Analysis

วิเคราะห์ ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับแก้ไข)

1. "พ.ร.บ.คอมพ์" เวอร์ชั่นอัพเกรดปลดล็อกจุดอ่อน หรือเพิ่มปัญหา
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

news_img_386520_1.jpg

นักวิชาการ -กฏหมาย-ชาวเน็ต ชำแหล่ะ "พ.ร.บ.คอมพ์" เวอร์ชั่นอัพเกรดปลดล็อกจุดอ่อน หรือเพิ่มปัญหา
ท่ามกลางความคึกคักของวิวาทะหลากหลายที่เริ่มกระหึ่มมาอีกระลอก ในวินาทีที่ความสมดุลระหว่าง "สิทธิ" "เสรีภาพ" และ "กฏเหล็ก" บนโลกไซเบอร์ยังคงเป็นปัญหาถกเถียงกันไม่จบสิ้น ร่างกฎหมายพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ บนโครงสร้างของเนื้อหาที่คล้ายคลึงฉบับเดิม แต่เพิ่มสาระสำคัญที่ต่างไป กำลังถูกผลักดันให้ใช้แทน ฉบับ พ.ศ. 2550 โดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในประเด็นที่แม้จะผ่านมาหลายปียังคงถูกท้วงติงถึงขอบเขตและประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง และคนส่วนใหญ่อาจยังไม่ทราบว่า โลกที่ได้ชื่อว่า มีอิสระ เสรีภาพ และไร้พรมแดนก็ต้องมีกติตาที่ต้องทำความเข้าใจ

แม้การแก้กฎหมายจะไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมไทย เพราะเมื่อย้อนอดีตไป ประวัติศาสตร์ของการแก้ ปรับ เปลี่ยน ตัวบทกฎหมายมายาวนาน กระทั่งการฉีกรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศก็ยังทำกันได้หลายครั้ง ซึ่งหากจัดอันดับก็มีโอกาสครองแชมป์โลกได้ แต่ถ้าถามว่าสังคมไทยรู้จักบทบาทหน้าที่ รวมทั้งตัวบทพยัญชนะที่ทำหน้าที่คุ้มครองตัวเองมากน้อยเพียงไร คำตอบถึงจะคะเนเป็นตัวเลขไม่ได้ แต่เชื่อว่าไม่มากนัก

กม.ต้องกำหนดกลไกเอาผิดที่ชัดเจน
นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กล่าวว่า กระแสการเรียกร้องให้แก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีอยู่ตลอดเวลา เพราะขาดความชัดเจน บางมาตรายังคลุมเครือ การเอาผิดทำแบบเหวี่ยงแห ที่ผ่านมาผู้ที่มีส่วนในร่างเดิม ทั้งศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) หรือเว็บมาสเตอร์เว็บไซต์ใหญ่ๆ พยายามประนีประนอมให้เกิดการแก้ไข

"เช่น มาตรา14 ที่เน้นการเอาผิดด้านคอนเทนท์ ซึ่งกว้างมาก และมาตรา15 ที่เน้นให้เว็บมาสเตอร์ต้องรับผิดโดยอัตโนมัติ ซึ่งบางครั้งมันเหวี่ยงแหเกินไป อย่างก่อนหน้านี้กรณีการทำผิด หมิ่นประมาท เกิดขึ้นในเว็บไซต์ที่ไปเช่าโฮสต์เว็บไซต์ใหญ่อีกทีหนึ่ง แต่พอเกิดความผิด ผู้ที่โดนจับกุม เอาผิดเว็บมาสเตอร์โดยอัตโนมัติ โดยไม่ได้ให้ระยะเวลา หรืออุทธรณ์ใดๆ ซึ่งตรงนี้ ยังไม่ค่อยถูกต้องเท่าที่ควร ถือเป็นการผลักภาระให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ทั้งไอเอสพี หรือเว็บมาสเตอร์มากเกินไป"

เธอ แสดงความเห็นว่า ต้องการให้ลบมาตรา 14 และ 15 ออกไปเลย โดยหันไปใช้กฏหมายคดีหมิ่นประมาทแทน เพราะครอบคลุมพอสมควร แต่หากต้องปรับแก้กฏหมายหมิ่นประมาท เพื่อให้สอดคล้องมากขึ้นก็เป็นเรื่องที่จะทำได้ในภายหลัง

ขณะที่ ภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงเทคโนโลยีสารเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ควรจะเข้ามามีบทบาท หากคิดว่าตัวเองเป็นหน่วยงานที่ต้องกำกับดูแล อาจต้องเข้ามากำหนดกลไก มีกระบวนการแจ้งให้ผู้ดูลระบบได้ลบข้อมูลที่ผิดกฏหมาย หรือหมิ่นประมาทออกไป มีกำหนดระยะเวลาภายในกี่วัน หากผู้ให้บริการระบบไม่เห็นด้วย ก็เปิดโอกาสให้อุทธรณ์ เป็นต้น ไม่ใช่ว่า ระบุให้ผู้ดูแลระบบต้องรับผิดโดยอัตโนมัติ

"จริงๆ แล้ว พ.ร.บ.คอมพ์ ถูกออกแบบมาให้ดูแล 2 ส่วน ได้แก่ อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ เช่น ฟิชชิ่ง แฮคเกอร์ต่างๆ กับ อีกส่วน คือ การกำกับดูแลคอนเทนท์ ที่เป็นส่วนของสื่อ แต่พอเอามารวมอยู่ใน พ.ร.บ.เดียวกัน ส่วนที่เป็นคอนเทนท์ทางอินเทอร์เน็ตค่อนข้างละเอียดอ่อน จะไปอธิบายความอาชญากรรมแบบตีขลุม หรือกว้างๆ ไม่ได้"

อยากให้ กสทช.เข้ามาร่วมกำกับ
เธอ ระบุว่า ต้องการเสนอให้การกำกับดูแลคอนเทนท์ทางอินเทอร์เน็ตมาอยู่ในกำกับดูแลของ กสทช. ที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำไป เพราะอำนาจหน้าที่ของ กสทช.ต้องกำกับดูแลคอนเทนท์อยู่แล้ว หากต่อไปมี 3จี หรือมีแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่ให้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลผ่านเทคโนโลยีโทรคม บรอดแคสต์ได้ ตรงนั้นใครจะกำกับดูแล ไอซีที หรือ กสทช. ถือว่าประเด็นนี้ยังลักลั่นอยู่

"ตอนนี้ถือว่าเนื้อหาในอินเทอร์เน็ต ยังไม่ได้อยู่ในการกำกับดูแลของ กสทช. แต่คอนเทนท์อื่นๆ ไปอยู่หมดแล้ว ทั้งดาวเทียม วิทยุชุมชน และมือถือ แต่คอนเทนท์อินเทอร์เน็ต ไอซีที ยังกำกับดูแลอยู่ แต่เห็นว่า กสทช. น่าจะมีส่วนร่วมในอนาคตได้ เพราะไอซีทีเองก็ยังติดภาพการเมือง อาจมีอคติได้ และปัจจุบันที่มีการเอาผิดก็มักจะเป็นคอนเทนท์การเมืองเป็นหลัก"

อย่างไรก็ตาม เธอ ยืนยันว่า กฏหมายคอมพิวเตอร์ยังมีความสำคัญในประเทศไทย เพราะที่ผ่านมา การบังคับใช้กฏหมายก็สามารถใช้ได้หลายคดี แต่ใช้เรื่องการป้องปรามอาชญากรรมยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร อย่าง "มีเดีย มอนิเตอร์" ก็ยังไม่ชอบกฏหมายฉบับนี้ เพราะไม่ครอบคลุมหลายเรื่องที่ทำผิดกันบนอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะเรื่องการพนัน ซึ่งส่วนใหญ่ กฏหมายนี้จะให้น้ำหนักการปิดเว็บที่เป็นเรื่องการเมืองมากเกินไป

"บ้าไปแล้ว" เสียงจากชาวเน็ต
ขณะที่ อีกหลายความเห็นของพลเมืองอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับกฎหมายฉบับดังกล่าว ได้รวบรวมจาก http://ilaw.or.th/ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน เว็บไซต์ที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงในสังคมด้วยการเสนอกฎหมาย มีบางส่วนดังนี้

ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม บอกว่า "บ้าไปแล้ว" แบบนี้แฮคเกอร์ไทย คนที่ใจดี ทำดีเพื่อส่วนรวมก็หายหมด คิดว่าระบบคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยดีนักหรือ หรือว่ารู้ว่าตัวเอง"ห่วย" เลยเอาคำว่า "กฎหมาย" มาปกปิดความห่วยของตัวเอง

บางคน กล่าวว่า ขัดต่อเสรีภาพของประชาชน ที่ใช้งานด้านอินเทอร์เน็ต เจตนาของคนเขียนน่าจะมีไว้ปราม มากกว่าปราบ ต้องระวังคนที่นำไปปฎิบัติจะมีเจตนาแอบแฝง นำไปหาผลประโยชน์หรือกลั่นแกล้งผู้อื่น

ขณะที่อีกคน กล่าวว่า ออกมาได้อย่างไร โปรแกรมบางอย่างก็มีประโยชน์เพื่อการศึกษา เพื่อความสะดวกในการส่งต่อข้อมูลภายในองค์กร หรือภายในกลุ่มก็มี ไม่จำเป็นต้องส่งไฟล์เถื่อน แค่มีไว้ใช้งานด้านการศึกษาก็ผิดกฎหมาย มิเช่นนั้นก็ออกกฎหมายให้เลิกใช้คอมพิวเตอร์ไปเลย จะได้กลับไปอยู่ในยุคดึกดำบรรพ์ เลิกใช้อินเทอร์เน็ต หันไปล้างผลาญต้นไม้ มาทำเป็นกระดาษ ส่งไฟล์งานกันเป็นกระดาษ ประเทศชาติจะได้ล้าหลังชาติอื่นเขา

นอกจากนี้ ยังมีผู้แสดงทัศนะว่า พวกโปรแกรมเจาะระบบ ด้านหนึ่งพวกแฮคเกอร์ใช้เจาะระบบก็จริง แต่อีกด้านคนที่ทำงานด้านความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์ก็ต้องใช้เพื่อทดสอบระบบเช่นกัน ของพวกนี้มีสองด้าน อยู่ที่การนำไปใช้ การที่แค่มีไว้ในครอบครองแล้วเป็นความผิด ต่อไปจะป้องกันระบบกันได้อย่างไร หากไม่สามารถหาช่องโหว่ในระบบของตัวเองได้ หรือต้องรอให้แฮคเกอร์เข้ามาเจาะ ขโมยข้อมูลไปก่อน แล้วค่อยตามอุดช่องโหว่กันทีหลัง แล้วคุ้มไหมที่ค่อยมาจับทีหลังอย่างเดียว ซึ่งจะจับได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วกว่าจะจับได้ความเสียหายที่เกิดขึ้นคุ้มกันหรือเปล่า วิธีคิดแบบวัวหายแล้วล้อมคอกไม่มีประโยชน์

นักกฎหมายขี้แก้ผิดทางยิ่งเพิ่มปัญหา
นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่เมื่อเทียบกับฉบับเดิมนับว่าแย่มาก พบว่ามีประเด็นน่าสนใจ 3 เรื่องคือ 1. ในร่างแก้ไขต้องการปราบปรามเว็บไซต์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 2. ข้อกฎหมายเดิมที่ตัดออกไปเรื่องเด็กถูกดึงกลับเข้ามาใหม่ และ 3.ฉบับที่แก้ใหม่ให้อำนาจรัฐค่อนข้างมาก กระทั่งบางส่วนสามารถตัดสินใจได้เองโดยไม่ต้องขออำนาจศาล

เขากล่าวว่า ที่น่าสนใจ เช่น มาตรา 16 ที่เพิ่มมาว่า "ผู้ใดสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" มาตรานี้น่ากลัวเพราะหมายความว่าถ้าใครคัดลอก หรือดาวน์โหลดไฟล์ที่มีไม่ได้รับอนุญาตผู้นั้นจะต้องได้รับโทษดังกล่าวทันที เรื่องนี้เป็นวาระซ่อนเร้นของการละเมิดลิขสิทธ์ออนไลน์

"ร่างกฎหมายแบบนี้ถือว่าล่อแหลม และอันตราย แม้ว่ามีประเด็นความละเอียดอ่อนด้านความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องระบุให้ชัดเจนว่าข้อมูลที่ไม่ให้คัดลอก หรือเผยแพร่นั้นๆ เกี่ยวกับอะไร โดยหลักการรัฐต้องแก้ปัญหาเรื่องคนบังคับใช้กฎหมาย การแก้ไขต้องมีที่มาที่ไป ไม่ใช่แก้กฎหมายโดยเพิ่มเติมเข้าไปซึ่งจะยิ่งเพิ่มปัญหา อย่างฉบับนี้เหมือนคิดกันเองแล้วก็เพิ่มเข้ามา"

ถูกค้านทุกมาตรา-ประเมินไม่ผ่าน
พร้อมระบุว่า ร่างฉบับนี้ไม่น่าจะผ่าน เท่าที่ประเมินดูหลายๆ ฝ่ายเริ่มออกมาคัดค้านท้วงติงทุกมาตรา ประชาชนที่ได้รับผลกระทบควรออกมาเรียกร้อง แต่ถ้าปล่อยให้ผ่านสังคมออนไลน์ โซเชียลมีเดีย จะถูกขจัดไปหมด และเกิดความโกลาหลในระบบอินเทอร์เน็ตของประเทศ

"ถ้ารัฐมนตรีให้ผ่านถือว่าแย่มาก เพราะผลกระทบจะตกแก่ประชาชนทั่วไป ส่วนผู้กระทำผิดจริงแค่ใช้เซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ทั้งยังจะเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจโดยมิชอบมากขึ้น เรื่องกฎหมายเป็นแค่ประเด็นรอง ประเด็นหลักคือผู้บังคับใช้ คือ ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา และตำรวจ ผมไม่เห็นด้วยกับการเขียนกฎหมายที่รุนแรงโดยไม่ได้หันกลับไปมองปัญหาที่รากแท้จริงคือเรื่องของผู้บังคับใช้"

อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีผู้เสนอให้ กสทช.เป็นผู้กำกับดูแล จะทำให้ไปกันใหญ่ เนื่องด้วย พ.ร.บ.คอมพ์มีสาระสำคัญ ฐานความผิด และโทษที่เป็นอาญา จึงต้องอยู่ใต้อำนาจของศาล ไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกสทช.ที่ควบคุมภาพกว้างๆ เรื่องโทรคมนาคมมากกว่า

เตือนอย่าเร่งรีบผ่านกม.
นางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไทย กล่าวว่า ร่างใหม่ในพ.ร.บ.คอมพ์ มีเรื่องน่ากังวลคือ ถ้าเร่งรีบจนเกินไปให้เสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้ กลัวว่าจะถูกผ่านออกมาแบบลวกๆ เรื่องกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิ และเสรีภาพต้องมีกระบวนการการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน เท่าที่อ่านดูคร่าวๆ ในข้อเดิม เช่น มาตรา 14 หรือ 15 ร่างใหม่ยังไม่แก้ไขเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารย์อยู่ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีบางประเด็นที่ดูแย่ยิ่งกว่าเดิม เช่น การคัดลอกไฟล์ หรือการใช้พร็อกซี่ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวถูกทำให้ผิดกฎหมายได้ง่ายมาก จึงรู้สึกว่าแค่การทำกิจกรรมบนอินเทอร์เน็ต ก็มีโอกาสเข้าสู่พื้นที่ผิดกฎหมายได้มากกว่าที่อื่นๆ ใช่หรือไม่ ที่เห็นในร่างแก้ไขแม้แต่คอมพิวเตอร์ของตัวเองก็ถูกทำให้เป็นหลักฐานของการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้

เธอแนะว่า พ.ร.บ.คอมพ์เป็นสิ่งที่ควรแก้ไข แต่ไม่ควรรวบรัด ต้องผ่านกระบวนการที่มีส่วนร่วมจากหลายภาพส่วน มีร่างมากกว่า 1 ร่างให้เทียบเคียงกัน และแม้ว่าต้องการให้มีผลบังคับรวดเร็วมากเพียงใดอย่างน้อยก็ไม่ควรผ่านรัฐบาลชุดนี้ ควรเข้าสภาสมัยรัฐบาลหน้าจะดีกว่า

เรียกร้องความชัดเจน
นางสาวจีรนุช กล่าวด้วยว่า ประเด็นที่ต้องทำให้ชัดเจนคือ เมื่อออกมาแบบนี้แล้ว รัฐมีขีดความสามารถบังคับใช้กฎหมายหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันขีดความสามารถของภาครัฐยังมีไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดผลบังคับใช้ที่เป็นธรรม และเท่าเทียม ที่เห็นคือต้องการใช้เมื่อใดค่อยนำออกมาใช้

พร้อมกับชี้ว่า การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาใหม่ ดูเหมือนน่าจะดีเพราะอำนาจเด็ดขาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีเพียงคนเดียว แต่ที่น่าสังเกตคือ ที่มาของรายชื่อคณะกรรมการ เกี่ยวข้องกับฝ่ายความมั่นคงเป็นส่วนใหญ่

"เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของภาครัฐว่ามองแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร และใช้อะไรเป็นบรรทัดฐาน"

2. วงการเน็ต-นักวิชาการรุมสับ พ.ร.บ.คอมพ์
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

news_img_387250_1.jpg

เครือข่ายพลเมืองเน็ต ยื่น 560 รายชื่อค้านพ.ร.บ.คอมพ์ใหม่ต่อนายกฯ สกัดทางก่อนนำเข้าครม. “อภิสิทธิ์” รับพิจารณารอบคอบไม่เร่งให้เสร็จก่อนยุบสภา
เครือข่ายพลเมืองเน็ต ยื่น 560 รายชื่อค้านพ.ร.บ.คอมพ์ใหม่ต่อนายกฯ สกัดทางก่อนนำเข้าครม. “อภิสิทธิ์” รับพิจารณารอบคอบ ไม่เร่งให้เสร็จก่อนยุบสภา ล่าสุดประกาศยุติการล่ารายชื่อคัดค้านเพิ่ม เตรียมใช้สิทธิทำประชาพิจารณ์ รวมความเห็นทำร่างคู่ขนาน หวังเสร็จภายในปีนี้

นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล สมาชิกเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่า วานนี้ (19 เม.ย.) เครือข่ายพลเมืองเน็ต ร่วมกับโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย และพลเมืองผู้ร่วมลงนาม นำรายชื่อผู้คัดค้านพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ที่ร่วมกันลงชื่อในจดหมายเปิดผนึก จำนวน 560 รายชื่อมอบให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่รัฐสภา หวังยับยั้งการนำร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน

ทั้งนี้ นายกฯ บอกว่าไม่ทราบเรื่องมาก่อนจึงโทรศัพท์สอบถามนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที และให้ระงับการนำร่างใหม่ของกฎหมายฉบับดังกล่าวเข้าครม.ไว้ชั่วคราวแล้ว พร้อมทั้งรับปากว่าจะให้คณะกรรมการกฤษฎีกาและผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณาอีกครั้ง จากนั้นจะเปิดรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนต่อไป ซึ่งเธอคิดว่าคำตอบที่ได้รับทำให้สบายใจขึ้นได้มากแล้ว

เธอ กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เห็นพ้องกันว่า สังคมยังไม่สามารถแยกแยะเกี่ยวกับเรื่องการแสดงความเห็นที่บริสุทธิ์ใจกับการยั่วยุปลุกระดมได้ ทั้งยังพบปัญหาหลายจุด ในร่างกฎหมายที่ไม่ชัดเจน เช่นเรื่องการทำสำเนาที่อาจผิดกฎหมาย ฉะนั้นทุกคนต้องช่วยกัน เรื่องนี้ไม่ควรรีบพิจารณาก่อนยุบสภา

ชี้เนื้อหาหลักกม.อ่อนเหตุผล
อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักของกฎหมายฉบับนี้ คือเขียนเนื้อหามาไม่เข้ากับหลักการและเหตุผลที่มุ่งแก้ปัญหาอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ดั้งเดิม แต่กลับมีปัญหาเรื่องการนิยามความผิดที่ไม่ชัดเจนและกว้างมาก ส่วนใหญ่อยู่ในดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ด้านประชาชนเองไม่เคยได้เข้ามามีส่วนร่วมเลย ทั้งๆ ที่กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมการใช้งานทุกฝ่าย ทุกสังคม

“การแก้ไขตัวร่างกฎหมายไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่แท้จริง ร่างนี้มีเจตนาเพียงต้องการเพิ่มโทษที่ละเอียดมากขึ้น จำกัดสิทธิมากขึ้น จนต่อไปนี้ใครจะแสดงความเห็นโดยบริสุทธิ์ใจอาจกลัวมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่การการันตีว่าจะสามารถจับคนที่ก่ออาชญากรรมคอมพิวเตอร์ได้ ในอนาคตถ้าไอซีทีจะเสนอขอให้มีกระบวนการที่รอบด้านจริงๆ ได้หรือไม่”

เธอชี้ว่า ปัญหาเกิดขึ้นจาก 2 ประเด็นสำคัญคือ 1. ตัวกฎหมายคลุมเคลือเกินไป นิยามความผิดไม่สะท้อนความกังวัลของผู้ใช้งาน ไม่มีความชัดเจนว่าอะไรผิด หรือถูกกันแน่ 2.ด้านการบังคับใช้ เจ้าหน้าที่ขาดความเชี่ยวชาญ จับตัวคนผิดมาลงโทษ การแก้ปัญหาที่เห็นมีแค่การปิดกั้นเว็บไซต์ แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเพราะผู้ใช้งานไปหาวิธีการอื่นๆ เพื่อให้สามารถเข้าชมได้อยู่ดี

"ภาครัฐน่าจะเลิกทุ่มเทเงินหลักร้อยล้านไปกับระบบไฟร์วอลล์ และเครื่องมือต่างๆ ได้แล้ว แต่ควรส่งเจ้าหน้าที่ไปเรียนให้เกิดความเชี่ยวชาญทั้งด้านเทคนิค และนิติวิทยาคอมพิวเตอร์แทน เพราะหากเจ้าหน้าที่มีความเชี่ยวชาญมากพอ ถึงแม้ว่ากฎหมายไม่ครอบคลุม ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นมากเท่าทุกวันนี้ สุดท้ายหากไอซีทีไม่สามารถควบคุมได้จริงๆ ตัวเลือกคือให้ กสทช. เข้ามาช่วยกำกับดูแล”

ไทยติด 1 ใน 5 ไม่มีเสรีภาพทางเน็ต
พร้อมระบุด้วยว่า รายงานล่าสุดจาก ฟรีดอม เฮาส์ ระบุว่า ไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ประเทศสุดท้าย กลุ่มเดียวกับจีน และอิหร่านที่ไม่มีเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต สังคมไทยใช้แต่กฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีมารยาทการใช้งาน ความรู้เรื่องการรู้เท่าทันสื่อ และความตระหนักถึงสิทธิของผู้อื่นคู่กันไป

ด้านนางสาวอรพิน ยิ่งยงพัฒนา ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) http://ilaw.or.th/ กล่าวว่า รายชื่อที่รวบรวมครั้งนี้ใช้เวลาไม่ถึง 2 วัน เหตุที่ต้องรีบเนื่องจากได้ข่าวจากแหล่งข่าวในกระทรวงไอซีทีว่าจะนำร่างกฎหมายนี้เข้า ครม. จุดประสงค์การเรียกร้องไม่ได้บอกว่าไม่ให้ปิดกั้นใดๆ เลย ไม่ได้มีจุดประสงค์จะต่อต้านรัฐบาลชุดนี้หรือชุดไหน และไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสี เรื่องการเมืองแต่อย่างใด เป็นเพียงแค่ต้องการให้ประชาชนมีโอกาสได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้ผู้รับร่างรับฟังเสียงของคนที่จะได้รับผลกระทบจากการออกกฎหมายนั้นๆ

เธอกล่าวว่า ผู้เล่นอินเทอร์เน็ตตื่นตัวกับกฎหมายฉบับใหม่ที่กำลังจะเข้ามาจำกัดสิทธิของพวกเขาอย่างมาก กระบวนการจากนี้ไม่มีความจำเป็นต้องล่ารายชื่ออีกแล้ว แต่จะให้น้ำหนักกับการทำงานเชิงวิชาการ เพื่อให้ความรู้กับประชาชนแทน หากมีการประชาพิจารณ์ยิ่งดีจะใช้สิทธินั้นอย่างเต็มที่ ขณะนี้เตรียมรวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้นใน 3 ปีที่ผ่านมา ให้นักเทคนิค นักนิติศาสตร์ และทีมงานช่วยกันทำเป็นร่างคู่ขนานไปพร้อมๆ กัน หวังว่าภายในปีนี้จะออกมาเป็นร่างได้

เปิดสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับใหม่

มาตรา 4 เพิ่มนิยามคำว่า "ผู้ดูแลระบบ" หมายความว่า "ผู้มีสิทธิเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการแก่ผู้อื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น"

มาตรา 16 เพิ่ม "ผู้ใดสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

มาตรา 25 "ผู้ใดครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็กหรือเยาวชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

มาตรา 24 (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความ ตื่นตระหนกแก่ประชาชน

มาตรา 26 ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น หรือข้อมูลอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้บุคคลอื่นเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย หรือเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นข้อมูลที่แท้จริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 21 ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เป็นจำนวนตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เพื่อประโยชน์ทางการค้าจนเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเดือดร้อนรำคาญ และโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ สามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 23 ผู้ใดผลิต จำหน่าย จ่ายแจก ทำซ้ำ มีไว้ หรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ชุดคำสั่ง หรืออุปกรณ์ที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา 15 มาตรา 16 มาตรา 17 มาตรา 18 มาตรา 19 และมาตรา 20 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พร้อมเพิ่มเพดานโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท สำหรับการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ จากเดิมกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท

กำหนดหน้าที่ให้ "สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)" หรือ "สพธอ." เป็นองค์การมหาชนภายใต้การกำกับดูแลกระทรวงไอซีทีเป็นฝ่ายเลขานุการของ "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์" ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับที่กำลังร่าง

ทั้งเพิ่มกลไก "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์" ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยระบุตัวบุคคลจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านกฎหมาย วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การเงินการธนาคาร หรือสังคมศาสตร์จำนวนสามคน โดยให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี

คณะกรรมการชุดนี้ ให้ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(องค์กรมหาชน), สำนักงานกำกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (สังกัดกระทรวงไอซีที), สำนักคดีเทคโนโลยี (สังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม), และ กลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี กองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี (บก.สสท.) (สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) เป็นเลขานุการร่วมกัน

โดยมีอำนาจหน้าแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ออกระเบียบ ประกาศ ตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.นี้ และมีอำนาจเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหลักฐาน รวมถึง "ปฏิบัติการอื่นใด" เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ โดยให้ถือว่าคณะกรรมการและอนุกรรมการเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา