Chrome Book New Os From Google

อะไรคือ Chromebook

กูเกิลเปิดตัวระบบปฏิบัติการ Chrome OS และโน้ตบุ๊กในชื่อ Chromebook อย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายคือตลาดพีซีในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีค่าบำรุงรักษาสูง หวังแย่งส่วนแบ่งตลาดพีซีที่ใช้วินโดวส์ด้วยราคาที่ต่ำกว่าและโมเดลการ “เช่าใช้บริการ”

โน้ตบุ๊ก Chromebook และระบบปฏิบัติการ Chrome OS

เมื่อวานนี้ที่งานสัมมนาประจำปี Google I/O 2011 ของกูเกิล บริษัทได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการ Chrome OS ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ พร้อมโน้ตบุ๊กที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Chrome OS ซึ่งผลิตโดย Acer และ Samsung

กูเกิลเรียกโน้ตบุ๊กของตัวเองว่า “Chromebook” ซึ่งรูปลักษณ์ภายนอกไม่ต่างอะไรจากโน้ตบุ๊กในปัจจุบัน แต่ไส้ในและแนวคิดพื้นฐานเปลี่ยนแปลงชนิดฐานราก เพราะ Chromebook ออกแบบมาให้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา (ผ่าน Wi-Fi และเครือข่าย 3G ลักษณะเดียวกับโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน) สำเนาข้อมูลทั้งหมดไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของกูเกิล และมีโปรแกรมเพียงตัวเดียวคือ เว็บเบราว์เซอร์ Chrome ของกูเกิล

flickr:5718664664

แนวคิดของกูเกิลนั้นสะท้อนการใช้งานคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ซึ่งงาน 80-90% เกิดขึ้นบนเว็บเบราว์เซอร์ทั้งสิ้น มีงานที่ต้องทำผ่านโปรแกรมแบบเก่าไม่เยอะนัก (เช่น อีเมลเดิมที่ต้องใช้ผ่านโปรแกรม Outlook ก็เปลี่ยนมาใช้เว็บเมลแทน) และสำหรับผู้ใช้หลายๆ คนก็หันมาทำงานผ่าน “เว็บแอพ” (web app) กันหมดแล้วด้วยซ้ำ ตัวอย่างเช่น Google Docs ที่ออกแบบมาใช้แทน Microsoft Office หรือ Picnik แอพสำหรับแต่งภาพผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

เมื่อคอมพิวเตอร์เชื่อมกับอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา กูเกิลจึงออกแบบให้ Chrome OS มีการประมวลผลในตัวเองน้อยมาก ทุกอย่างกระทำผ่านเว็บ ข้อมูลเก็บไว้บนเว็บ ทำให้ภาระการดูแลรักษาเครื่องน้อยลง ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลกับเรื่องการสำรองข้อมูล, การจัดการไฟล์ในเครื่อง, การติดตั้งและอัพเกรดซอฟต์แวร์, ระวังเรื่องไวรัสและมัลแวร์ ฯลฯ เพราะระบบของกูเกิลจัดการให้อัตโนมัติทั้งหมด

นอกจากภาระเรื่องการบริหารจัดการที่ถูกตัดออกไปแล้ว เมื่อ Chromebook ไม่ต้องยุ่งกับการติดตั้งโปรแกรม และความยืดหยุ่นในการดัดแปลงปรับแต่งต่างๆ ทำให้ Chromebook ทำงานได้เร็วมาก เมื่อสั่งเปิดเครื่องจะพร้อมใช้งานภายใน 8 วินาที, สั่งปลุกจากโหมด sleep ได้แทบจะทันที และมีแบตเตอรีอยู่ได้นาน 6-8 ชั่วโมง

เรียกง่ายๆ ว่า Chromebook และ Chrome OS คือคอมพิวเตอร์พีซีที่ตัดความสามารถในการปรับแต่งออกไป ตัดความยืดหยุ่นออกไป เพื่อแลกกับความสะดวกรวดเร็วของ “หน้าที่หลัก” ของมันก็คือ “การท่องเว็บ” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และกูเกิลฝากความหวังไว้ที่ “เว็บแอพ” ทั้งหมดว่าจะสามารถแทนที่แอพเดิมๆ ได้ในเร็ววัน

แนวคิดการสร้าง Chromebook

“โน้ตบุ๊กสำหรับเล่นเน็ต” ในสายตาของผู้บริโภค

ระยะแรกนั้น กูเกิลเปิดตัว Chromebook ออกมาสองรุ่นคือ Acer ขนาดหน้าจอ 11.6″ ใช้หน่วยประมวลผล Atom ของอินเทล มีเนื้อที่เก็บข้อมูลภายในแบบ SSD (ความเร็วสูงกว่าฮาร์ดดิสก์ปกติ) ขนาด 16GB และแบตเตอรี่ทำงานได้ 6.5 ชั่วโมง ราคาเริ่มต้นที่ 349 ดอลลาร์ (10,500 บาท) สำหรับรุ่นที่เชื่อมต่อเน็ตผ่าน Wi-Fi

ส่วนรุ่นที่สองคือ Samsung ขนาดหน้าจอ 12.1″ มีหน่วยประมวลผลและพื้นที่เก็บข้อมูลเท่ากัน แต่แบตเตอรี่จุเยอะกว่าทำงานได้ 8 ชั่วโมง ราคาเริ่มต้นที่ 429 ดอลลาร์ (13,000 บาท) สำหรับรุ่น Wi-Fi และมีรุ่น 3G ให้เลือกเพิ่มเติมด้วย

flickr:5718664784
flickr:5718664886

ทั้งสองรุ่นจะเริ่มวางจำหน่ายในสหรัฐและยุโรปตะวันตกรวม 7 ประเทศ ในวันที่ 15 มิถุนายนนี้ ผ่านช่องทางร้านค้าปลีกอย่าง Amazon และ Best Buy เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ทั่วไป

สำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปแล้ว Chromebook อาจจะมาแทน “เน็ตบุ๊ก” ที่ได้รับความนิยมในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาได้ เพราะงานที่ทำผ่านเน็ตบุ๊กก็เน้นไปที่การเล่นเน็ตเช่นกัน ทำให้ Chromebook ที่ราคาใกล้เคียงกัน แต่ใช้งานง่ายกว่า (Chrome OS ไม่มีเดสก์ท็อปและการติดตั้งโปรแกรมใดๆ เปิดคอมมาจะเจอ Chrome เพียงอย่างเดียว) ดูแลรักษาน้อยกว่า แบตเตอรี่อยู่ได้นานกว่า ทำให้ผู้บริโภคที่รู้ว่าตัวเองต้องการ “คอมพิวเตอร์สำหรับท่องเว็บ” ดีๆ สักตัว สามารถเลือกซื้อ Chromebook แทนเน็ตบุ๊กได้

เมื่อ 3-4 เดือนก่อนที่กูเกิลแจกโน้ตบุ๊กต้นแบบของ Chromebook ให้สื่อมวลชนและนักพัฒนาเว็บแอพทดสอบ ได้มีบรรณาธิการของเว็บไซต์ไอทีแห่งหนึ่งให้ความเห็นว่า ครอบครัวของเขาวาง Chromebook ไว้ในครัว กลายเป็นเครื่องเล่นเน็ตที่สมาชิกในครอบครัวที่ต้องการเปิดเว็บหาข้อมูลแบบเร็วๆ เพียงไม่กี่อย่าง สามารถเดินมา เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หาข้อมูลที่ต้องการ และเดินจากไปได้ ทุกคนชอบมันมากในฐานะ “คอมพิวเตอร์ส่วนกลาง” ของครอบครัว แม้ทุกคนจะมีโน้ตบุ๊กส่วนตัวอยู่แล้วก็ตาม

คำตอบที่แท้จริงอยู่ที่ “ตลาดพีซีองค์กร”

แต่กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของ Chromebook อยู่ที่ตลาดคอมพิวเตอร์ระดับองค์กร (enterprise) ต่างหาก

ในฐานะสินค้าคอนซูเมอร์ Chromebook ไม่ได้มีจุดขายอะไรที่เหนือกว่าโน้ตบุ๊กพีซีแบบดั้งเดิมสักเท่าไร แถมสิ่งที่ Chromebook ทำได้มีเพียง “ท่องเว็บ” ซึ่งโน้ตบุ๊กพีซีก็ทำได้ดี (และ Chrome ที่ใช้บน Chrome OS กับระบบปฏิบัติการบนพีซี ก็เป็นซอฟต์แวร์ตัวเดียวกันไม่มีความแตกต่าง) ในขณะที่งานอย่างการเล่นเกม หรือการใช้ Microsoft Office นั้น Chromebook กลับไม่สามารถทำได้

ข้อดีของ Chromebook ในฐานะสินค้าคอนซูเมอร์ มีเพียงการบูตเครื่องที่รวดเร็ว แบตที่อยู่ได้นาน และการบำรุงรักษาที่ต่ำเท่านั้น ซึ่งในบ้านที่มีคอมพิวเตอร์เพียง 1-2 เครื่อง การบำรุงรักษาไม่ใช่ภาระที่ลำบากยากเย็นอะไรนัก

แต่ในตลาดองค์กรที่มีคอมพิวเตอร์ของพนักงานเป็นพันๆ หมื่นๆ จุดขายเรื่อง “การบำรุงรักษาต่ำ” ของ Chromebook กลับเป็นจุดขายหลักที่บรรดา CIO ขององค์กรใฝ่ฝันถึงมานาน

ลองคิดในฐานะ CIO ดูว่า ถ้ามีคอมพิวเตอร์ที่ไม่มีปัญหาเรื่องไวรัสและมัลแวร์ ไม่ต้องกังวลเรื่องการเก็บข้อมูลของพนักงานในเครื่อง (แล้วจะสุญหายไปกับเครื่องถ้าเกิดอุบัติเหตุ) ไม่ต้องสนใจเรื่องการอัพเกรดซอฟต์แวร์เพราะ Chromebook อัพเดตตัวเองอัตโนมัติ ส่วนเว็บแอพที่ใช้งานผ่าน Chrome ก็เป็นรุ่นล่าสุดอยู่เสมอ (แถมยังไม่ต้องสนใจเรื่องซอฟต์แวร์ผิดกฎหมาย) ภาระของฝ่ายไอทีในองค์กรก็จะลดลงไปมาก ประหยัดค่าใช้จ่ายทางอ้อมได้อีกไม่น้อย

flickr:5718665082

กูเกิลเองก็รับรู้ถึงเรื่องนี้ดี จึงก้าวไปไกลกว่าโมเดลการขาย Chromebook ให้องค์กรใช้งานเป็นเครื่องๆ (แบบเดียวกับที่ Dell, HP, Acer, Lenovo ทำมาโดยตลอดนับสิบปี) ไปเป็นการขายบริการ “เช่าใช้งาน” โน้ตบุ๊กแบบรายเดือน ที่องค์กรไม่ต้องจ่ายค่าฮาร์ดแวร์ แต่จ่ายค่าบริการต่อหัวเดือนละ 28 ดอลลาร์ (สำหรับภาคการศึกษาเหลือ 20 ดอลลาร์) สิ่งที่จะได้กลับมาคือ

โน้ตบุ๊ก Chromebook เท่าจำนวนพนักงานที่จ่ายไป
กูเกิลจะดูแลและซ่อมบำรุงฮาร์ดแวร์ให้ทั้งหมด ถ้าอุปกรณ์เสีย กูเกิลจะเปลี่ยนเครื่องใหม่ให้ฟรี (รวมอยู่ในค่าบริการรายเดือนแล้ว)
ถ้าอนาคตตัวฮาร์ดแวร์ออกรุ่นใหม่ กูเกิลจะเปลี่ยนโน้ตบุ๊กให้ฟรี (ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเพราะข้อมูลทั้งหมดอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของกูเกิล เพียงแค่นำเครื่องใหม่มาใช้และล็อกอิน ก็จะได้ข้อมูลทั้งหมดกลับคืนมา)
บริการสนับสนุนหลังการขายอื่นๆ จากกูเกิล
ซอฟต์แวร์สำหรับฝ่ายไอทีขององค์กรในการบริหารจัดการ Chromebook ของพนักงานในองค์กร
บริการลักษณะนี้มีชื่อว่า Chromebooks for Business ซึ่งกูเกิลจะให้บริการในฐานะ ผู้ให้บริการโซลูชันทางฮาร์ดแวร์

กูเกิลยังจับมือกับบริษัทซอฟต์แวร์องค์กรอย่าง Citrix และ VMware ซึ่งเชี่ยวชาญการจำลองสภาพแวดล้อมในการทำงาน (virtualization) ของซอฟต์แวร์ที่ใช้ในองค์กรอยู่แล้ว ให้สามารถทำงานผ่านเว็บร่วมกับ Chromebook ได้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยช่วยให้องค์กรเปลี่ยนมาใช้ Chromebook ได้เร็วขึ้น

เจาะ “กล่องดวงใจ” ของไมโครซอฟท์

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โลกของ “อุปกรณ์สำนักงาน” ในองค์กรทั่วโลก ถูกครอบงำโดย “คอมพิวเตอร์พีซี” (ไม่ว่าจะเป็นแบบตั้งโต๊ะหรือโน้ตบุ๊ก) ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการ Windows และชุดโปรแกรม Office ของไมโครซอฟท์

กระบวนการจัดซื้อจัดหา “พีซี” เพื่อมาใช้ในองค์กรก็คือ องค์กรต้องส่งคำสั่งซื้อฮาร์ดแวร์ไปยังผู้ผลิตพีซี (เช่น Dell หรือ HP) นับตามจำนวนชิ้น โดยจ่ายค่าระบบปฏิบัติการ Windows รวมมากับค่าเครื่อง และสั่งซื้อชุดโปรแกรมที่จำเป็นต้องใช้ (เช่น Office หรือ Photoshop) มาติดตั้งต่างหาก

ในฝั่งของซอฟต์แวร์ระดับองค์กร จะต้องมีระบบการทำงานร่วมกัน เช่น อีเมลภายในองค์กร การเก็บไฟล์หรือการเก็บเอกสาร ซึ่งองค์กรจะต้องซื้อฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์ (จาก Dell, HP หรือ IBM) และซอฟต์แวร์สำหรับให้บริการเซิร์ฟเวอร์ (เช่น Windows Server) มาให้บริการผู้ใช้ภายในองค์กรอีกต่อหนึ่ง

นอกจากนี้องค์กรยังต้องมีค่าใช้จ่ายทางอ้อมอื่นๆ เช่น มีฝ่ายไอทีองค์กรไว้คอยติดตั้งซอฟต์แวร์ ซ่อมบำรุง แก้ปัญหาของผู้ใช้ ฯลฯ

ระบบนี้ของพีซีในองค์กร สร้างความมั่งคั่งให้กับ “ไมโครซอฟท์” ในฐานะเจ้าของ Windows และ Office เป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าจะเลือกซื้อฮาร์ดแวร์จากบริษัทใด (Dell, HP, Lenovo, Acer) ก็จะต้องเสียค่าไลเซนส์ของ Windows และ Office ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์มาตรฐานของคอมพิวเตอร์องค์กรแทบทุกเครื่อง และแน่นอนว่า “รายได้หลัก” ของไมโครซอฟท์มาจากการขายซอฟต์แวร์ให้องค์กร ไม่ใช่การขายให้คอนซูเมอร์แต่อย่างใด

จะเรียกระบบการซื้อและติดตั้งซอฟต์แวร์ว่าเป็น “กล่องดวงใจ” หรือ cash cow ของไมโครซอฟท์ก็ไม่ผิดนัก

flickr:5718103663

การเกิดขึ้นของ Chrome OS และ Chromebook ที่มีรากฐานและระบบแตกต่างจากซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์อย่างสิ้นเชิง (แต่ใช้แทนกันได้ 70-80% ในราคาที่ต่ำกว่า) จึง “คุกคาม” สถานะอันมั่งคั่งของไมโครซอฟท์อย่างมาก

ผู้บริหารด้านไอทีองค์กรไม่ได้ต้องการอุปกรณ์ชนิดใหม่อย่างแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน ซึ่งมาแทนการทำงานของพีซีที่ใช้มายาวนานไม่ได้ (แท็บเล็ตเหมาะแก่การบริโภคสื่อ ไม่เหมาะแก่การสร้างสรรค์เอกสารหรือทำตารางคำนวณซึ่งเป็นหน้าที่หลักของพีซีองค์กร) แต่ต้องการ “พีซี” ที่ทำงานได้แบบเดิม แต่ด้วยภาระการบริหารจัดการที่ลดลง และราคาที่ถูกกว่า

หมากเกมนี้ของกูเกิลและ Chromebook จึงแหลมคมเป็นอย่างมาก

องค์กรที่พัฒนาระบบการทำงานผ่านเว็บอยู่แล้ว (มีซอฟต์แวร์ภายในของตัวเองที่เรียกผ่านเบราว์เซอร์) และไม่ต้องการสร้างเอกสารที่ซับซ้อนในระดับ Microsoft Office สามารถเปลี่ยนมาใช้ Chromebook ได้ทันที ในขณะที่ยังคงการใช้โน้ตบุ๊กพีซีที่ติดตั้ง Windows กับพนักงานเพียงบางกลุ่มได้

จริงอยู่ที่ว่าซอฟต์แวร์บางอย่างบนพีซี ยังไม่มีซอฟต์แวร์บนเว็บหรือเว็บแอพมาแทนได้อย่างสมบูรณ์ เช่น การสร้างเอกสารที่ซับซ้อนบน Microsoft Office, การแต่งภาพระดับมืออาชีพผ่าน Photoshop หรือการออกแบบเชิงวิศวกรรมใน AutoCAD

แต่พนักงานระดับธุรการที่ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่ารับส่งอีเมล สร้างเอกสารง่ายๆ แต่งภาพขั้นพื้นฐาน และหาข้อมูลผ่านเว็บ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่กับพีซีแบบเดิมอีกต่อไป และถ้าค่าใช้จ่ายของ Chromebook ต่ำพอ ผู้บริหารไอทีองค์กรก็อาจ “ลองเปลี่ยน” ดูบ้างเมื่อพีซีล็อตเก่าถึงอายุขัย ในขณะเดียวกัน “เว็บแอพ” ก็จะมีความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มใกล้เคียงกับซอฟต์แวร์บนพีซีแบบเดิม

ถ้าแนวคิดของกูเกิลเป็นไปได้จริง การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่จะค่อยๆ กัดเซาะไปที่ตรงกลาง “กล่องดวงใจ” ของไมโครซอฟท์โดยตรง

ยุทธศาสตร์สองขาของกูเกิลนั้นน่าสนใจมาก เพราะทางหนึ่งก็ “ก้าวข้าม” กรอบของพีซี (Beyond PC) ด้วยระบบปฏิบัติการ Android บุกเข้าไปยังพื้นที่ใหม่ที่ยังไม่มีใครไปถึง และอีกทางหนึ่งก็ “เสนอนิยามใหม่” ของพีซี (Reinvent PC) ผ่าน Chrome OS เพื่อรุกเข้าไปยังพื้นที่ของเจ้าตลาดเดิม

กรุณา “จับตาดู” พัฒนาการของ Chromebook และ Chrome OS ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ว่าจะท้าชนกับ “อาณาจักรพีซี” ของไมโครซอฟท์ได้มากน้อยแค่ไหน

VDO แสดงความเร็วของ Chromebook

VDO อธิบายการเก็บข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ของกูเกิล เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงจากทุกที่

VDO อธิบายมาตรการด้านความปลอดภัยของ Chromebook

วิเคราะห์

ข้อดี

การมาของ chromebook นั้นทำให้ตลาด OS ตื่นเต้นอีกครั้งและในครั้งนี้ได้แก้ไขปัญหาในหลายๆด้านไปพร้อมกัน
1. ด้านการละเมิดลิขสิทธิ์ เมื่อโปรแกรมทุกอย่างใช้เป็น Clound Computing เพราะฉะนั้นไม่ต้องลงโปรแกรมลงบนเครื่อง ไม่มีการซื้อขายโปรแกรม แต่ใช้วีธีเช่าโปรแกรมเมื่อจะใช้งาน
2. เมื่อไม่ต้องลงโปรแกรมไว้ในเครื่อง ก็ทำให้เครื่องไม่โหลด ไม่จำเป็นต้องมี HD ขนาดใหญ่ไว้เก็บโปรแกรมหรือไฟร์ และไม่ต้องมี CPU ที่แรงไว้คอยประมวลผล ทำให้สามารถทำให้เครื่องมีราคาในส่วนของ Hardware ที่ถูกลง
3. ความปลอดภัย และความสะดวกในการใช้ข้อมูล เมื่อข้อมูลส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้บน webbrower ดังนั้นไม่ต้องกลัวเครื่องหาย เครื่องเสีย ไม่ได้พกเครื่องมา แล้วจะเปิด file ไม่ได้

ข้อเสีย

1.สำหรับประเทศที่ยังไม่มีการให้บริการ internet ความเร็วสูง หรือ 3G อย่างทั่วถึงอาจจะไม่ได้รับความนิยมเพราะว่าต้องใช้โปรแกรมหรือไฟร์เหล่านั้นได้ก็ต่อเมื่อ เชื่อมต่อ internet เท่านั้น
2. ยังมีความกำลังเรื่องความปลอดภัยสำหรับข้อมูลที่เป็นความลับ ตรงนี้ทาง google คงจะต้องแสดงผีืมือในการหาวิธีป้องกัน ไม่เช่นนั้นการที่่จะจับตลาดลูกค้าองกรณ์คงจะไม่สามารถทำได้

Reference

http://www.google.com/chromebook/#
http://www.siamintelligence.com/google-chromebook/