Apply Case
flickr:5630236997

+ Apple Computer Inc.

Apple Computer Inc. ได้เกิดขึ้นจากการร่วมกันก่อตั้งของ สตีฟ จ็อบส์ และ สตีฟ วอซเนียก ทำการปฏิวัติธุรกิจคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะในยุค 70 โดยการนำเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่ประดิษฐ์จากโรงรถออกมาขาย ในชื่อ Apple I ที่ราคาจำหน่าย 666.66 เหรียญ ในจำนวนและระยะเวลาจำกัด ภายในปีถัดมาก็ได้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำยอดจำหน่ายสูงสุดให้กับบริษัท ณ ขณะนั้นคือ Apple II ซึ่งเป็นการเปิดศักราชใหม่แห่งวงการ

flickr:5630237295

ก่อตั้งเมื่อ 1 เมษายน 1976 ใน Cupertino, California, และมีผู้ร่วมถือหุ้นในวันที่ 3 มกราคม 1977 บริษัท ฯ ได้ตั้งชื่อไว้ก่อนหน้านี้ Apple Computer, Iในปีต่อมา 1984 ก็เป็นคิวของการเปิดตัว Macintosh โดยถือว่าโฆษณาดังกล่าวเป็นงานชิ้นโบว์แดงของแอปเปิ้ลที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม สร้างประกฏการณ์และภาพจำให้กับคนดูโทรทัศน์ในช่วงนั้นกับผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ล ที่เหมือนจะมากอบกู้ผู้บริโภคจากคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแบบเดิมๆในยุคนั้น ซึ่ง IBM กำลังครองตลาดอยู่

flickr:5630237019

ในช่วงแรกนั้น Macintosh ขายได้ดีมาก สามารถสร้างเม็ดเงินให้บริษัทเป็นจำนวนสูง แต่ต่อมายอดขายกลับตกลงมาเรื่อยๆ สอดคล้องกับความนิยมในตัวเครื่อง เนื่องด้วยราคานั้นสูงเกินไป อีกทั้งซอฟต์แวร์ที่จะมารองรับกลับมีอย่างจำกัด แต่สถานการณ์กลับดีขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีการเปิดตัว LaserWriter อันเป็นเครื่องพิมพ์เลเซอร์ที่เปิดตัวด้วยราคาที่สมเหตุสมผล และ PageMaker ที่เป็นซอฟต์แวร์เกี่ยวกับสิ่งพิมพ์เป็นซอฟต์แวร์แรกๆ หลังจากนี้ Macintosh กลายเป็นพระเอกในท้องตลาดเลยทีเดียว เนื่องด้วยความสามารถด้านกราฟิกที่สูงกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด เพราะมีการนำเอา Macintosh GUI ที่โดดเด่นที่สุดในตลาดมาใช้ ดังนั้นการที่จับเอาผลิตภัณฑ์ทั้งสามแบบข้างต้นนี้มารวมเข้าด้วยกันแล้ว สามารถทำให้ Macintosh ตีตลาดผู้ที่ต้องการคอมพิวเตอร์ที่จะนำมาทำสื่อสิ่งพิมพ์ได้เป็นอย่างดี

flickr:5630819986

ต่อมาในปี 1985 สถานการณ์ในบริษัทกลับตึงเครียดมากขึ้น เมื่อความผิดใจแบบลึกๆระหว่าง Jobs และ John Sculley ผู้ที่เป็น CEO ของ Apple ในขณะนั้น กลับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความที่บอร์ดผู้บริหารของ Apple พยายามจะจำกัดสิทธิ์เสียงของ Jobs ในบริษัท อีกทั้งยังมอบหมายงานใหญ่ๆให้ Sculley เป็นคนตัดสินแทน ทำให้ Jobs รู้สึกอึดอัดมาก หลายครั้งที่เขาพยายามนัดประชุมบอร์ดผู้บริหารโดยที่ไม่มี Sculley ทำให้สุดท้ายแล้ว Jobs ถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาเป็นคนสร้างมันขึ้นมากับมือ ทำให้เขาต้องออกไปเปิดบริษัท NeXT Inc. ในปีเดียวกัน
ในช่วงเวลานี้เองที่ Apple ได้ลองผิดลองถูกกับผลิตภัณฑ์หลายๆชนิด ไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายรูปดิจิตอล, เครื่องเสียง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่น CD หรือ ลำโพง, เครื่องเล่นวิดิโอเกม, หรือ TV Set Top Box ซึ่งล้วนแต่ประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ด้วยความที่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ไม่
สถานการณ์ในช่วงนี้ กลับกลายเป็นย่ำแย่อย่างที่ไม่มีใครเคยคาดคิด ด้วย Windows ที่กำลังแซงหน้า Apple แบบทิ้งห่าง เพราะชูจุดเด่นเรื่องราคาที่ถูกกว่า Apple อย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ Apple เอง พยายามจะสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมและประสิทธิภาพที่ดีกว่า แต่กลายเป็นว่า ราคาขายปลีกนั้นสูงเกินไปที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะเข้าถึง นอกจากสถานการณ์การเงินของบริษัทจะเข้าขั้นตกต่ำแล้ว Apple ยังได้ไปฟ้องร้อง Microsoft ในกรณีที่ลอกเลียนกราฟิกอินเตอร์เฟซใน Windows โดยการฟ้องร้องนี้ดำเนินไปอย่างยาวนานนับปี สุดท้ายแล้ว Apple ก็ประสบความล้มเหลวในทุกๆด้าน จน Sculley ต้องลาออกไป แล้วมอบหมายให้ Michael Spindler มารับหน้าที่ในตำแหน่ง CEO แทนเขาเอง
ในปี 1994 Apple ร่วมกับ IBM และ Motorola ในการพัฒนาแพลทฟอร์มคอมพิวเตอร์ตัวใหม่ ที่จะเป็นการผนวกกันระหว่าง hardware ของ IBM และ Motorola กับ software จาก Apple โดยหวังว่าการรวมตัวกันพัฒนาครั้งนี้จะช่วยทำให้ Apple กลับไปนำหน้า Microsoft ได้อีกครั้ง ในปีนั้นเอง หลังจากการร่วมมือในการพัฒนาแพลตฟอร์มล่าสุด Apple ก็พร้อมเปิดตัว Power Macintosh เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรกจาก Apple ที่ใช้ IBM PowerPC processor
ในปี 1996 ได้มีการเปลี่ยนตำแหน่ง CEO อีกครั้ง โดย Gil Amelio มาดำรงตำแหน่งนี้แทน Michael Spindler โดย Amelio ได้ทำการปลดพนักงานจำนวนมาก อีกทั้งยังริเริ่มโครงการผลิตภัณฑ์ต่างๆซึ่งมาสู่ความล้มเหลวทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Taligen, Copland และ Gershwin ดังนั้น Amelio จึงเลือกที่จะซื้อบริษัท NeXT และระบบปฏิบัติการ NeXTSTEP เป็นของ Apple เพื่อจะนำตัว Steve Jobs กลับเข้ามาทำงานใน Apple อีกครั้งในตำแหน่งที่ปรึกษา แต่ในปี 1997 Jobs กลับถูกเลือกให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง CEO ซึ่งสร้างจุดเปลี่ยนให้Apple ปลายปี1997Appleได้เปิดตัวApple Store

flickr:5630237371

จากที่Apple เปิดตัว App store มี product ออกมา ตั้งแต่I MAC หลังจากมี I MAC เค้ามอง ที่ PC market พัฒนา ipad, ipod ,iphone ipad พัฒนา PC market และเป็น mobile device company ตัวproduct ที่ทำให้ Apple ไปยืนอีกจุดนึง คือipod ซึ่ง ไม่ได้ขายดีจนกระทั่ง มีitune ออกมา ขายเพลงที่ 99 เซนต์ ซึ่งทำให้ค่ายเพลง ไม่พอใจที่คุณภาพเพลงลดลงไป
ในส่วน productของApple เริ่มต้นเป็น PC พาต่อมาในปี 2000บูมมากในตลาดPC Appleก็ออกเป็นPC ไปทาง lab top เลพัฒนาไปเป็น MAC Book ปัจจุบัน เป็น MAC plan Apple พัฒนาธุรกิจMediaออกเป็นipod ยอดขายเพิ่มขึ้น เฉพาะ ipod vedioเป็นจุดเด่นในยุคนั้น ipod เป็นสัญลักษณ์ ของคน digital

flickr:5630237199

1.Apple เป็น first mover ในตลาดPC แต่สูญเสียความสามารถให้กับIBM กับwindow
2.Apple เป็น first mover ในตลาด mp3 ใช่มั๊ย ไม่ใช่ SONY ยุคนั้น Vative SONY ปรากฎว่า Apple เป็นผู้นำอยู่ในตลาด mp3 ตอนนั้น Apple เป็นfirst moverในตลาดPC แต่ตอนนี้เป็นผู้ตาม แต่ในตลาด mp3 กลับเป็นผู้นำ เพราะ เราคิดว่าเพราะอะไรในipodต่างจากเครื่องเล่นmp3อื่นๆ

การดาวน์โหลดแบบฟรีเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ itune เข้ามาเปลี่ยนแปลง เพราะ napsterถูกฟ้องจึงปิดตัวไปNapster bit torance download file ที่อยู่ในจากคอมเครื่องอื่นได้ เข้ามาเชื่อมต่อกับ เครือข่าย นี่ก็เป็นส่วนนึง ที่ทำให้ยอดขายipodเพิ่มขึ้น

flickr:5630237249

Ituneทำให้ Apple ทำให้ Appleประสบปัญหา เพราะการขายเพลงที่99เซนต์ทำให้เค้ากำไรน้อยมาก(อ.เสริม ต้นทุนของเพลง 1 เพลงAppleได้ 3-5เซนต์ เพราะที่เหลือจากจ่ายให้ค่ายเพลง)ขาดทุน แต่ทำ เพราะเพิ่มยอดขาย ipodเหมือนขายวีดิโอเกมราคาถูกกว่าต้นทุน 2เท่าบ.เกมสร้างรายได้จากการขายเกม

การที่ituneขาดทุนทำให้Appleเปิดเวปายเพลงเอง พอAppleปรับราคาตรงนี้ในที่สุดซื้อเวปเองก็ต้องหยุด ipod ที่ขายได้ Appleต้องการพัฒนาให้productเป็นมากกว่าmp3ฟังเพลงดูหนังแต่ถ้าจะดิ้นไปหา โทรศัพท์ ก็จะสู้โนเกียไม่ได้ ทำให้พัฒนาตังproductใหม่คือiphone ต่อจากนั้นก็เป็น ipad

flickr:5630819784

Apple Bussiness model
Value position มูลค่าที่เป็นลักษณะเฉพาะที่ทำให้Appleสามารถขายและเหนือกว่าคู่แข่งหลักๆมี5ประการ
1.ออกแบบครบวงจร เลือกที่จะทำทั้งhardwereและsoftwereเค้าเลือกที่จะทำ ครั้งแรกApple 1เป็นกราฟิกส์ หลังจากนั้นมีlaser writerเป็นส่วนของการนำ softwereเพื่อที่จะใช้ในสิ่งพิมพ์ หรือจะเป็น powerbookเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาแบตเตอรี่ใช้งานได้12ชม. Imax พัฒนาเป็น iphone
2. แคมเปญโฆษณา ถ้าพูดถึง สตีฟ จอบ เค้าจะทำอะไรโดยที่มีความคิดที่แตกต่าง โดยที่การเปิดตัวของเค้าจะยิ่งใหญ่ สังเกตจากการเปิดตัว mac in touch เค้าได้มีการลงเรื่องงบโฆษณา1.5ล้านใช้โฆษณาส่วนของsuper bowเพื่อตอบสนองลูกค้าได้เต็มที่
3. Strategic partner หา partner เสริมเรื่องกลยุทธ์ เช่น power mac in touch เป็นการร่อวกันระหว่างsoftwere ของทางApple แต่ใช้ hardwere ของ IBM และMotorolla หรือแม้กระทั่งMac in touch และชื่อ Prixarซึ่งเป็น animasal studioเพื่อจะได้ส่วนของsoftwereในส่วนของfinal touchมาใช้งาน
4.ความจงรักภักดีต่อตราสินค้า ได้จุดเด่นแม้ราคาของMac in touchค่อนข้างสูงแต่การใช้งาน เน้นเรื่องของลักษณะที่เฉพาะเจาะจงทำให้ราคาค่อนข้างสูง แต่ลูกค้ายังซื้อ
5.สตีฟ จอบ เป็นCEOที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลง มีประโยคฮิต Think different the ultimate all in one it just work strategic

flickr:5630819728

Revenue model
การขายสินค้าและบริการ sale revenue model เรามาดูในส่วนของข้อมูลที่เราได้จาก case ปี 2009 อย่างแรก ถ้ามองยอดขาย ตามproduct ตัวที่ยอดขายลดลง highlight ipod เป็นตัวที่ทำให้Appleพลิกจากเดิม ที่เป็น first mover ในส่วนของ PCมาเป็น mobile phoneคือ iphoneจะเห็นว่ายอดขาย ปี2006 ถึง2009เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป้น 3 เท่า
ทำไมAppleไม่ได้ดู PCแล้วน่าจะออกจากตลาด แล้วมาเน้นในส่วนของ smart phoneมากขึ้น ตรงนี้ เค้าพูดถึงเรื่องของkey operating fisher การวัดผลในส่วนของการประกอบการ ถึงแม้Dell และ HP จะได้ตลาด market shareในส่วนของ PCมากกว่าในส่วนของoperating กลับทำให้Appleส่วนมากกว่า
ตลาดPCไม่ใช่ทางของAppleอีกต่อไปแล้วหลักๆ เป็น HP, Dell, Acer, Apple แทบจะไม่ติด 1 ใน5เพราะเค้าหันไปพัฒนาส่วนของ smart phone

ปี 2010 Symbian จะหายไป เริ่มเป็น Android เข้ามาแทนแต่ว่าที่น่าสนใจ คือระบบการปฏิบัติการios แม้ว่า เค้าไม่ติด1ใน3 แต่เค้ามี market shareสูงขึ้นตลอด แนวโน้มของ เค้าจะดีขึ้น มีโอกาสทางธุรกิจ ส่วนของ connection advantage เรื่องของความสามารถ ในการแข่งขันเราจะมอง เรื่องของรูปลักษณ์ design และ พลังงาน แต่ต่อมา ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการโทรเข้าออกเท่านั้น ยังมีเรื่องของการใช้งาน multimedia คือการใช้งานหลากหลาย บันเทิง ช่วยให้ smart phone ของ Appleจะได้ตลาดมากขึ้น จากที่อ.ยกตัวอย่างitune ยอมที่จะขาดทุน เพื่อให้ iphone ประสบความสำเร็จต่อมา

flickr:5630236781

Market strategy
Apple จะเป็นการออกแบบที่ทันสมัย นวัตกรรมใหม่ๆ แต่การใช้งานยังคง concept symplyตั้งแต่ ipod ถึงipad จะเห็นว่า รูปแบบรูปโฉม ทันสมัย การใช้งานยังคง ง่ายอยู่และเรื่องของบรรจุภัณฑ์ รวมถงึwebsiteของApple เค้ามองว่าสินค้าเค้าตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป และเปิดช่องว่างให้ สิ่งที่จำเป็นเข้ามาซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้สินค้า Apple สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง
Organization developmentก็คือสตีฟ ผสมผสานระหว่างสิ่งที่เค้าสนใจรูปแบบการคิดแตกต่าง และการทำงานที่สวนกระแส รวมถึงการทำงานร่วมกัน เป็นทีมออกแบบ hardwere นักการตลาด และนักการจัดการ สิ่งเหล่านี้คือกุญแจ ที่ทำให้Appleประสบความสำเร็จ
Management team ผู้บริหารถือว่าเป็นกลุ่มพนักงานเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ที่จะทำให้ บ.บรรลุเป้าหมาย คงไม่มีใครปฏิเสธ ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของAppleคือสตีฟ จอบ เช่น ขายฝันให้สินค้าความคิดที่เป็นนามธรรมหรือความคิดที่เด่นของสตีฟ จอบ ก็เช่น ขายฝันให้สินค้า เค้ามองว่าผู้ที่ซื้อสินค้า ของเค้าไม่ใช่ลูกค้า แต่หมายถึงผู้ที่มีความหวังและความฝันและเป็นคนที่ต้องการบรรลุถึงฝันของตัวเองทางสตีฟ จอบ ก็เลยสร้างสินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มนี้

flickr:5630820192

Five force model
ไมเคิล พอร์ทเตอร์ prof. ทางด้านเศรษฐศาสตร์ และ MBAที่ Hardward
สามารถบอกได้ว่า ธุรกิจที่เราทำอยู่ มันมีการแข่งขันมากน้อยแค่ไหน องค์ประกอบ คู่แข่ง Rivory iphone ก็มี Rim Nokia Android การเข้าใหม่ของคู่แข่งอำนาจการต่อรองของผู้ซื้อ อำนาจการต่อรองของsupplier
ในตลาดของ iphoneถ้าคู่แข่งขัน ที่เป็นกลุ่มๆก็จะมีพวกที่ใช้โทรศัพท์ที่เป็น Android ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นระบบopen source บ.ที่สนใจสามารถพัฒนาได้ ในตัวของAppleเอง หรือกลุ่มของโทรศัพท์ที่จะใช้ระบบปฏิบัติการของmicrosoftชัดๆก็มี HCT LG Motorolla ที่ใช้BBหรือresearch demotion กลุ่มนี้ก็เน้นการpromote immotional marketเช่นการใช้ บารักโอบามาในการเป็นพรีเซนเตอร์ของBBโปรโมทในกลุ่มของนักธุรกิจและกลุ่มก็มีการทำการตลาดต่างกันออกไป

อำนาจการต่อรองของผู้ซื้อ ผู้ซื้อก็เหมือนเรา ซื้อiphone Nokiaเพราะอะไร ขึ้นอยู่กับ loverเรื่องของipod สตีฟ จอบ คิด product differentiation เป็นเรื่องของสินค้าที่แตกต่างทำให้ตลาดมีทางเลือกที่มากขึ้น ipodก็โดนแย่งลูกค้าไป ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดลดลงมา ณ จุดนี้ลูกค้ามีอำนาจการต่อรองที่สูงหลังจากออก ituneมาแล้วสามารถ controlให้ส่วนนึงเราสามารถfixได้ว่าลูกค้าคนไหนใช้ipodก็สามารถใช้itune ได้ก็เหมือนแบ่งแยกลูกค้าได้ส่วนนึง itunedก็เป็นbusiness model differentiation ที่คิดขึ้นมาเพื่อจะแบ่งการตลาดมาแล้วส่วนนึงถือว่าAppleทำจุดนี้ได้ดีอีกส่วนก็ระบบปฏิบัติการsymbian, android,ios อยู่ที่ลูกค้าอีกว่าลูกค้าชอบใช้แบบไหนชอบกดปุ่มหรือ touch screen ระบบปฏิบัตการ Applicationอะไรก็รองรับได้แล้วแต่ios นั้นด้วยก็สามารถทำให้เป็นจุดที่อำนาจต่อรองลูกค้าลดลงถ้าเลือกสามารถเหมือนที่จะกระโดไปที่iosของเค้าถ้าเปรียบเทียบภาพรวมทั้งหมดอำนาจต่อรองของลูกค้าไม่ได้สูง ต่ำคืออยู่ในระดับปานกลางคือขึ้นกับลูกค้าด้วย
อำนาจการต่อรองของsupplier หลักๆ มีทั้งอำนาจการต่อรองสูงและต่ำอำนาจการต่อรองสูงเช่นพวก part จอ ปุ่มหรือของข้างใน สามารถ มีsupplierได้หลายๆเจ้าและไม่ได้ใช้เทคโนโลยีมากส่วนตัวที่supplierมีอำนาจการต่อรองสูง ณ ปัจจุบันจะเป็นพวก intel ที่ต้องส่งชิพ ให้Apple
Treatment of new entrance อิทธิพลที่เกิดจากผู้ค้ารายใหม่ ซึ่งค่อนค้างชัดเจนในส่วนของproductของAppleมีลักษณะ-ของสินค้าที่เป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ การที่จะเกิดคู่ค้ารายใหม่จำเป็นที่จะต้องลงทุนในเรื่องของการ development และR&D ที่ค่อนข้างสูง
Brand royalty ซึ่งคนที่ใช้ Appleค่อนข้างจะใช้productของ Apple อิทธิพลที่จะส่งผลต่อAppleค่อนข้างที่ไม่สูงมากอยู่ที่ระดับปานกลาง อิทธิพลที่เกิดจากสินค้าทดแทน หรือสินค้าใกล้เคียง ส่วนคู่แข่งก็มีส่วนของsmart phoneเองซึ่งคู่แข่ง ของiphone ก็มี BB ,sumsung galaxy x, หรืออีกหลายค่ายproductของAppleค่อนข้างมีเอกลักษณ์ ในเรื่องของdesign และการใช้ จุดนี้ โอกาสการเกิดอิทธิพลไม่สูงมากต้องมองในอนาคตมากกว่าว่าAppleจะรักษามาตราฐานนี้ได้รึป่าว
Appleเป็น บ. เทคโลโลยีที่สำคัญของโลก บ.นึงสามารถขับเคลื่อนที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของโลกได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสวยงาม ดีไซน์ นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจ digital music หรือเครื่องเล่นmp3 แบบใหม่ อีกทั้งยังเป็นผู้ปฏิวัติ smart phone มาเป็น touch screen รวมทั้งApple ปฏิวัติเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา ระบบสัมผัส หรือipad เคล็ดลับของความสำเร็จ ของAppleอยู่ที่1 ผลิตสินค้าที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ทำให้คนส่วนใหญ่ เข้าถึงเทคโนโลยีไดมากที่สุด นี่คือประโยคหลักของAppleโดยที่ สตีฟ จ็อบ ได้นำส่วนผสมระหว่างพรสวรรค์และสิ่งที่เค้ารัก รวมทั้งกล้าในการกำหนดแนวทางตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องทำตามกฎเกณท์ที่มีอยู่ ส่งเหล่านี้ล้วนทำให้สร้างวัฒนธรรมองค์กร ให้ Apple เป็นบ.ที่เป็นสัญลักษณ์ของสินค้าที่ประดิษฐ์ใหม่ๆ
ทางAppleไม่สนใจทีจะกำหนดกลุ่มเป้าหมายก่อน ที่เค้าจะวางสินค้าออกสู่ตลาดเค้าไม่มีการสำรวจผุ้บริโภคก่อนเลยว่า ผู้บริโภคอชบสินค้าหรือไม่ แต่ว่าเค้ามีconceptที่ว่าเค้าจะผลิตสินค้าที่เค้าเองก็อยากใช้ เหมือนกัน ซึ่งconceptนี้ก็จะตรงกับผู้ก่อตั้งโซนี่ตอนนั้นที่เค้าออกwalkmanคนในบ.ส่วนใหญ่คัดค้านไม่ให้ออก แต่เค้าเองก็จะออกproductที่เค้าเองต้องการ
สตีฟ จ็อบเคยให้สัมภาษณ์ว่า บ.Appleเกี่ยวข้องกับวิชาการตลาดมากกว่า บ.เค้าไม่เคยทำ consumer research marketสอบถามว่าลูกค้าต้องการอะไร แต่เค้าบอกว่า ต้องสร้างความต้องการให้เกิดขึ้นกับลูกค้านี่ก็เป็นอีกจุดนึงของบ.สตีฟ จ็อบบอกเองว่าในเรื่องของเทคโนโลยีAppleเป็น บ.นึงที่นอกจากเป็นตำราของการตลาดนอกจากการทำresearchก่อนออกสินค้ามา ด้านกลยุทธ์ในทางทฤษฎีเทคโนโลยีควรจะนำไป supportกลยุทธ์ พูดง่ายๆ ควรจะมาก่อน Appleบอกว่าในการที่จะใช้เทคโนโลยีไปsupportกลยุทธ์กว่าที่จะนำเทคโนโลยีไปsupportกลยุทธ์ เทคโนโลยีนั้นๆ ก็จะล้าสมัยแต่ต้องใช้กลยุทธ์ไปsupportเทคโนโลยี พูดง่ายๆก็คือเป็นเรื่องของความชิน เป็นความคิดนอกกรอบที่ปฏิวัตินวัตกรรมที่เกิดขึ้นในส่วนของIT
ผลิตสินค้า หรือให้บริการที่มีความหลากหลายจนเกินไป ทางCOO ชิน ฮุค ของAppleได้กล่าวไว้ว่าปรัชญาของการบริหารจัดการแบบเดิมที่เค้าสอนในมหาวิทยาลัยเน้นการผลิตสินค้าที่มีความหลากหลายหรือสร้างธุรกิจที่แตกแขนงเพื่อที่จะกระจายความเสี่ยง แต่Appleไม่ได้คิดตามนั้นแต่ว่าเค้าจะใช้ทรัพยากร ที่มีอยู่ทั้งหมด ในองค์กรผลิตสินค้า หรือบริการ แค่เพียงไม่กี่ชนิด แต่จะทำให้ดีที่สุด และAppleไม่คอยให้ความสำคัญ กับสินค้าที่ทำไปแล้วประสบความสำเร็จ เช่น Appleเคยยกเลิกการผลิตipod mini ซึ่งตอนนั้นได้รับความนิยมสูงสุดในวันเดียวกันกับที่บ.ออก ipod nano เนื่องจากAppleคิดว่าipod nano เป็นสินค้าที่ดีทำกำไรได้มากกว่า
(เราเคยสังเกตมั๊ยว่าสินค้าที่ออกมาจากAppleไม่ทุกตัวที่ประสบความสำเร็จเช่น Apple3 เป็นอีกตัวที่ไม่ประสบความสำเร็จ และพนักงานเค้าก็รักในสิ่งที่เค้ากำลังทำไม่ใช่มาทำงานเพื่อเงินันนี่จะบอกถึงลักษณะการทำงาน พนักงานที่อยู่ใน Appleจะถูกแบ่งเป็นแผนกตามที่รับผิดชอบตามประเภทของสินค้าที่รับผิดชอบและจะถูกแบ่งตามหน้าที่อีกทีนึง โดยที่Appleกับจะเหมือนกับ บ.อื่นๆดดยที่พนักงานที่มีความรู้ทักษะ ความสามารถต่อส่วนที่จำเป็นในการทำงานที่Appleก็คือความสามารถในการแสดงอารมณ์ร่วมออกมากับงานที่ทำ และก็มีความรักในสิ่งที่ตนทำสิ่งพวกนี้ช่วยให้สามารถผลักดนให้Appleไปสู่จุดมุ่งหมายได้)

อนาคตของApple สตีฟ จ็อบ มีปัญหาเรื่องสุขภาพ เค้าเคยป่วยเป็นมะเร็ง และโรคตับ ซึ่งวิเคราะห์ได้ สองแบบ

แบบระยะสั้น จะมองแค่ปี ถึงสองปีคาดว่ายังไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ยังมีCOOที่ชื่อ อิน คุก ที่ทำงานกับสตีฟมานาน ตอนที่สตีฟเคยป่วยครั้งก่อนอีกครั้งสินค้าที่วางแพลนจะออกปี2011 2012ค่อนข้างชัดเจนแล้วอย่างเช่นipad2ที่จะออกเร็วๆนี้ และiphone5 ที่จะออกกลางปีนี้นอกจากนี้ยังมีcomputer mac ที่เป็นตั้งโต๊ะ และnotenookที่คาดการณืว่าจะออกมาเหมือนกัน
ในระยาวมองว่าอาจจะมีปัญหาเล็กน้อยมีกองทุนที่ถือหุ้นAppleออกมาเรียกร้องให้Appleเปิดเผยถึงsuccess planของตัวเองออกมาแต่คณะกรรมการบองบ.ไม่เห็นด้วยเพราะเค้าทำให้มองว่าเกิดผลเสียต่อบ.มากกว่าผลดีคนส่วนใหญ่กังวลว่าพนังานคนที่มีความคิดสร้างสรรค์หรือมีไอเดียคล้ายๆกับสตีฟ จะลาออกไปด้วยถ้าไม่มีสตีฟ จ็อบ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญกว่าไม่มีสตีฟอีก

flickr:5630236935