป และ อะไรคือสิ่งที่ตอบโจทย์หรือแก้ปัญหาความต้องการเหล่านั้นได้ตรงจุดได้มากที่สุด จนสามารถทำให้ลูกค้ายอมเสียเงินซื้อสินค้าเพื่อแลกกับสิ่งที่เขาจะได้รับ
3) Competitive Environment
หากสินค้าของเรานั้นไม่ใช่สินค้าที่ไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้นเราย่อมมีคู่แข่งขันที่อยู่ในตลาด เราควรศึกษาแนวโน้มว่าบริษัทฯอื่นกับเราอยู่ในตลาดใด มีความน่ากลัวเพียงใด ศึกษาว่าคู่แข่งขันนั้นๆอยู่ในตำแหน่งไหนในตลาด มีข้อดีข้อด้อย หรือจดแข็งจุดอ่อน มีสินค้าเหมือนกันมากน้อยเพียงใด เป็นคู่แข่งทางตรงหรือทางอ้อม เป็นผู้นำตลาดหรือผู้เล่นรายใหม่ เราสามารถเอาชนะได้หรือไม่ทั้งในปัจจุบันรวมทั้งอนาคต
ประเด็นที่สำคัญอีกด้านก็คือการดำเนินกลยุทธ์ใดๆในโลกออนไลน์นั้น ย่อมไม่สามารถหนีพ้นจากสายตาของคู่แข่งได้ จึงทำให้เกิดการลอกเลียนแบบได้ง่าย ดังนั้นการกำหนดกลยุทธ์ในโลกออนไลน์จึงจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยนี้อย่างถี่ถ้วนด้วย
4) Marketing Strategy
การศึกษาและวางแผนรวมทั้งการดำเนินการด้านกลยุทธ์ต่างๆของบริษัทฯว่ามีรูปแบบใด จะมีการโฆษณา ประชาสัมพันธ์หรือส่งเสริมการขายอย่างไร เพื่อที่จะดึงลูกค้าใหม่ๆเข้ามาซื้อของหรือรับบริการต่างๆจากเรา ตลอดจนการรักษาฐานลูกค้า อีกทั้งบริหารกลยุทธ์ด้านภาพรวมทางการตลาด ตราสัญลักษณ์ ภาพลักษณ์สินค้าและองค์กร
5) Management Team
ทรัพยากรบุคคลเป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกับภาคส่วนอื่นๆ ในการดำเนินธุรกิจ ทั้งในฐานะผู้บริหารระดับสูงหรือเจ้าของ จะมีวางแผนหรือการควบคุมให้ผู้บริหารลำดับถัดไปได้ปฏิบัติงานได้ดีมากน้อยเพียงใด อะไรคือสิ่งที่บริษัทฯได้รับความรู้ ศึกษาวิธีการและหาประสบการณ์และตัดสินใจแก้ปัญหาต่างๆได้

Typical Revenue Models for EC

ถือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของ Business Model ซึ่งที่มาของรายได้ของบริษัท สามารถแบ่งได้เป็น 5 รูปแบบ ดังนี้
1) Affiliate marketing (รายได้จากการอ้างอิง) บริษัทมีส่วนแบ่งรายได้ที่รับมาจากการนำลูกค้าไปยังเว็บไซต์หรือสินค้าที่ใช้บริการ มีลักษณะคล้ายกับค่านายหน้า เช่น บริการ Adsense เป็นต้น
2) Subscription based ( รายได้จากค่าสมาชิก) บริษัทเรียกเก็บค่าสมาชิกในการให้ข้อมูล ให้สินค้า หรือให้บริการ แก่สมาชิกในเครือข่ายซึ่งอาจเรียกเก็บเป็นรายเดือน หรือรายปี เช่น Wallstreet Jounal, เว็บที่ให้บริการเกมออนไลน์ ต่างๆ เป็นต้น
3) Transaction fees (รายได้จากการทำธุรกรรม) บริษัทมีส่วนแบ่งรายได้ที่รับมาจากการช่วยเหลือการทำธุรกรรมให้ผู้ซื้อหรือผู้ขายพบกัน หรือการชำระค่าสินค้าที่ลูกค้าต้องการ เช่น Paypal เป็นต้น
4) Traditional Sales (รายได้จากการขายสินค้าและบริการ) บริษัทมีรายได้ที่รับมาจากการขาย แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการจากผู้ซื้อ เช่น Amazon, itune เป็นต้น
5) Web Advertising(รายได้จากการขายโฆษณา) บริษัทมีรายได้ที่รับมาจากการขายโฆษณาทั่วไปบนหน้าเว็บไซต์ของบริษัทนั้นๆ เช่น Sanook , Kapook, Manager, Mthai, pantip เป็นต้น

รูปแบบธุรกิจบนอินเตอร์เน็ต (Internet business models)

• Pure-Play model vs Click-and-mortar models
บริษัทที่หวังทำธุรกิจเพื่อเติบโตบนโลกอินเตอร์เน็ตนั้นมักจะใช้กลยุทธ์ ทั้ง 2 อย่างนี้ หรืออย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ขึ้นอยู่กับตัวสินค้าและความต้องการของผู้ซื้อซึ่งจะมีซับซ้อนมาก อีกทั้งมีข้อดีข้อเสียและมีความแตกต่างกันไป เช่น หากบริษัทเป็นแบบขายสินค้าบนเว็บไซต์อย่างเดียวไม่มีหน้าร้าน อาจทำให้ต้นทุนต่ำลง ซึ่งราคาขายอาจลดลงได้บ้าง หรืออาจจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องความน่าเชื่อถือว่าถึงมือผู้ซื้อ
• Social network
ปัจจุบันเครือข่ายสังคมบนโลกอินเตอร์เน็ตได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันกันแทบทุกคน ซึ่งเครือข่ายออนไลน์นี้จะเข้ามาแก้ปัญหาเรื่อง ระยะทาง เวลา ความพร้อมของแต่ละบุคคลในการพบปะพูดคุย เป็นช่องทางใหม่ที่ติดต่อสื่อสารกันได้ทุกเวลา เป็นที่พบปะนัดสังสรรค์พูดคุยได้ รวมทั้งสามารถทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกันได้ เช่น ประชุม, เล่นเกม ทำให้ผู้ใช้แต่ละคนก็สามารถแสดงความเห็นและแบ่งปันสิ่งที่ตนมีกับคนที่รักในสิ่งที่เหมือนๆกัน โดยส่วนใหญ่จะต้องทำการลงทะเบียนหรือเป็นสมาชิกของเครือข่ายนั้นๆก่อน
ฉะนั้นบริษัทฯที่เล็งเห็นถึงจุดนี้จะต้องลงลึกในรายละเอียดว่าสังคมออนไลน์นี้ต้องการอะไร และนำเสนอเว็บไซต์ที่ขายสินค้าเฉพาะกลุ่ม (Social shopping site) ให้ตรงจุดประสงค์ และบางครั้งในบางโอกาส กลยุทธ์ทางการตลาดที่ใช้บนโลกอินเตอร์เน็ตอาจเป็นแบบ One-to-one marketing กล่าวคือตอบสนองต่อลูกค้าผู้เข้าชมเว็บไซต์นั้นเป็นรายบุคคล เว็บไซต์อาจนำเสนอโฆษณาที่ลูกค้ารายนั้นๆสนใจ ซึ่งหากเป็นลูกค้ารายอื่นการโฆษณาอาจเปลี่ยนแปลงไปก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริษัทจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานของลูกค้ารายนั้นๆและแหล่งที่มาของข้อมูลด้วย
• Online marketplace
เป็นเว็บไซต์เชิงธุรกิจการค้าที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวกลาง เป็นสถานที่ และแหล่งนัดพบปะของผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งก่อให้เกิดธุรกรรมการค้าได้ ผู้ซื้อสามารถหาสินค้าที่เขาต้องการ ตามจำนวน ราคา คุณภาพ รูปลักษณะและข้อมูลได้จากเว็บไซต์นี้ และทางผู้ขายก็สามารถประชาสัมพันธ์ จัดตั้งราคาเองได้ โดยตัวกลางอาจมีส่วนแบ่งรายได้เข้ามา ซึ่งจะทำให้ทั้ง 3 ฝ่ายจะได้ประโยชน์ร่วมกัน (win-win)
• Content provider
เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการและจัดหาเชิงข้อมูล เช่น ข้อมูลสินค้าผลิตภัณฑ์ ข่าวสารสถานการณ์ ดนตรี ภาพถ่าย วีดีโอ บนเว็บไซต์นั้นๆ หรืออาจจะนำข้อมูลจากหลากหลายแหล่งที่มาเพื่อทำการขายหรือให้บริการต่อไปอีกทอดหนึ่งก็ได้
• Service provider
ปัจจุบันในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของ web 2.0 เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้ให้บริการต่างๆในหลายรูปแบบ เช่นให้ผู้สนใจหรือสมาชิกได้รับการแบ่งปันภาพถ่าย สามารถปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นได้ทันที หรือแม้กระทั่งให้บริการฟรีด้านการจัดเก็บข้อมูลบนเครือข่ายโลกอินเตอร์เน็ต
• Portals
ธุรกิจประเภทนี้คือเป็นเว็บไซต์ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง (หรือเรียกว่า เว็บท่า) ซึ่งทำหน้าที่หลักคือให้บริการข้อมูลสำหรับ link ไปสู่เว็บไซต์อื่นๆ โดยผู้ให้บริการมักจะนำเสนอบริการด้านอื่นๆควบคู่ไปด้วย บางครั้งจะมีข้อมูลเนื้อหาและ การเชื่อมต่อ ที่มากมายมหาศาล ซึ่งเรามักจะเรียกเว็บไซต์เหล่านี้ได้ว่า Supersite และจากการที่ข้อมูลจราจรเข้า-ออกบนเว็บไซต์นี้มีปริมาณสูงมาก บางครั้งจึงเข้าถึงได้ช้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบถึงสมาชิก หรือผู้ท่องโลกอินเตอร์เน็ตทั่วไปได้
• Virtual Storefront
รูปแบบนี้ธุรกิจมักจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์ และจัดการการขายให้ลูกค้าที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้โดยตรง โดยส่วนมากจะเป็นธุรกิจเฉพาะอย่าง ซึ่งจะไม่มีหน้าร้านขาย
• Information Broker
เป็นแหล่งข้อมูลของสินค้าที่ช่วยในการจัดหา หรือเปรียบเทียบราคาสินค้า หรือ review สินค้า ซึ่งรายได้หลักของธุรกิจประเภทนี้จะมาจากการโฆษณา รองลงมานั้นมาจากการอ้างอิง
• Transaction Broker
เป็นธุรกิจตัวกลางอีกหนึ่งประเภทที่นำผู้ซื้อและผู้ขายมาเจอกัน ซึ่งช่วยในการชำระเงิน หรือลดขั้นตอนอย่างหนึ่งอย่างใดในการทำธุรกรรมให้บริการของเว็บไซต์ขายสินค้านั้นๆ ซึ่งข้อมูลหรือสินค้าที่ซื้อ รวมทั้งราคาขายต่อบุคคลทั่วไปและบริษัทฯธุรกิจ ซึ่งบริษัทฯจะมีรายได้จากค่าธรรมเนียมของแต่ละธุรกรรมนั้นๆ
- Electronic Storefronts เป็นเว็บไซด์ออนไลน์ของบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทเกี่ยวกับ Brick and Mortar หรือ Click-and-Mortar Business
- Electronic Malls เป็นเว็บไซด์ที่เป็นการนำเอา Electronic Storefronts หลาย ๆ ร้านเข้ามารวมที่เว็บไซด์
- Electronic Catalogs เป็นการนำเสนอสินค้าทางอินเตอร์เน็ตเป็นในยุคแรก
- E-Auctions เป็นการประกาศซื้อขายสินค้า หรือการประมูลผ่านเว็บไซด์
- E-Classifieds เป็นช่องทางให้ผู้บริโภคนำสินค้ามาประกาศขายผ่านทางอินเตอร์เน็ต
- Bartering & Negotiations เป็นการซื้อขายแบบดั้งเดิมมีการแลกของกันโดยถ้าต้องการสินค้า ก็ post ไว้ในเว็บไซด์
- Online Job Market เป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการหางานผ่านทางอินเตอร์เน็ต
- Travel Services เป็นตัวแทนที่มีการนำเสนอโปรโมชั่น หรือแพ็คเกจต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว
- Real Estate Online เป็นเว็บไซด์ที่เกี่ยวกับการซื้อ-ขายบ้าน การซื้อขายที่ดินออนไลน์
- E-Marketing Trends เป็นการทำการตลาดผ่าน social media

การวิวัฒนาการของ E-Commerce แบ่งเป็น 3 ยุค ดังนี้ (Stages of B2C E-Commerce)
flickr:5687318801


ยุคที่ 1 E-information เป็นแบบทางเดียว คือ การนำเสนอข้อมูลสินค้าผ่านทาง web ลักษณะคล้าย brochure ลูกค้าเดินทางมาที่ร้านค้าเอง
ยุคที่ 2 E-integration ลูกค้าสามารถเข้าไปเลือกซื้อสินค้าได้จองสินค้าได้ แต่การจ่ายเงิน ยังไม่สามารถทำธุรกรรมด้านการเงินบนเว็บไซด์ได้
ยุคที่ 3 E-Transaction คือ ลูกค้าสามารถเข้าไปทำธุรกรรมได้โดยตรงสามารถซื้อสินค้า และบริการได้โดยตรง สามารถจ่ายเงิน หรือทำธุรกรรมด้านการเงินบนเว็บไซด์ได้

E-Tailing ย่อมาจาก "electronic retailing"

• เป็นการขายสินค้าและบริการบนอินเตอร์เน็ต
• เป็นธุรกิจแบบ Click-and-mortar เช่น walmart.com
• ธุรกิจแบบ Click only เช่น Amazon.com
• Virtual company เช่น Priceline.com แต่ไม่ใช่ brick&mortar แน่นอน เพราะ E-trailing เป็นรูปแบบหน้าร้านทาง internet จะมีหน้าร้านช่องทางปกติอยู่ แต่ลูกค้าสามารถที่จะซื้อสินค้าบนเว็บได้โดยตรง

ข้อได้เปรียบของ E-Tailing

ข้อได้เปรียบของสินค้า
• ความหลากหลายของสินค้า ไม่มีข้อจำกัดในด้านพื้นที่ เช่น ชั้นวางสินค้า
• ง่ายต่อการเปรียบเทียบเพื่อซื้อสินค้า
ข้อได้เปรียบด้านสถานที่
• ทุกที่ ทุกเวลา
• การซื้อบน global scale
ข้อได้เปรียบด้านราคา
• อัตราหมุนเวียนสินค้าคงเหลือสูง
• ไม่มีข้อจำกัดทางกายภาพในเรื่องของพื้นที่ และสามารถลดต้นทุนในเรื่องของค่าจ้างพนักงาน

ทฤษฎีหางยาว (The Long Tail)

เป็นทฤษฎีที่อธิบายความสามารถในการที่จะประสบความสำเร็จของ E-Commerce โดยความต้องการสินค้าของคนจะมีลักษณะเป็นรูประฆังคว่ำ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีคนต้องการเป็นมาตรฐาน แต่บางคนก็มีความต้องการที่แตกต่างกัน
โดยช่วง Main Stream จะเป็นสินค้าที่คนส่วนใหญ่ต้องการ เช่น หนังสือ Gossip เป็นต้น ส่วนช่วง Long tail จะเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น Text Book เป็นต้น ซึ่งตัวอย่างของสินค้าที่ขายดีใน E-Bay คือสินค้า Long Tail เนื่องจากว่าสินค้าในช่วง Main Stream ลูกค้าสามารถหาซื้อที่ไหนก็ได้

flickr:5687318805
ข้อจำกัดของ E-Tailing

- มีความล่าช้าในการส่งสินค้า กล่าวคือ มีช่องว่างระหว่างระยะเวลาในการชำระเงินจนถึงได้รับสินค้า ยกเว้นสินค้าดิจิตอล
- ยังขาดข้อมูลทางด้านประสาทสัมผัส เช่น กลิ่น รส ความรู้สึก เป็นต้น กล่าวคือ ลูกค้าไม่มีโอกาสที่จะทดลองสินค้า

กฎขั้นพื้นฐานของ E-commerce

- เสนอขายสินค้าที่มีความแตกต่าง มีความเฉพาะ ไม่ควรขายสินค้าที่ลูกค้าสามารถหาได้ทั่วไปตามท้องตลาด
- เว็บไซต์ต้องมีความสวยงาม น่าดึงดูดใจ ชัดเจนในการนำเสนอ มีรูปแบบที่ไม่สับสนมากเกินไป
- เว็บไซต์ต้องเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและความรวดเร็ว
- เว็บไซต์ต้องสร้างแรงจูงใจให้กับลูกค้ากลับมาใช้อีกครั้ง สามารถสร้างชุมชนบนเว็บไซต์
- ต้องมีการโฆษณาสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ที่เชิญชวน

Web Site Rules: Rule 1

Web Site Rules: Rule 2

Web Site Rules: Rule 3

Web Site Rules: Rule 4

Web Site Rules: Rule 5

- Pull Marketing ทำการโฆษณาโดยนำ URL ของ website มาแปะไว้บนสินค้าหรือของแถมเพื่อการประชาสัมพันธ์ website หรือการโฆษณา website ยัง website อื่น
- Pay per click การโฆษณาผ่าน search engine โดยการประมูลซื้อ Key word โดยเกิดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเมื่อผู้ใช้ click เข้ามา ซึ่งอาจมีปัญหาในด้าน click fraud คือ click ที่ไม่มีความตั้งใจในการซื้อสินค้าจริงๆ แต่ต้องการให้เจ้าของ website เสียค่าโฆษณาให้บริษัท search engine โดยมี click fraud 2 ประเภท
- Network click fraud บริษัท search engine เป็นผู้สร้าง click fraud เช่น Google
- Competitive click fraud บริษัทคู่แข่งเป็นผู้สร้าง click fraud หรือ พนักงานที่เคียดแค้นบริษัท เป็นผู้สร้าง click fraud
Web Site Rules: Rule 6

Search Engine marketing

- ค่าธรรมเนียมเมื่อ search engine ปรากฏผลลัพธ์
หากยังไม่สามารถโน้มน้าวให้สั่งซื้อ บริษัทอาจจะใช้วิธี
- Search engine advertising — Sponsored search: Pay-per-click (จ่ายเมื่อคลิกเข้าไป)
- Search engine optimization

Types of C2C E-Commerce

ผู้บริโภคกับผู้บริโภคหรือซีทูซี ( C-to-C = Consumer-to-Consumer) คือ ประเภทที่ผู้บริโภคประกาศขายสินค้าแล้วผู้บริโภคอีกรายหนึ่งก็ซื้อไป เช่น Ebay.com, Tarad.com, Thai2hand.com เป็นต้น ซึ่งผู้บริโภคสามารถจ่ายเงินให้กันทางบัตรเครดิตได้ เป็นการค้าระหว่างบุคคล ถึง บุคคล (ค้าปลีก ปกติปริมาณขายจะน้อย)

flickr:5687318807

• Bartering Bargaining : เป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการโดยปราศจากรายการทางการเงิน
• Reverse Auctions Tendering : ให้ผู้ขายนำสินค้าขึ้น Post และให้ผู้ซื้อ bid แข่งกัน
• Forward Auctions : การจัดซื้อจัดจ้างให้ผู้ซื้อ Post spec และให้ผู้ขาย bid
• Exchanges : ตลาดกลางที่ผู้ซื้อกับผู้ขายมารวมกัน

E-Auctions

คือ กระบวนการประมูลซื้อขายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์โดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามา ใช้เพื่อจัดการระบบการประมูลอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มขีดความสามารถในการจัดหาและจัดจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์
ในปัจจุบันนี้มีการประมูลออนไลน์ที่นิยม 2 วิธี คือ
1. Forward auction เป็นการประมูลเพื่อขายสินค้า โดยผู้ขายจะนำสินค้าไป Post และให้ผู้ซื้อ bid แข่งกัน ผู้ซื้อที่ให้ราคาประมูลสูงสุดเป็นผู้ที่ได้สินค้าชิ้นนั้นไป เช่น eBay
2. Reserve auction เป็นการประมูลเพื่อซื้อสินค้า โดยผู้ซื้อไป Post ข้อมูลสินค้าที่ตนเองต้องการ และให้ผู้ขาย bid แข่งกัน ผู้ขายที่ให้ราคาประมูลต่ำสุดเป็นผู้ชนะ เช่น โครงการจัดซื้อจัดจ้าง เช่น Priceline.com, RentACoder.com เป็นต้น
E-Auction Fraud ปัญหาหลัก คือ การฉ่อโกง ซึ่งสามารถแบ่งประเภทได้ ดังนี้
1.Bid luring : ผู้ขายทำการปั่นราคาสินค้าของตัวเอง ทำให้ราคาสินค้าขึ้นเร็ว
2.Reproductions : ผู้ขายทำการนำเสนอสินค้าของจริง แต่ขายสินค้าปลอมให้กับลูกค้า
3.Bid shielding : การปั่นราคาสินค้า โดยการประมูลให้มีราคาสูงๆ
4.Shipping fraud : ผู้ขายนำเสนอเฉพาะราคาสินค้า ที่ยังไม่ได้รวมค่าขนส่งสินค้า ซึ่งมีราคาที่สูง
5.Payment failure : มีการส่งสินค้าแล้ว แต่ไม่มีการชำระเงิน
6.Nonshipment : ผู้ซื้อทำการที่จ่ายเงินไปแล้ว แต่ผู้ขายไม่ได้ส่งสินค้าให้
M-commerce คือรูปแบบการทำธุรกรรมผ่านทางอุปกรณ์ mobile แบ่งเป็น
1.การสั่งซื้อสินค้าและที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงิน ได้แก่ การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์, การสั่งซื้อสินค้าจากตู้ขายสินค้า, การซื้อขายหุ้น,การจ่ายบิล เป็นต้น
2.การจองหรือสำรอง ได้แก่ ตั๋วเครื่องบิน ตั๋วหนัง คอนเสิร์ต การแข่งกีฬา หรือร้านอาหารและที่พัก
3.สื่อบันเทิงและข้อมูลข่าวสาร ได้แก่การดาวน์โหลดและเล่นเกม สื่อหนังและเพลง ข่าวสารทั่วไปและพยากรณ์อากาศ
ปัจจัยหลักของ M-Commerce (Key Drivers of M-Commerce)
ในปัจจุบันเนื่องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตและสามารถ พกพาติดตัวได้ตลอดจึงเป็นแรงผลักดันที่สำคัญ
B2B e-Commerce
เป็นรูปแบบของการทำธุรกรรมระหว่างบริษัทกับบริษัท ซึ่งใช้มากที่สุดในโลก โดยเทคโนโลยีหลักที่ใช้ใน B2B คือ Electronic Data Interchange (EDI) และ Extranets
Extranets
เป็นการเชื่อมต่อระหว่างบริษัทกับผ่านทางอินเตอร์เน็ตซึ่งมี cost ต่ำกว่า EDI นอกจากนี้ใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานของอินเตอร์เน็ตในการเข้าถึงข้อมูลแต่จะมี limit ในเรื่องของการเข้าถึงข้อมูล พวก VPN และ Firewall
Extranet System Architecture
- เป็นการโครงสร้างเชื่อมต่อผ่านระบบ Internet
- Virtual Private Network (VPN) หมายถึง เครือข่ายเสมือนส่วนตัว ที่ทำงานโดยใช้ โครงสร้างของเครือข่ายสาธารณะ หรืออาจจะวิ่งบนเครือข่ายไอพีก็ได้ แต่ยังคงความเป็นเครือข่ายเฉพาะขององค์กรได้ด้วยการเข้ารหัส package ก่อนส่ง เพื่อให้ข้อมูลมีความปลอดภัยมากขึ้น VPN เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อเครือข่ายนอกอาคาร (WAN-Wide Area Network) ที่กำลังเป็นที่สนใจและเริ่มนำไปใช้ในหน่วยงานที่มีหลายสาขา หรือมีสำนักงานกระจัดกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค ในระบบ VPN การเชื่อมต่อระหว่างสำนักงานโดยใช้เครือข่าย Internet แทนการต่อเชื่อมด้วย Leased line หรือ Frame Relay
- ใช้ในการจัดการ Supply Chain
Intranets
- เป็นการเชื่อมต่อระหว่างพนักงานกับองค์กร(B2E)โดยเฉพาะเรื่องการทำ training เรื่องของการติดต่อสื่อสารภายในองค์กร ใช้กับองค์กรที่มี page มากกว่า 1ล้านหน้า และพนักงาน 200,000 คน
Intranet System Architecture
- ใช้ Firewall ในการป้องกัน และรักษาความปลอดภัย และใช้ VPN ในการเข้าถึง Intranet ในพื้นที่ที่ห่างไกล
- Firewall คือ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่องค์กรต่างๆมีไว้เพื่อป้องกันเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ภายในของตน จากอันตรายที่มาจากเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายนอก เช่น ผู้บุกรุกหรือ Hacker Firewall จะอนุญาตให้เฉพาะข้อมูลที่มีคุณลักษณะตรงกับเงื่อนไขที่กำหนดไว้ผ่านเข้าออก ระบบเครือข่ายภายในเท่านั้น อย่างไรก็ตาม Firewall ไม่สามารถป้องกันอันตรายที่มาจากอินเทอร์เน็ตได้ทุกรูปแบบ ไวรัสก็เป็นหนึ่งในนั้น ดังนั้นจึงไม่สามารถรับรองได้ว่าความปลอดภัยหรือความลับของข้อมูลจะมีอยู่ ร้อยเปอร์เซ็นต์ถึงแม้ว่าจะมีการใช้ Firewall แล้วก็ตาม
Intranet : Training
- พนักงานบริษัทได้รับการฝึกอบรม
- มีการฝึกอบรมที่มีคุณภาพ
- เพื่อการปรับปรุงธุรกิจ
- ลดต้นทุน เช่น ลดต้นทุนในการท่องเที่ยว
Intranet : online entry of information
คือการใช้ web browser เข้าไปหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต เช่น Microsoft MSExpense

การใช้เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตลักษณะที่แตกต่างระหว่าง internet, intranet และextranet

• อินเทอร์เน็ต (Internet) คือ การเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์หลายๆเครือข่ายทั่วโลกเข้าด้วยกัน หรืออีกความหมายก็คือการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์จำนวนนับล้านๆเครื่องทั่วโลกเข้าด้วยกันโดยผ่านโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคม
• อินทราเน็ต(Intranet) คือ ระบบเครือข่ายภายในองค์กร เป็นบริการ และการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เหมือนกันอินเทอร์เน็ต แต่จะเปิดให้ใช้เฉพาะสมาชิกในองค์กรเท่านั้น เช่น อินทราเน็ตของธนาคารแต่ละแห่ง หรือระบบเครือข่ายมหาดไทย ที่เชื่อมศาลากลางทั่วประเทศ
• เอ๊กซ์ทราเน็ต(Extranet) หรือ เครือข่ายภายนอกองค์กร ก็คือระบบเครือข่ายซึ่งเชื่อมเครือข่ายภายในองค์กร (Internet) เข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายนอกองค์กร เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ของสาขาของผู้จัดจำหน่ายหรือของลูกค้า เป็นต้น
• B2B, B2E ใช้บน extranet และ intranet
• Internet ใช้สำหรับ B2C

รูปแบบ Business Model แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
flickr:5687318813

1.Private Exchange
เป็นรูปแบบ B2B ระหว่าง บริษัทและบริษัทผู้ค้า เจ้าของเครือข่ายจะเป็นบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เช่น Wall Mart ที่มีระบบการเชื่อมต่อระหว่างบริษัทกับ supplier และ dealer โดยตรง

flickr:5687318815

2. Net Marketplace หรือ e-hubs
เป็นอีก model ที่ใช้ใน B2B คือ Net Market place ที่เปรียบเหมือนตลาดกลางให้บริษัทที่ต้องการซื้อสินค้า และ บริษัทที่ต้องการขายสินค้ามาพบกัน แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. Vertical เป็น Net Marketplace อุตสาหกรรมเฉพาะด้าน
2. Horizontal เป็น Net Marketplace อุตสาหกรรมทั่วไป

E-Government

เป็นรูปแบบของการใช้ E Commerce จากภาครัฐ
ประโยชน์
• ลดค่าใช้จ่าย
• เพิ่มคุณภาพในการให้บริการ
• เพิ่มการเข้าถึงข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ และ ประชาชน
• ลดการ คอร์รับชั่น และ สร้างความโปร่งใสได้มากขึ้น
ประเภทของ E-Government สามารถแบ่งได้ 4 ประเภท ได้แก่
• Government-to-citizens (G2C) รูปแบบระหว่างรัฐบาลกับประชาชน เช่น การเสียภาษีออนไลน์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต, เวปไซด์ของสำนักนายกรัฐมนตรี www.1111.go.th ที่สามารถเข้าไปร้องเรียนเรื่องราวต่างๆได้โดยตรง
• Government-to-business (G2B) รูปแบบระหว่างรัฐกับเอกชน ใช้ในรูปแบบการจัดซื้อ จัดจ้าง เช่น www.gprocurement.go.th ที่แสดงข้อบังคับขอกระทรวงการคลัง ในกรณีที่มีการจัดซื้อ จัดจ้าง จะต้องนำไปประกาศใน เว็บไซด์นี้ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส
• Government-to-government (G2G) รูปแบบระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล เช่น GFMIS ที่จัดทำงบประมาณหน่วยงาน
• Government-to-employees (G2E) รูปแบบระหว่างรัฐบาลกับพนักงานของรัฐ เช่น การชำระเงิน หรือ การอบรมต่างๆ

Stage of E-Government (วิวัฒนาการของ E-Government)
flickr:5687365337

1. นำเสนอข้อมูลของหน่วยงาน โดยใช้เว็บไซด์
2. สร้างแบบฟอร์มที่ให้ประชาชนเข้ามา download ได้
3. สร้างการติดต่อ 2 ทาง คือ ให้ประชาชนสามารถ feedback ได้
4. ประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่หน่วยงานของรัฐ สามารถทำธุรกรรมผ่านทาง internet ได้โดยตรง เช่น e-revenue
5. เป็น one-stop service คือ เป็นเว็บไซด์เดียวที่รวบรวมบริการต่างๆในที่เดียว

Worldwide initiatives & Best practices

ตัวอย่างของเว็บไซด์ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ European Union: http://europa.eu/debateeurope/index_en.htm ซึ่งเป็นเว็บไซด์ที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นในด้านต่างๆ เช่น แสดงความเห็นทางด้านการเมือง เป็นต้น