Click Q&A

Question : ศึกษา Electric Power Consumption in Computer

Answer : Electric Power Consumption in your PC Computerในเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะขนาดมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไป (Personal computer) เมื่อเปรียบเทียบถึงอัตราการใช้ไฟ (Power consumption) จะขึ้นอยู่กับค่ากำลังไฟฟ้า (Watt) ของอุปกรณ์แต่ละตัว ซึ่งในแต่ละยี่ห้อหรือในแต่ละรุ่นก็กินไฟไม่เทากัน อุปกรณ์รุ่นใหม่กว่าที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าก็จะกินไฟน้อยกว่า โดยในเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 เครื่องของคอมพิวเตอร์มี Specification ทั่วไปดังนี้

flickr:5608827321

• CPU : Intel Celeron D 430 1.8GHz 800MHz FSB 512KB L2 Cache Socket 775
• Mainboard : MSI G31 M3-F Chipsets Intel G31 FSB 1333/1066/800/533 MHz
• Memory : Simmtronices1024MB DDR2 667MHz PC-5300
• Hard Disk : Samsung 80 GB 7200rpm Buffer 8MB SATAII
• Graphics Card : Intel GMA X3100 (Onboard)
• Monitor : Samsung 17’’ ( CRT )
• Optical Drive : LITE-ON CD-RW 52x32x52

ซึ่งในคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 1 เครื่อง กินไฟโดยรวม ประมาณ 500 วัตต์ (Watts) ซึ่งอุปกรณ์ที่กินไฟมากที่สุดคือจอ Monitor โดยจอขนาดมาตราฐาน 17 นิ้ว กินไฟประมาณ 330 วัตต์ ตัวที่กินไฟรองลงมาคือ CPU ที่กินไฟประมาณ 150 วัตต์ เมื่อลองคำนวณค่าไฟแบบคร่าวๆโดยพิจารณาของคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ 1เครื่องที่กินไฟ 500 วัตต์ พนักงานOffice ทำงานเฉลี่ย 22 วันต่อเดือน วันละ 8ชั่วโมง

คิดเป็นพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ = ( 500 x 8 x 22 )/1000 = 88 KWh. (กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง)
คิดเป็นค่าใช้จ่ายของเครื่องคอมพิวเตอร์ = 88 x 2.83 = 249 บาท / เครื่อง / เดือน

เมื่อลองมาพิจารณาการใช้ไฟเฉพาะจอMonitor โดยใช้งานเงื่อนที่เงื่อนไขเดียวกัน จะได้ว่า

คิดเป็นพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ = ( 330 x 8 x 22 ) / 1000 = 58 KWh. (กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง)
คิดเป็นค่าใช้จ่ายของจอMonitor = 58 x 2.83 = 164 บาท / เครื่อง / เดือน

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าค่าไฟที่เราต้องจ่ายในการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 เครื่องมาจากจอ Monitor แบบ CRT ถึง 66%

แต่ถ้าเครื่องPC เครื่องนี้เปลี่ยนเป็นใช้จอ Monitor LCD 15’’ จะสามารถประหยัดพลังงานลงได้เป็นอย่างมากโดยที่จอMonitor LCD 15’’ โดยทั่วไปจะกินไฟอยู่ที่ประมาณ 30 วัตต์ (ซึ่งอัตราการกินไฟขึ้นกับยี่ห้อและเทคโนโลยี่ในรุ่นต่างๆ โดยปัจจุบันจอLCD บางรุ่นกินไฟเพียง 15 วัตต์) ทำให้การกินไฟรวมของคอมพิวเตอร์ 1เครื่องประมาณ 200 วัตต์

เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนการใช้ไฟในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้จอLCD จะเห็นได้ว่าCPU ยังคงกินไฟ 150 วัตต์ เมื่อคิดเป็นสัดส่วนการกินไฟCPUต่อคอมพิวเตอร์ 1เครื่อง = 150/200 x 100 = 75%

เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนการกินไฟของจอMonitor LCD 15’’ ต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ที่ใช้จอLCD = 30/200 x 100 = 15%

ส่วนอุปกรณ์อื่นๆที่ประกอบอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์จะกินไฟน้อยมาก (เช่น Hard disk, Ram, CD-Rom, Modem) ซึ่งเมื่อพิจาราณาการกินไฟของอุปกรณ์ที่เหลืออื่นๆในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยรวม 1 เครื่องจะกินไฟรวมประมาณ 10/200 x 100 = 10%

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ที่ใช้จอแบบ LCD การกินไฟส่วนใหญ่มาจากCPU ถึง 75%

ส่วนวิธีการประหยัดพลังงานช่วยลดค่าไฟจากการใช้คอมพิวเตอร์ทำได้ง่ายๆดังนี้

1. ปรับตั้งเลือกวิธี Energy saver (เลือกโหมดการประหยัดพลังงาน) ซึ่งมีอยู่ในControl Panel ใน Windows มี 4 Mode ให้เลือกด้วยกันคือ

1.1 Mode Turn Off Monitor (ปิดหน้าจอ). ในModeนี้จะใช้พลังงานอยู่ที่ประมาณ 190 วัตต์ โดยที่จอMonitor ยังคงกินไฟอยู่ที่ 5 วัตต์ และหน่วยประมวลผล ( CPU ) กิน
ไฟ 185 วัตต์

1.2 Mode Turn Off Hard disk (หยุดการทำงานของฮาร์ดดิสก์) ในModeนี้เครื่องคอมพิวเตอร์จะยังคงกินไฟอยู่โดยกินไฟรวมประมาณ 198 วัตต์ แบ่งเป็นจอแสดงผล 22
วัตต์ และ หน่วยประมวลผล ( CPU ) 176 วัตต์

1.3 Mode System Standby (ปิดจอแสดงผลและฮาร์ดดิสก์) ใน Mode นี้ถึงแม้ว่าจะหยุดใช้งาน Hard disk และปิดจอ Monitor แล้ว แต่ยังคงต้องมีไฟเพื่อเข้าไปเลี้ยงใน
ระบบเพื่อ Standby อยู่ โดยจะกินไฟรวมประมาณ 10วัตต์ แบ่งเป็นไฟที่ไปจ่ายให้ CPU 6 วัตต์ ไฟเลี้ยงจอ 4 วัตต์

1.4 Mode System Hybinate คือการสั่งให้คัดลอกข้อมูลของระบบไปยังพื้นที่ที่สำรองไว้ใน Hard disk แล้วปิดเครื่องโดยสมบูรณ์ ถึงแม้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์จะปิดระบบแล้ว
แต่ยังเสียบปลั๊กอยู่ ก็ยังมีการใช้ไฟเกิดขึ้นโดยCPU จะยังคงกินไฟ 5 วัตต์ ส่วนจอจะยังคงกินไฟอยู่ประมาณ 3 วัตต์

2. ปิดหน้าจอ Monitor ในขณะไม่ได้ใช้งาน การที่ใช้Screen saver ไม่ได้ช่วยประหยัดค่าไฟ เพราะในขณะเราใช้Screen saverก็ยังกินไฟเท่าเดิม

3. ปิดเครื่อง Computer ในขณะไม่ได้ใช้งาน และถอดปลั๊กออก เพราะถึงแม้จะตั้งStandby Modeไว้ เครื่องก็ยังกินไฟอยู่

4. เลือกSpec.เครื่องคอมพิวเตอร์ให้หมาะสมกับการใช้งาน ไม่ต่อพ่วงและเปิดอุปกณ์เสริมหลายอย่างในขณะที่ไม่ได้ใช้งานนาน ควรปิดและถอดปลั๊กออก เพราะแม้ในขณะที่เครื่องrun ในStandby Mode จะยังคงกินไฟอยู่

EXTRA TOPIC : ศึกษา ผลกระทบของ Cloud computing ต่ออุตสาหกรรมซอฟแวร์

Answer Cloud computing

การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ (cloud computing) เป็นลักษณะของการทำงานของผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ผ่านอินเทอร์เน็ต ที่ให้บริการใดบริการหนึ่งกับผู้ใช้ โดยผู้ให้บริการจะแบ่งปันทรัพยากรให้กับผู้ต้องการใช้งานนั้น การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ เป็นลักษณะที่พัฒนาขึ้นต่อมาจากความคิดและบริการของ เวอร์ชัวไลเซชัน และ เว็บเซอร์วิส โดยผู้ใช้งานนั้นไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในเชิงเทคนิคสำหรับตัวพื้นฐานการทำงานนั้น
สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ (NIST) ได้ให้คำจำกัดความหมายคำว่า cloud ใช้ในความหมายของอุปลักษณ์ จากคำในภาษาอังกฤษที่แปลว่า เมฆ กล่าวถึงอินเทอร์เน็ตโดยรวมในรูปของโครงสร้างพื้นฐาน (เหมือนระบบไฟฟ้า ประปา) ที่พร้อมให้บริการกับผู้ใช้งานเมื่อมีความต้องการใช้ผู้ให้บริการการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆส่วนใหญ่ จะให้บริการในลักษณะของเว็บแอปพลิเคชัน โดยให้ผู้ใช้ทำงานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ ขณะเดียวกันซอฟต์แวร์และข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ
การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆนั้น ถูกอธิบายถึงโมเดลรูปแบบใหม่ของเทคโนโลยีสารสนเทศในการใช้งานบนอินเทอร์เน็ตที่เน้นการขยายตัวได้อย่างยืดหยุ่น สามารถที่จะปรับขนาดได้ตามความต้องการของผู้ใช้ และมีการจัดสรรทรัพยากรโดยเน้นการทำงานระยะไกลอย่างง่าย ที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นโครงสร้างพื้นฐาน

ตัวอย่างของการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆที่เป็นที่รู้จัก เช่น ยูทูบ โดยที่ผู้ใช้สามารถเก็บวิดีโอออนไลน์ได้ โดยไม่ต้องมีความรู้ในการสร้างระบบวิดีโอออนไลน์ หรือ ในระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ เป็นต้น

นิยาม ความหมายของคำหลักๆ 3 คำที่เกี่ยวข้องกับ Cloud Computing ต่อไปนี้

ความต้องการ (Requirement) คือโจทย์ปัญหาที่ผู้ใช้ต้องการให้ระบบคอมพิวเตอร์แก้ไขปัญหาหรือตอบปัญหาตาม ที่ผู้ใช้กำหนดได้ ยกตัวอย่างเช่น ความต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลขนาด 1,000,000 GB, ความต้องการประมวลผลโปรแกรมแบบขนานเพื่อค้นหายารักษาโรคไข้หวัดนกให้ได้สูตร ยาภายใน 90 วัน, ความต้องการโปรแกรมและพลังการประมวลผลสำหรับสร้างภาพยนต์แอนนิเมชันความยาว 2 ชั่วโมงให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือน, และความต้องการค้นหาข้อมูลท่องเที่ยวและโปรแกรมทัวร์ในประเทศอิตาลีในราคา ที่ถูกที่สุดในโลกแต่ปลอดภัยในการเดินทางด้วย เป็นต้น

ทรัพยากร (Resource) หมายถึง ปัจจัยหรือสรรพสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลหรือเกี่ยวข้องกับการแก้ไข ปัญหาตามโจทย์ที่ความต้องการของผู้ใช้ได้ระบุไว้ อาทิเช่น CPU, Memory (เช่น RAM), Storage (เช่น harddisk), Database, Information, Data, Network, Application Software, Remote Sensor เป็นต้น

บริการ (Service) ถือว่าเป็นทรัพยากร และในทางกลับกันก็สามารถบอกได้ว่าทรัพยากรก็คือบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านCloud Computing แล้ว เราจะใช้คำว่าบริการแทนคำว่าทรัพยากร คำว่าบริการหมายถึงการกระทำ (operation) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สนองต่อความ

ต้องการ (requirement) แต่การกระทำของบริการจะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากร โดยการใช้ทรัพยากรที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาให้เกิดผลลัพธ์สนองต่อความต้องการ

สำหรับ Cloud Computing แล้วผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสนใจเลยว่าระบบเบื้องล่างทำงานอย่างไร ประกอบไปด้วยทรัพยากร (resource) อะไรบ้าง ผู้ใช้แค่ระบุความต้องการ (requirement) จากนั้นบริการ (service) ก็เพียงให้ผลลัพธ์แก่ผู้ใช้ ส่วนบริการจะไปจัดการกับทรัพยากรอย่างไรนั้นผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสนใจ สรุปได้ว่า ผู้ใช้มองเห็นเพียงบริการซึ่งทำหน้าที่เสมือนซอฟต์แวร์ที่ทำงานตามโจทย์ของ ผู้ใช้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับทราบถึงทรัพยากรที่แท้จริงว่ามีอะไรบ้างและถูก จัดการเช่นไร หรือไม่จำเป็นต้องทราบว่าทรัพยากรเหล่านั้นอยู่ที่ไหน

การบริการบนระบบ

การบริการบนระบบการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆสามารถ แบ่งออกได้ 3 รูปแบบ ดังนี้

1.การให้บริการซอฟต์แวร์ หรือ Software as a Service (SaaS)
จะให้บริการการประมวลผลแอปพลิเคชันที่แม่ข่ายของผู้ให้บริการ และเปิดให้การบริการทางด้านซอฟแวร์ต่างๆ

2.การให้บริการแพลทฟอร์ม หรือ Platform as a Service (PaaS)
เป็นการประมวลผล ซึ่งมีระบบปฏิบัติการ และการสนับสนุนเว็บแอปพลิเคชันเข้ามาร่วมด้วย

3.การให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Infrastructure as a Service (IaaS)
เป็นการให้บริการเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน มีประโยชน์ในการประมวลผลทรัพยากรจำนวนมาก

การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ กับ เครือข่ายเชื่อมโยงการกระจายทรัพยากร

ข้อแตกต่างระหว่าง “การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ” (Cloud Computing) และ “เครือข่ายเชื่อมโยงการกระจายทรัพยากร” (Grid Computing) กล่าวคือ การประมวผลแบบกริด จะเป็นการแบ่งบันทรัพยากรร่วมกันระหว่างบุคคลและองค์กร โดยจะถูกกำหนดและควบคุมภายใต้

กฎขององค์กรที่เรียกว่า องค์กรเสมือน (Virtual organization) โดยทั้งสองอย่างนี้จะเหมือนกันมาก ในแง่ที่เป็นการทำงานร่วมกันของคอมพิวเตอร์หลายตัว จนเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยที่ผู้ใช้ระบบไม่ต้องมีทรัพยากรที่มากไป มีลักษณะเป็นธิน ไคลเอน (Thin client) โดยการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ จะเน้นผู้ใช้เป็นหลัก ส่วนเครือข่ายเชื่อมโยงการกระจายทรัพยากร จะเน้นไปที่ระบบมากกว่า

ระบบการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ ในภาครัฐ

โดยระบบการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆในภาครัฐ จะสามารถลดช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยี ในการดำเนินงานของภาครัฐได้ จะช่วยให้การบริการต่อ ภาคประชาชน หรือ Government to Citizen (G2C) ภาคธุรกิจ หรือ Government to Business (G2B) ภาคราชการ หรือ Government to Employee (G2E) และภาครัฐ หรือ Government to Government (G2G) ด้วยกัน มีการบริการที่มีความรวดเร็วมากขึ้น

รูปแบบระบบการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆในภาครัฐ

  • ระบบรัฐบาลแบบกลุ่มเมฆ(เปิด)สาธารณะ (Government Public Cloud)จะใช้เป็นทางเลือกสำหรับงานทั่วไป ที่สามารถเปิดเผยข้อมูลออกสู่สาธารณะได้ โดยมีผู้ให้บริการเป็นผู้ดูแลระบบ
  • ระบบรัฐบาลแบบกลุ่มเมฆปิดส่วนตน (Government Private Cloud Dedicated)จะมีความคล้ายกับระบบรัฐบาลแบบกลุ่มเมฆ(ปิด)ส่วนตัว (Government Private Cloud) ซึ่งใช้เป็นทางเลือกเฉพาะงานภายในกลุ่มขององค์กรนั้นๆ จะไม่เปิดเผยข้อมูลออกสู่สาธารณะ โดยมีผู้ให้บริการเป็นผู้ดูแลระบบ แต่ศูนย์ข้อมูลจะตั้งอยู่ในประเทศของรัฐที่เป็นผู้ใช้ระบบ เนื่องจากการป้องกันปัญหาด้านความปลอดภัยในความเป็นส่วนตัว

ระบบรัฐบาลแบบกลุ่มเมฆส่วนตนเฉพาะ (Government Private Cloud Self Hosted)เป็นการสร้างพื้นที่ระบบของตนเอง ขึ้นเป็นเจ้าของ ซึ่งวิธีการนี้จะได้ระบบตามความต้องการของภาครัฐเองระบบรัฐบาลแบบกลุ่มเมฆส่วนตนเอง (Government Private Cloud Hosted)
ระบบ และแบนด์วิดท์จะเป็นของภายในประเทศทั้งหมด รัฐเป็นผู้ดูแลบริการเอง

ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ

ตัวอย่างส่วนหนึ่งของระบบหรือบริษัทที่กำลังใช้ Cloud Computing ได้แก่ ระบบ Timesmachine ของNew York Times ที่ใช้บริการของ Amazon EC2 ในการสังเคราะห์ข่าวและจัดเก็บข่าวตั้งแต่ ค.ศ.1851 ทั้งนี้การรวบรวมข่าวจำเป็นต้องมีการแปลงข้อมูลของข่าว และเนื่องจากข่าวมีจำนวนมหาศาลจึงต้องใช้พลังในการประมวลผลเพิ่มมากขึ้นตาม ไปด้วย และจำเป็นต้องใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับบันทึกข่าวเหล่านี้

Reference

การเขียนโปรแกรมเพื่อการประมวลผลบน Cloud Computing สามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่ถือได้ว่ากำลังนิยมมากในขณะนี้คือการใช้เครื่องมือที่ชื่อ Hadoop (เมื่อมีโอกาสผมจะกลับมากล่าวถึง Hadoop อีกครั้งในบทความหน้า) ตัวอย่างเช่น New York Times ก็เลือกใช้ Hadoop สำหรับเขียนโปรแกรมเพื่อแปลงข้อมูลของข่าวบนคอมพิวเตอร์(เสมือน)ที่เช่ากับ Amazonไว้หลายร้อยเครื่อง โดยใช้เวลาในการประมวลผลทั้งหมดน้อยกว่า 36 ชั่วโมง

ตัวอย่างต่อไปคือเว็บ A9 ผู้ ให้บริการ search engine อันเป็นเครือข่ายของ Amazon ใช้ Hadoop เพื่อช่วยในการค้นหาข้อมูลที่รวบรวมไว้บนกลุ่มของคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มและลด จำนวนได้

เว็บยอดนิยมอย่าง Facebook ก็เลือกใช้ Amazon EC2 สำหรับการขยายความสามารถของระบบให้รองรับจำนวนผู้ใช้จำนวนมากที่เข้ามาใช้ Facebook Apps(application ที่บริการบน Facebook)พร้อมๆกัน [อ้างอิง]

สำหรับตัวอย่างอื่นๆที่ใช้งาน Amazon EC2 ท่านสามารถติดตามได้ที่เว็บของ Amazon [อ้างอิง] อย่างไรก็ดี ตัวอย่างที่แสดงบนเว็บท่านจะเห็นว่ายังมีไม่มาก แต่ในความเป็นจริงมีผู้ใช้บริการจาก Amazon EC2 จำนวนมาก เพียงแต่เขาไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลว่าเขาเอา Amazon EC2 ไปใช้ในงานใดบ้าง

ผลกระทบของ Cloud Computing กับวงการไอที และอุตสาหกรรมซอฟแวร์

ประการแรก การสร้างระบบคอมพิวเตอร์สามารถ ตั้งอยู่ที่ไหนก็ได้ ผู้ใช้ไม่ต้องทราบสถานที่ตั้งขอให้มีเครือข่ายที่มีแบนด์วิทธ์พอเพียงเท่านั้น(ตัวอย่างเช่น เราเองไม่เคยทราบว่ากูเกิลนั้นตั้งอยู่ที่ใดบ้าง) ทำให้เราสามารถย้ายระบบคอมพิวเตอร์ไปก่อสร้างศูนย์ข้อมูลมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ เช่น ราคาที่ดินถูก อยู่ใกล้โรงไฟฟ้าหรือแหล่งพลังงานราคาถูก เคยมีคนบอกว่าสถานที่ในการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดยักษ์แห่งอนาคตอาจเป็ที่เย็นๆเช่น ยุโรปเนือ หรือ ไอซ์แลนด์ ซึ่งความหนาวเย็นทั้งปี สามารถนำมาระบายความร้อนได้อัตโนมัติและในราคาถูก

ประการที่สอง ระบบจะทำให้เกิดการใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีการแบ่งสรรการใช้งานระหว่างผู้ใช้จำนวนมหาศาล ทำให้สามารถออกแบบระบบที่ไม่ต้องเผื่อการใช้งานที่รับงานหนักไว้มากนัก นอกจากนั้นยังสามารถเพิ่มจำนวนเครื่องได้ง่ายเมื่อมีความต้องการสูงขึ้น

ประการที่สาม ทำให้เกิดการแยกกันระหว่างการบำรุงรักษาโครงสร้างด้านระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายออกจากการบำรุงรักษาระบบโปรแกรมประยุกต์อย่างชัดเจน ทั้งนี้เป็นผลจากแนวคิดของ เวอร์ชวลไลเซชั่น และ ไดนามิคโปรวิชั่นนิ่ง ที่คุมการจัดสรรทรัพยากรไอทีตามความต้องการด้วยนอกจากนั้นการแยกส่วนของการติดต่อผู้ใช้ออกด้วยเทคโนโลยี เวบ 2.0 ทำให้ผู้ใช้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างระบบน้อยมาก
ประการที่สี่ ทำให้เกิดการแยกระหว่างการโปรแกรมและระบบที่ใช้รันงาน ทำให้สามารถเคลื่อนย้ายโปรแกรมไปบนระบบ ผลคือ ความมีเสถียรภาพจะสูงขึ้นเนื่องจากสามารถ รันโปรแกรมหลายชุดและย้ายออกจากระบบคอมพิวเตอร์มที่เกิดปัญหาได้ง่ายและสุดท้ายนี้ แนวคิดนี้ ทำให้เกิดการเช่าซื้อพลังการประมวลผลเป็นการประหยัดการซื้อระบบมาทำงานที่เกิดไม่บ่อยนัก หรืองานหนัก ๆ ที่นาน ๆ จะเกิดขึ้นสักหน

EXTRA TOPIC : ระบุ 10 แนวโน้มของ Computer Software ในปัจจุบัน

Ansปัจจัยที่มีผลกระทบ และแนวโน้มอุตสาหกรรม Sotftware ของไทยในปี 2011

ในปี 2553 ที่ผ่านมานั้น นับว่าสถานการณ์ในประเทศไทยประสบกับความฝืดเคือง ทางเศรษฐกิจต่อเนื่องจากปี 2551-52 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการชะลอการใช้จ่ายในภาคธุรกิจและ ภาครัฐ ปรากฏการณ์ดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อตลาด ICT ในภาพรวมเช่นกัน จากการสำรวจ ในปี 2552 (ตารางที่ A -1) พบว่าประเทศไทยมีการใช้จ่ายในสินค้าและบริการด้าน ICT โดย รวมประมาณ 555,501 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2551 เพียงร้อยละ 6.0 อย่างไรก็ตาม พบว่า แนวโน้มของการใช้จ่ายในกลุ่มต่างๆ ยังคงในรูปแบบเดิม กล่าวคือ การใช้จ่ายส่วนใหญ่อยู่ใน ตลาดสื่อสาร ซึ่งคิดเป็น ร้อยละ 65.1 หรือมีมูลค่าสูงถึงราว 3.6 แสนล้านบาท ขณะที่ลำดับ รองลงมา ได้แก่ การใช้จ่ายในตลาดคอมพิวเตอร์ฮารด์แวร์ ตลาดคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ และ ตลาดบริการด้านคอมพิวเตอร์ตามลำดับ โดยมีมูลค่าคิดเป็น 80,869 ล้านบาท, 64,365 ล้านบาท และ 48,372 ล้านบาท ตามลำดับ และคาดว่าในปี 2553 ตลาด ICT จะมีการเติบโต จากปี 2552 ด้วยอัตราที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจจากทั้ง ภายในและภายนอกประเทศมีแนวโน้มที่จะดีขึ้น อีกทั้งหากมีการอนุญาตให้มีการให้บริการ 3G ในประเทศ จะก่อให้เกิดการขยายตัวของการจัดซื้ออุปกรณ์และเกิดการบริการที่คาดว่าจะ มากขึ้นตามไปด้วย

flickr:5609404804

เมื่อพิจารณาเฉพาะตลาด IT (Information Technology: IT) (ตารางที่ A-2) ซึ่ง ประกอบด้วยตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ ตลาดคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ ตลาดบริการด้าน คอมพิวเตอร์ และตลาดอุปกรณ์สื่อสารข้อมูล (Data Communications Equipments) พบว่า ตลาด IT ในปี 2552 โดยรวมมีมูลค่า 257,146 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2553 ตลาด IT จะ เติบโต อยู่ที่ร้อยละ 10.5 โดยมีมูลค่าเป็น 284,049 ล้านบาท

flickr:5608824435

เมื่อพิจารณาส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มตลาด IT พบว่า ในปี 2552 ตลาด คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์มีสัดส่วนการถือครองตลาดสูงสุด ด้วยสัดส่วนร้อยละ 31.5 รองลงมา ได้แก่ ตลาดซอฟต์แวร์ ตลาดอุปกรณ์สื่อสาร และ ตลาดบริการด้านคอมพิวเตอร์ โดยมี สัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 25.0, 24.7 และ 18.8 ตามลำดับ สังเกตได้ว่า ตลาดบริการด้าน คอมพิวเตอร์เริ่มมีสวนแบ่งในตลาด IT เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มจากร้อยละ 11.2 ในปี 2551 เป็นร้อยละ 18.8 และร้อยละ 20.2 ในปี 2552 และปี 2553 ตามลำดับ ในขณะเดียวกัน สัดส่วนของคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์และคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์เริ่มหดตัวลดลงอยางช้าๆ และ ต่อเนื่อง ปรากฏการณดังกล่าวสอดคล้องกับกระแสโลก ซึ่งนับวันธุรกิจด้านการบริการจะมี บทบาทในระบบเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น โดยในปี 2552 นี้บริการที่ได้รับการกล่าวถึงกันมาก ได้แก่ Cloud Computing และ Software as a Services ซึ่งปีนี้ได้มีการประมาณการใช้จ่าย ที่เกี่ยวข้องกับบริการซอฟต์แวร์ผ่านระบบออนไลน์ (โดยมีลกษณะใกล้เคียงกับ Software as a Services) พบว่ามีมูลคาประมาณ 2,800 ล้านบาท และคาดว่ามีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

flickr:5608826699

เมือพิจารณาการใช้จ่ายด้าน ICT ในปี 2552 จำแนกตามภาคเศรษฐกิจ ได้แก่ ภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ (Government and State Enterprise) ภาคเอกชน (Corporate) และภาคครัว เรือนและธุรกิจครัวเรือนขนาดเล็ก (SOHO and Household) ดังตารางที่ A-3 พบว่า ภาค ครัวเรือนมีสัดส่วนการใช้จ่ายในสินคาและบริการด้าน ICT ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง คิดเป็น ร้อยละ 52.3 หรือ 290,489 ล้านบาท โดยการ ใช้จ่ายส่วนใหญ่กว่า ร้อยละ 64.7 (234,135 ล้านบาท) ของการใช้จ่ายภาคครัวเรือนทั้งหมดอยู่ในตลาดสื่อสาร สำหรับภาครัฐ และภาคเอกชนนั้น มีการใช้จ่ายด้าน ICT รวมกันคิดเป็นร้อยละ 47.7 หรือ 265,012 ล้านบาท โดยการใช้จ่ายส่วนใหญ่อยู่ในตลาดสื่อสาร (ร้อยละ 48.2) และตลาดซอฟต์แวร์ (ร้อยละ 21.5) ตามลำดับ

flickr:5609405640

เมื่อพิจารณาการใช้จ่ายตามภาคผู้ใช้หลักของตลาด IT (ตารางที่ A-4) กลับพบว่า ในปี 2552 ภาครัฐและภาคเอกชนเป็นกลุ่มหลักที่ใช้จ่ายใน IT คิดเป็นร้อยละ 75.9 หรือ 195,293 ล้านบาท ในขณะที่ภาคครัวเรือนมีการใช้จ่ายอยู่ที่ร้อยละ 24.1 หรือ 61,853 ล้านบาท สาเหตุที่ภาคครัวเรือนเองมีการใช้จ่ายในส่วนของตลาดบริการด้านคอมพิวเตอร์และ ตลาดอุปกรณ์สื่อสารข้อมูลน้อยมาก เพราะสินค้าและบริการสวนใหญ่ของตลาดดังกล่าว เป็นสินค้าหรือบริการเพื่อใช้ในองค์กรขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม กลุ่มครัวเรือนจะเป็นผู้ใช้จ่าย หลักของตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ (ร้อยละ 59.1 ของการใช้จ่ายภาคครัวเรือนทั้งหมด) เนื่องจากในกลุ่มนี้ สินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่นอกจากจะใช้ในสำนกงานหรือองค์กรแล้ว ยังเหมาะแก่การใช้งานในระดับครัวเรือนด้วย สำหรับรายละเอียดผลการสำรวจตลาดนั้น จะได้กล่าวในส่วนต่อไป

ผลการสำรวจตลาดคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์

สำหรับปี 2553 คาดว่าจะมีการเติบโตของตลาดซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้นจากปีก่อนอันเกิดจากปัจจัยต่างๆ อาทิ
:การที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศที่เริ่มฟื้นตัวในปลายไตรมาส 4 ของปี 2552
:การขยายตัวของการใช้จ่ายเพื่อซื้อซอฟต์แวร์ทดแทนซอฟต์แวร์เก่าหรือการอัพเกรดซอฟต์แวร์เก่า
:ภาคเศรษฐกิจหลักไม่ว่าจะเป็นราชการ การเงิน การศึกษา และการแพทย์และสาธารณสุข ยังมีความจำเป็นต้องใช้ IT ในสัดส่วนที่สูง
:การขยายตัวของการให้บริการเพื่อเข้าถึง Broadband จะสนับสนุนให้สามารถใช้แอปพลิเคชั่นใหม่ๆ มากขึ้น

ปัจจัยลบ ที่ทำให้การใช้จ่ายซอฟต์แวร์ในปี 2553 ให้มีการเติบโตไม่สูงเท่าการเติบโตโดยปกติ ได้แก่
:ความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลเชื่อมโยงไปสู่เศรษฐกิจในภาพรวม
:ต้นทุนค่าบริการและราคาโครงข่ายความเร็วสูงยังสูงอยู่ ทำให้การทำบริการที่เกี่ยวข้องในรูปแบบใหม่ๆมีต้นทุนสูง และไม่ได้ขยายตัวเท่าที่ควร
:นโยบายเรื่องการพัฒนาบุคลากร และการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ภาครัฐยังไม่ชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถผลิตหรือขยายเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงความต้องการของตลาดได้

การสำรวจตลาดคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ในปี 2553 แบ่งตลาดซอฟต์แวร์ออกเป็น 4 กลุ่มหลักได้แก่

:Enterprise Software
:Mobile Application Software
:Embedded Software
:ซอฟต์แวร์กลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ได้จัดอยู่ใน 3 กลุ่มข้างต้น เช่น ซอฟต์แวร์เกม (ที่ไม่ได้อยู่บนโทรศัพท์เคลื่อนที่) ซอฟต์แวร์เฉพาะด้าน เป็นต้น

ทั้งนี้ตลาดซอฟต์แวร์ในปี 2552 มีมูลค่ารวม 64,395 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตร้อยละ 2.3 ซึ่งเป็นการเติบโตร้อยละ 2.3 ซึ่งเป็นการเติบโตต่ำกว่าร้อยละ 10 เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี (ตารางที่ 2-1) เมื่อพิจารณาตามประเภทซอฟต์แวร์พบว่า Enterprise Software ยังคงเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงสุดคือ 56,062 ล้านบาท เติบโตจากปี 2551 ร้อยละ 0.9 เป็นการเติบโตต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับซอฟต์แวร์ประเภทอื่นๆ รองลงมา ได้แก่ Mobile Application มีมูลค่า 3,069 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 16.3 และ Embedded System Software มีมูลค่า 2,760 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 17.0 สำหรับการประมาณการมูลค่าตลาดซอฟต์แวร์ในปี 2553 คาดว่าตลาดจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยมูลค่า 67,884 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 5.5 โดย Enterprise Software มีมูลค่าสูงสุดคือ 58,071 ล้านบาท ขยายตัวจากปี 2553 ร้อยละ 3.6 รองลงมา ได้แก่ Mobile Application มีมูลค่า 3,720 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 21.2 และ Embedded System Software มีมูลค่า 3,423 ล้านบาท ร้อยละ 24.0

flickr:5608825741

หลักสูตร การจัดการสารสนเทศในประเทศไทย

หลักสูตรการจัดการสารสนเทศ ในระดับปริญญาโท และปริญญาเอกในประเทศไทย มีการเปิดการเรียนการสอนมากมายทั้งในมหาวิทยาลัยของรัฐ และมหาวิทยาลัยเอกชน

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายละเอียดหลักสูตร
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รายละเอียดหลักสูตร
มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ รายละเอียดหลักสูตร