CLOUD COMPUTIG กับ IT ในโลกอนาคต 5320221053
flickr:5634168274

แนวโน้มของเทคโนโลยีที่กล่าวขานกันมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ CLOUD COMPUTING นักวิเคราะห์จากค่ายต่างๆและองค์กรต่างๆก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก บริษัทวิจัยอย่าง GARTNER ได้จัดให้ CLOUND COMPUTING เป็น TOP IT TECHNOLOGY TRENDS 2011 ซึ่งนับเป็นปีที่สองติดต่อกันหลังจากที่ GARTNER เคยจัดให้เป็นอันดับสองปี 2009 และอันดับหนึ่งปี 2010
CLOUD COMPUTING เป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจจากหลายๆ ด้าน แม้ช่วงนี้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาด้านสถาปัตยกรรมระบบ แต่ถือว่าเป็นการตอบโจทย์ทั้งด้านความต้องการของผู้ใช้และทรัพยากรที่จำกัด เช่น ผู้ใช้งานระบบต้องการพื้นที่ในการเก็บข้อมูล ความเร็วในการประมวลผล และติดต่อลูกค้า CLOUD COMPUTING จะเข้ามาทำการประมวลผลตามความต้องการทั้งเรื่องของพื้นที่ และสามารถจำกัดความเร็วในการประมวลผลให้ตรงความต้องการของผู้ใช้งานที่ร้อง ขอไป
ทุกวันนี้ เทคโนโลยี CLOUND COMPUTING ดูจะเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้นและมักมีการพูดถึงกันบ่อยครั้งขึ้น ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแนวโน้มการนำคลาวด์ คอม พิวติ้งไปประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ในปัจจุบัน เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หรือจากองค์กรต่าง ๆ มากมายทั้งในและต่างประเทศ
จากข้อมูลแนวโน้มของระบบเทคโนโลยี คลาวด์ คอมพิวติ้ง คาดว่าจะเติบโตถึง 300% ในปี พ.ศ. 2556 จากปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดต้นทุน ทำให้ทุกบริษัทจำเป็นต้องปรับตัว หันมาใช้เพื่อการแข่งขันและความอยู่รอด ล่าสุด เขตอุตสาหกรรมซอฟแวร์ประเทศไทย (ซอฟต์แวร์พาร์ค) ร่วมกับ บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ (ทรูไอดีซี) ได้จัดทำ “โครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยบนเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้ง” เพื่อเตรียมความพร้อมให้ซอฟต์แวร์ไทยก้าวสู่ระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง ผ่านการดำเนินงาน 3 แนวทาง คือ เร่งสร้างความเข้าใจ และสร้างผู้เชี่ยวชาญในเชิงปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการด้านซอฟต์แวร์ เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ จัดหาระบบให้ทดลองใช้ และให้คำปรึกษา พร้อมขยายความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการระบบคลาวด์ คอมพิวติ้งรายอื่น เพื่อสร้างทางเลือกที่หลากหลาย มีระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ มี.ค.-ธ.ค. 2553

flickr:5633585983

CLOUD COMPUTING คืออะไร

CLOUD COMPUTING คือ การรวมทรัพยากรของระบบไอที ทั้งซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ ไว้ที่แม่ข่ายส่วนกลาง แล้วให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นวิธีการประมวลผลข้อมูลที่อิงกับความต้องการของผู้ใช้ โดยผู้ใช้สามารถระบุความต้องการไปยังซอฟต์แวร์ของระบบ CLOUD COMPUTING จากนั้นซอฟต์แวร์จะร้องขอให้ระบบจัดสรรทรัพยากรและบริการให้ตรงกับความต้อง การผู้ใช้ ทั้งนี้ระบบสามารถเพิ่มและลดจำนวนของทรัพยากร รวมถึงเสนอบริการให้พอเหมาะกับความต้องการของผู้ใช้ได้ตลอดเวลา โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบเลยว่าการทำงานหรือเหตุการณ์เบื้องหลังเป็น เช่นไร ช่วยลดต้นทุนทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์รวมถึงบุคลากรผู้ดูแลระบบ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระดับสูง เปิดโอกาสให้ธุรกิจทุกรายสามารถเข้าถึงได้ง่าย มีแนวโน้มว่า CLOUD COMPUTING จะมีอิทธิพลต่อด้านอื่น ๆ เช่น เศรษฐกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดอีกด้วย

flickr:5634959862

ด้านทางเทคนิค

หากวิเคราะห์ด้านเทคนิค ระบบ CLOUD COMPUTING ประกอบด้วยสองส่วน คือส่วนเครือข่ายความเร็วสูงที่ใช้เชื่อมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคนเข้าด้วยกัน และส่วนที่เป็น SERVER ซึ่งต่อกับอินเทอร์เน็ต และพร้อมที่จะต้อนรับลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาทางอินเทอร์เน็ตจำนวนหลายร้อยหลายพันคนพร้อมๆกัน เครื่อง SERVER เหล่านี้ มีพลังสูงและมีข้อมูลมากมายพอที่จะบริการแต่ละอย่างได้ด้วยความเร็ว
DARY PLUMMER ได้กล่าวถึงคุณสมบัติ 5 ประการของ CLOUD COMPUTING ซึ่งน่าจะเป็นพื้นฐานสำคัญหากจะสร้างระบบขึ้นมาใช้
SERVICE-BASED ต้องจัดบริการให้ชัดเจน เป็นแบบ “พร้อมใช้งานทันที” โดยเทคโนโลยีที่รองรับ ต้องดี แรง และโตพอที่จะรับความต้องการของลูกค้าในระดับต่างๆได้ ปรับเปลี่ยนคุณสมบัติได้ตามที่ลูกค้าต้องการได้ ต้องราคาต่ำกว่าทางเลือกอื่นที่ลูกค้าจะลงทุนทำเอง
SCALABLE AND ELASTIC บริการต้องลด-ขยายความจุ และความเร็วตามที่ลูกค้าต้องการ ลูกค้าสามารถเลื่อกที่จะเพิ่ม/ลดบริการได้ตามที่ต้องการ คำว่า SCALABLE มักจะหมายถึงความแรงของคอมพิวเตอร์ ขนาดความจุของดิสก์ และความเร็วของเครือข่าย คำว่า ELASTIC ไม่เพียงแต่จะหมายถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่หมายถึงความสามารถที่จะเลือกทรัพยากรที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ลูกค้าอาจจะต้องการความจุข้อมูลมาก คำนวณมาก แต่จราจรน้อย หรือมีข้อมูลไม่มาก แต่มีจราจรหนัก ฯลฯ
SHARED ต้นทุนของบริการจะต่ำได้ก็ต่อเมื่อโครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างในระบบเป็นสิ่งที่ใช้ร่วมกัน เช่น อุปกรณ์ แหล่งจ่ายไฟฟ้า ซอฟต์แวร์ และข้อมูลบางชนิด โดยที่ลูกค้าไม่รู้ตัว ว่าบริการที่ดีเยี่ยมเช่นนี้ที่จริงมีต้นทุนต่ำ เพราะใช้ทรัพยากรร่วมกับบริการชนิดอื่น ที่ทำให้แก่ลูกค้าอื่น
METERED BY USE ต้องมีระบบเก็บเงินตามปริมาณการใช้งานของบริการ โดยอาจจะมีรูปแบบธุรกิจได้หลายแบบ เช่นเก็บค่าสมาชิก เก็บตามรายการ เก็บตามเวลา หรือไม่เก็บค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่ไปหารายรับจากแหล่งอื่น เช่นโฆษณา หรือผู้อุปถัมภ์โครงการ
USER INTERNET TECHNOLOGIES บริการเกิดขึ้นผ่าน URL หรือโพรโทคอลของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต บริการผ่านอินเทอร์เน็ตหลายชนิด ทำขึ้นบนฐานของบริการทางอินเทอร์เน็ต เช่น ระบบบริการซื้อหนังสือของอเมซอน ระบบประมูลของอีเบย์ ระบบอีเมล์ของกูเกิล ระบบแผนที่โลกและภาพถ่ายดาวเทียมของกูเกิลแม็ป เป็นต้น ระบบเหล่านี้ มักจะเปิดเผยเทคโนโลยีเพื่อการเชื่อมต่อและนำไปสร้างเป็นบริการเสริม โดยมีรูปแบบรายรับที่เราอาจจะแบ่งหรือไม่แบ่งกับเข้าของเทคโนโลยีก็ได้

flickr:5633586059

ด้านความปลอดภัย

สำหรับประเด็นหนึ่งที่ผู้จะมาใช้บริการ CLOUD COMPUTING จะให้ความสำคัญ และตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลาก็คือ ในส่วนของความปลอดภัยของการใช้บริการ ว่าถ้าเราจะใช้บริการแล้ว ผู้ให้บริการได้จัดเตรียมระบบความปลอดภัยนี้มากน้อยขนาดไหน และ มีการรับผิดชอบ ในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้นมา กรณีที่มี Hacker เข้ามาที่ระบบของเราได้อย่างไร
ในประเด็นเรื่องความปลอดภัยนั้น อันที่จริงในเชิงเทคนิคลูกค้าหรือผู้ใช้บริการสามารถทำได้ในระดับหนึ่ง เช่น การทำ Virtualization โดยลูกค้ามีสิทธิ์เต็มที่ ในลักษณะของผู้ดูแลระบบเพื่อการกำหนดความปลอดภัยให้กับเครื่อง หรือ Virtual Machine ของตน, การใช้ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีผู้ดูแลระบบพยายาม ดูข้อมูลของลูกค้า และการ Monitoring ทั้งห้อง data center จนถึงขั้น capture หน้าจอ admin แต่ทั้งนี้ยังคงมีจุดอ่อนสำคัญที่ผู้ใช้บริการควร ตระหนักถึง นั่นคือ เมื่อเป็นการจ้างให้บุคคลภายนอกเข้ามาดูแลระบบของเรา เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคนนั้นจะไม่แอบเก็บข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์ของตน เองหรือเปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลอื่น ยิ่งถ้าเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ข้อมูลยิ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ หรือถ้าเป็นองค์กรทางด้านการเงิน ถึงแม้เราจะมีระบบตรวจสอบ หรือ audit เพื่อติดตาม ว่าใครทำอะไร ตรงไหน แต่เมื่อเกิดเหตุและจับได้ก็คงทำได้แค่ลงโทษตามกฎบริษัทหรือดำเนินคดีตาม กฎหมาย แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นการจัดจ้างบุคคลภายนอก (outsourcing) หรือ ใช้บุคลากรภายใน เหตุการณ์เช่นนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ ดังนั้นเรา ต่างต้องอาศัยความเชื่อใจและใช้จรรยาบรรณในการประกอบอาชีพ สิ่งที่ผู้ให้บริการ Cloud หรือ Cloud Provider ทำให้ได้ ก็คือ การรับประกันสัญญา หรือกำหนดมาตรฐานการดูแลระบบ และยึดมั่นในมาตรฐานนั้น นอกจากนี้ควรมีการควบคุมการเปิดให้บริการของ Cloud Provider นั่นคือ มีการกำหนดว่าบริษัทที่จะเป็น Cloud Provider ได้ อาจต้องได้รับการรับรอง หรือมี certification อะไร รับรองบ้าง ต้องมี ISO ควบคุม และต้องมีเทคโนโลยีความปลอดภัยอะไรเสนอต่อลูกค้า (Cloud Consumer) บ้าง เป็นต้น

flickr:5633586081
flickr:5633586127

เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย ของ CLOUD COMPUTING

flickr:5633586177

ข้อดี

1. ช่วยลด ต้นทุนค่าดูแลบำรุงรักษาเนื่องจากค่าบริการได้รวมค่าใช้จ่ายตามที่ใช้งาน จริง เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าซ่อมแซม ค่าลิขสิทธิ์ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าอัพเกรด และค่าเช่าคู่สาย เป็นต้น
2. ลดความเสี่ยงจากการเริ่มต้นหรือ ทดลองโครงการ
3. มี ความยืดหยุ่นในการเพิ่มหรือลดระบบตามความต้องการ
4. ได้เครื่องแม่ข่ายที่มี ประสิทธิภาพ มีระบบสำรองข้อมูลที่ดี มีเครือข่ายความเร็วสูง
5. มีผู้เชี่ยวชาญดูแลระบบและพร้อม ให้บริการช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง

ข้อเสีย

1. เนื่อง จากเป็นการใช้ทรัพยากรที่มาจากหลายที่หลายแห่งทำให้อาจมีปัญหาในเรื่องของ ความต่อเนื่องและความเร็วในการเข้าทรัพยากรมากกว่าการใช้บริการ Host ที่ Local หรืออยู่ภายในองค์การของเราเอง
2. ยังไม่มีการรับประกันในการทำ งานอย่างต่อเนื่องของระบบและความปลอดภัยของข้อมูล
3. ความไม่มีมาตรฐานของแพลทฟอร์ม ทำให้ลูกค้ามีข้อจำกัดสำหรับตัวเลือกในการพัฒนาหรือติดตั้งระบบ

flickr:5634168586

CLOUD COMPUTING กับการเปลี่ยนแปลงในโลกอนาคต

ในอนาคตอันใกล้ CLOUD COMPUTING จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญและจะเข้ามามีบทบาทในการปรับเปลี่ยน รูปแบบการใช้งานทางด้านไอทีขนานใหญ่ การที่จะสามารถตอบโจทย์ในโลกดิจิตอลได้ในยุคปัจจุบัน คงจะหนีไม่พ้นการผสมผสานของเทคโนโลยีสามประสาน CLOUD COMPUTING กับ MOBILE BROADBAND ที่มาพร้อมกับ SMARTPHONE เมื่อโครงข่ายไร้สายที่สามารถให้บริการด้วยความเร็วสูง มาพร้อมกับสมาร์ทโฟนที่มีความสามารถเหลือหลาย จนบางทีอาจถูกมองว่าพัฒนาไปเร็วกว่าโครงข่ายเสียอีก และส่วนผสมที่สำคัญอีกประการก็คือบริการต่างๆ จาก CLOUD COMPUTING นอกจากนั้นแล้ว แนวโน้มการใช้งาน CLOUD COMPUTING ก็จะเป็นไปอย่างกว้างขวางมากขึ้น ด้วยแรงผลักดันจากแนวโน้มสำคัญ 5 ประการดังต่อไปนี้

flickr:5634168618
flickr:5633586283

1.แนวโน้มของเว็บที่กลายเป็นสื่อกลางสำหรับการติดต่อสื่อสารของคนทั่วโลก
ปัจจุบันเว็บเครือข่ายทางสังคม (โซเชียลเน็ตเวิร์ก) มีการเปลี่ยนแปลงทุกวันโดยผู้ใช้หลายล้านคนจากทั่วทุกมุมโลก ตัวอย่างเช่น เฟซบุ๊ค (Facebook) วิกิพีเดีย (Wikipedia) หรือทวิตเตอร์ (Twitter) เป็น ต้น ด้วยความนิยมใช้งานอย่างแพร่หลายของเว็บโซเชียลเน็ตเวิร์กนี้เอง ทำให้ปัจจุบันเริ่มมีการนำเว็บแอพพลิเคชั่นรูปแบบดังกล่าวมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันระหว่างบุคลากรในองค์กร โดยการเลือกใช้โซเชียล เน็ตเวิร์กผ่านเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้งในองค์กร เพื่อระดมความคิดของพนักงานผ่านระบบออนไลน์ในแบบเรียลไทม์ รูปแบบการใช้งานคลาวด์ คอมพิวติ้งดังกล่าวนี้สามารถรวบรวมข้อมูลจากพนักงาน18,000 คน โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปบริหารจัดการและวิเคราะห์เพื่อนำไปใช้งานเพื่อประโยชน์ในเชิงธุรกิจต่อไป นอกจากนั้น การสื่อสารอินเทอร์แอคทีฟในแบบเรียลไทม์ หรือที่เรียกว่าเว็บ 2.0 ก็ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันแนวโน้มการใช้งานทางด้านคลาวด์ คอมพิวติ้งให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งรูปแบบดังกล่าว นอกจากจะตอบสนองการทำงานของเว็บไซท์ที่เนื้อหามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแล้ว การประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลยังทำได้อย่างรวดเร็ว โดยดึงประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่มีอยู่มาใช้งานได้อีกด้วย

2.แนวโน้มความต้องการประหยัดพลังงาน
ด้วย ปัญหาโลกร้อน และค่าใช้จ่ายของพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ องค์กรหลายแห่งในปัจจุบันต่างหันมาให้ความสำคัญกับการลดพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานที่ใช้ในระบบไอที ทั้งนี้เพื่อช่วยองค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายและลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ปล่อยออกสู่บรรยากาศ ประโยชน์ของคลาวด์คอมพิวติ้งในด้านนี้ก็คือ การช่วยองค์กรลดการใช้พลังงาน หรือแม้กระทั่งการนำพลังประมวลผลส่วนเกินที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานใน ระบบคอมพิวเตอร์ไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ได้อีก จากผลการวิจัยล่าสุดพบว่า เครื่องแม่ข่ายหรือเซิร์ฟเวอร์ส่วนใหญ่ที่ทำงานตลอดเวลานั้น ส่วนใหญ่มีการใช้ทรัพยากรในระบบเพียงแค่ 10-20 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ด้วยแนวคิดของคลาวด์ คอมพิวติ้งนี้เอง จะช่วยควบรวมทรัพยากรในระบบให้ทำงานและเกิดความคุ้มค่ารวมทั้งประโยชน์สูง สุดจากการใช้ทรัพยากรในระบบ นอกจากนั้นแล้ว วิธีการดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถเพิ่มหรือลดขนาดการใช้งานของ ระบบได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ ถือเป็นการช่วยองค์กรประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่ง

3.ความต้องการสร้างสรรค์นวัตกรรมขององค์กร
ด้วย การแข่งขันอย่างรุนแรงทางธุรกิจในปัจจุบัน องค์กรชั้นนำหลายแห่งต่างให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์นวัตกรรม หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความแตกต่างของ องค์กรในอีกทางหนึ่ง แนวโน้มการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาสร้างสรรค์นวัตกรรมดังกล่าวนี้เอง ถือเป็นการกระตุ้นการนำคลาวด์ คอมพิวติ้งไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจ ทั้งนี้ เพราะการสร้างสรรค์นวัตกรรมสามารถทำได้ด้วยการดึงคุณประโยชน์ของคลาวด์ คอมพิวติ้งซึ่งให้พลังการประมวลผลที่เหนือกว่าแต่ใช้ค่าใช้จ่ายน้อยกว่ามาใช้ให้เกิดประโยชน์นั่นเอง

4.ความต้องการใช้งานไอทีที่ง่ายและไม่ซับซ้อน
ปัจจุบัน แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีความสลับซับซ้อนเพียงใดก็ตาม สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปแล้ว หลายคนก็ยังต้องการการใช้งานที่ง่ายและไม่ยุ่งยาก ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้ให้บริการทางด้านไอทีหลายรายในปัจจุบันจึงหันมาใช้เทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้ง เพื่อนำเสนอบริการทางด้านซอฟต์แวร์แบบ ‘จ่ายเท่าที่ใช้’ (Software as a Service) เพื่อเป็นทางเลือกแก่ลูกค้าโดยเฉพาะองค์กรขนาดกลางหรือขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ มักมีเจ้าหน้าที่ทางด้านไอที่ทำงานอยู่อย่างจำกัด แทนรูปแบบการซื้อซอฟต์แวร์มาใช้โดยตรงแบบในอดีต การใช้งานในลักษณะดังกล่าว นอกจากจะทำให้การนำไอทีไปใช้งานทำได้ง่ายยิ่งขึ้นแล้ว องค์กรนั้น ๆ ก็จะได้รับประโยชน์จากการใช้ซอฟต์แวร์ที่ทันสมัยอยู่เสมอ โดยไม่ต้องเผชิญกับความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการและการอัพเกรด เวอร์ชั่นของซอฟต์แวร์ต่างๆเช่นในอดีต

5.การจัดระเบียบข้อมูลให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
ทุก วันนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าข้อมูลต่าง ๆ มากมายในเว็บช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้นกว่าในอดีตมาก อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ปัจจุบัน เราจะมีเสิร์ชเอ็นจิ้นที่ช่วยเราหาข้อมูลที่ต้องการอยู่มากมาย แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าด้วยปริมาณข้อมูลในเว็บที่เพิ่มมากมายมหาศาลในแต่ละ วัน โดยเฉพาะข้อมูล และไฟล์ต่าง ๆ ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหลายล้านคนส่งขึ้นไปในเว็บในแต่ละวันนั้น หากไม่มีการจัดระเบียบอย่างเป็นระบบที่ดี การนำคุณประโยชน์ของเว็บมาพัฒนาต่อยอดให้กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุน ประสิทธิภาพในการทำงานอย่างเต็มรูปแบบก็อาจทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรคุณ ประโยชน์อันโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของคลาวด์ คอมพิวติ้งก็คือ ความสามารถในการจัดระเบียบสิ่งต่างๆ ให้เป็นระบบดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการและจัดเก็บข้อมูลมากมายหลากหลายประเภทให้ เป็นระบบซึ่งช่วยให้การค้นหาและเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ทำได้เร็วและถูกต้องแม่นยำกว่าเดิม

flickr:5634168672

วิเคราะห์ข่าว

CLOUD COMPUTING เป็นแนวความคิดทางด้านการประมวลผลแบบใหม่ ส่วนประกอบที่สำคัญคือ โครงสร้างไอทีขนาดใหญ่ที่ขยายตัวได้ไม่จำกัดเหมือนก้อนเมฆ คาดการณ์กันว่า CLOUD COMPUTING จะมาแทนที่ระบบไอทีในปัจจุบันที่ไม่สามารถรองรับ WEB 2.0 และ 3.0 ได้มากพอ โครงสร้างไอทีนี้จะถูกนำเสนอต่อลูกค้า-ผู้ใช้จำนวนมหาศาลในรูปแบบของบริการ เช่น บริการรับฝากไฟล์ความจุสูง หรือบริการซอฟต์แวร์ออนไลน์นานาชนิดซึ่งต้องใช้ทรัพยากรไอทีขนาดใหญ่มากๆ
สำหรับโอกาสที่จะทำ CLOUND COMPUTING ในประเทศไทยนั้นมีโอกาสเป็นไปได้สูง เพราะส่วนใหญ่บริษัทในประเทศไทยที่ต้องการใช้ซอฟท์แวร์นั้นเป็นธุรกิจที่มีขนาดกลาง แต่มีความต้องการที่จะใช้ซอฟท์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์ราคาแพงอีกทั้งยังต้องหาผู้ดูแลระบบไว้คอยซ่อมบำรุงอีกด้วย จึงเป็นการดีที่จะนำ CLOUD COMPUTING มาใช้ จะทำให้เกิดผลดีในหลายด้าน เช่น ด้านการเงิน ด้านความคล่องตัว หากนำ CLOUD เข้ามาใช้ในประเทศไทย คาดการณ์ว่าน่าจะนำมาใช้ในเชิงธุรกิจและเพื่อการศึกษาเป็นส่วนใหญ่ โดยในส่วนของด้านธุรกิจอาจใช้บันทึกเวลาหรือตารางการนัดหมายงาน, โปรแกรมในสำนักงาน (Office, Word) รวมไปถึง e-Business ส่วนทางด้านการศึกษานั้นจะมีการนำตัวแอปฟลิเคชั่นที่ใช้ในการศึกษามาไว้ในเครื่องที่เป็น SERVER แล้วให้มีผู้เข้ามาใช้ซอฟท์แวร์ หรือแม้กระทั่งการอัพเดตและแก้ไขเอกสารแบบออนไลน์พร้อมกันหลายๆคน, การศึกษาทางไกล ป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการศึกษาในประเทศ

สรุป

ด้วยความสามารถและคุณประโยชน์อันมากมายดังที่กล่าวมานี้ ถือได้ว่าคลาวด์ คอมพิวติ้งจะกลายเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญแห่งอนาคต และจะมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงธุรกิจอย่างที่ไม่เคยมีมา ก่อน ดังนั้น ธุรกิจใดก็ตามที่สามารถฉกฉวยโอกาสและสามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ต่อธุรกิจของตนได้ก่อนก็ย่อมจะสร้างความได้เปรียบและโอกาสในการ ต่อยอดความสำเร็จทางธุรกิจขององค์กรได้ก่อนใคร คลาวน์ คอมพิวติ้ง จึงเป็นโครงสร้างทางด้านระบบสารสนเทศใหม่สำหรับผู้ให้บริการและผู้ประกอบการในปัจจุบัน ที่จะนำเอาโปรแกรม แอพพลิเคชั่น หรือระบบงานต่างๆที่แต่เดิมผู้ใช้จะต้องพัฒนาหรือซื้อหามาเพื่อนำมาจัดระบบการใช้งานภายในเครือข่ายองค์กร รวมถึงลงทุนในบุคคลากรด้านไอทีและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ระบบต่างๆนั้นดำเนินงานไปได้ นำมาสู่ให้บริการทำงานที่อยู่บนเครือข่ายสารสนเทศที่เรียกกันว่า คลาวด์ คอมพิวติ้ง แทน และด้วยแนวโน้มทางเทคโนโลยีนี้ คลาวด์ คอมพิวติ้ง จึงเป็นเรื่องที่น่าอยู่ในความสนใจของโลกธุรกิจมากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาระความรู้ที่น่าติดตามเพื่อศึกษากันอย่างต่อเนื่องต่อไป

flickr:5633586351

อ้างอิงแหล่งข้อมูล
http://precadet26.org/msgboard/MsgView.php?page=134&msgid=1078624
http://www.sapaan.net/forum/internet-community/aociiaocoe(cloud-computing)-xiidaa-aocoaeonana/?wap2
http://www.gartner.com/it/page.jsp?id=1035013
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=59372&categoryID=582
http://www.telecomjournal.net/index.php?option=com_content&task=view&id=4136&Itemid=43

อ้างอิงข่าว
ข่าววันที่ 11เมษายน 2554
http://www.thaipr.net/nc/readnews.aspx?newsid=F47BC659ACDA6EC9294D5B07748EDD68&query=Q09OQ0VSVA==

flickr:5633586457