ไมโครซอฟท์-โตโยต้าดึง"คลาวด์ฯ"ลงรถไฮบริด / ชัยศักดิ์ หักฤทธิ์ศึก 5320221001

ไมโครซอฟท์-โตโยต้าดึง"คลาวด์ฯ"ลงรถไฮบริด

Cloud computing:..เมฆ โตได้แม้มองไม่เห็น

เมฆ โตได้แม้มองไม่เห็น วาทะนี้ เป็นของ เรย์ ออซซี่ (Ray Ozzie) ซึ่งเป็นผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งประธานฝ่ายสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ของ Microsoft ต่อจาก บิล เกตส์
ซึ่งออซซี่กล่าววาทะนี้ในงาน เปิดตัวบริการประมวลผลกลุ่มเมฆ หรือ (cloud computing) ของ Windows Azure

ที่มา http://suntos.wordpress.com/

คลาวด์ คอมพิวติ้ง คืออะไร?

Cloud Computing คือวิธีการประมวลผลที่อิงกับความต้องการของผู้ใช้ โดยผู้ใช้สามารถระบุความต้องการไปยังซอฟต์แวร์ของระบบ จากนั้นซอฟต์แวร์จะร้องขอให้ระบบ
จัดสรรทรัพยากรและบริการให้ตรงกับความต้องการผู้ใช้ ทั้งนี้ระบบสามารถเพิ่มและลดจำนวนของทรัพยากร รวมถึงเสนอบริการให้พอเหมาะกับความต้องการของผู้ใช้ได้ตลอดเวลา
โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบเลยว่าการทำงานหรือเหตุการณ์เบื้องหลังเป็นเช่นไร

ผู้ใช้ Cloud Computing สามารถเข้าไปใช้งานทรัพยากรเหล่านี้โดยการซื้อ(หรือเช่า)ได้ตามที่ต้องการโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องคำนึงถึงเลยว่าทางผู้ให้บริการทรัพยากรจะบริหารทรัพยากร
ให้มีความสามารถขยายตัวด้วยวิธีอะไร ได้หรือไม่ เพราะยังไงก็ต้องทำให้ได้

แต่การที่ Cloud Computing จัดเตรียมความสามารถที่ระบบสามารถขยายตัวได้ตามความต้องการของผู้ใช้ (increasing option) ก็เป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้พัฒนาระบบ
เพราะถ้าหากผู้ใช้ต้องการทรัพยากรมากกว่าที่ผู้ให้บริการจะเตรียมให้ได้ ผู้ให้บริการจะต้องค้นหาวิธีใดๆก็ตามเพื่อสนองต่อความต้องการที่เพิ่มมาแบบฉับพลันนี้ให้ได้ อย่างเช่นในกรณีนี้
ผู้ให้บริการอาจจะต้องกลายเป็นผู้ใช้หรือลูกค้าของผู้ให้บริการเจ้าอื่น เป็นทอดๆ ไป เป็นต้น

ที่มาของชื่อ Cloud Computing

สาเหตุที่มีชื่อว่า Cloud Computing ก็มาจากสัญลักษณ์รูปเมฆ(Cloud)ที่เราใช้แทนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ลองดูตัวอย่างได้จากโปรแกรมMicrosoft Visio อย่างเช่นเวลาเราจะวาด
แผนผังเครือข่าย สัญลักษณ์ของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตก็คือรูปเมฆ ในเมื่อรูปเมฆแทนอินเตอร์เน็ต แล้วทำไมอินเตอร์เน็ตจึงไปเกี่ยวกับ Cloud Computing ได้? คำตอบมาจากการที่เราต่อ
คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่างๆเข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เราก็สามารถได้บริการหรือได้ใช้ทรัพยากรที่อยู่ระยะไกลเพื่อสนองต่อความต้องการของเราได้นั่นเอง นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขามองว่า
Cloud Computing คือเมฆที่ปกคลุมทรัพยากรและบริการอยู่มากมาย เทียบได้กับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ต่อกับบริการและทรัพยากรจำนวนมหาศาล

เมื่อเป็นCloud Computing เราจะมองว่าอินเตอร์เน็ตคือเมฆ และเมื่อไหร่ที่เราต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับเมฆแล้ว เราก็สามารถเข้าถึงและใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลที่ต่อกับเมฆ เทียบได้กับ
เมฆปกคลุมทรัพยากรคอมพิวเตอร์และผู้ใช้จำนวนมหาศาลไว้อยู่ ทั้งนี้ผู้ใช้มองเห็นเมฆผ่านทางบริการที่จะนำพาผู้ใช้เข้าถึงพลังในการประมวลผลและทรัพยากรต่างๆที่อยู่ใต้เมฆ หรือภายใต้
ท้องฟ้าเดียวกันคือเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนั่นเอง

ที่มา http://javaboom.wordpress.com/2008/07/23/whatiscloudcomputing/

นำ Cloud Computing มาใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง

ในชีวิตประจำวันของเราทุกวันนี้ เราจะได้สัมผัสกับ cloud computing กันมาแล้ว อย่างเช่น บริการฟรีอีเมล์ บริการฝากไฟล์ฟรี หรืออย่างบริการ FlickrProducts ที่ใช้ในการเปรียบเทียบ
ภาพถ่ายสถานที่ โดยผู้ใช้จะ upload ภาพของตนเองขึ้นไปเพื่อเปรียบเทียบภาพกับฐานข้อมูลภาพถ่าย จากนั้นข้อมูลก็จะถูกเชื่อมโยงไปยัง Google Maps เป็นต้น

ที่มา http://suntos.wordpress.com/

ตัวอย่างส่วนหนึ่งของระบบหรือบริษัทที่กำลังใช้ Cloud Computing ได้แก่ ระบบ Timesmachine ของNew York Times ที่ใช้บริการของ Amazon EC2 ในการสังเคราะห์ข่าวและ
จัดเก็บข่าวตั้งแต่ ค.ศ.1851 ทั้งนี้การรวบรวมข่าวจำเป็นต้องมีการแปลงข้อมูลของข่าว และเนื่องจากข่าวมีจำนวนมหาศาลจึงต้องใช้พลังในการประมวลผลเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย และจำเป็นต้อง
ใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับบันทึกข่าวเหล่านี้

ตัวอย่างเช่น New York Times ก็เลือกใช้ Hadoop สำหรับเขียนโปรแกรมเพื่อแปลงข้อมูลของข่าวบนคอมพิวเตอร์(เสมือน)ที่เช่ากับAmazonไว้หลายร้อยเครื่อง โดยใช้เวลาในการประมวลผล
ทั้งหมดน้อยกว่า 36 ชั่วโมง

ตัวอย่างต่อไปคือเว็บ A9 ผู้ให้บริการ search engine อันเป็นเครือข่ายของ Amazon ใช้ Hadoop เพื่อช่วยในการค้นหาข้อมูลที่รวบรวมไว้บนกลุ่มของคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มและลดจำนวนได้

เว็บยอดนิยมอย่าง Facebook ก็เลือกใช้ Amazon EC2 สำหรับการขยายความสามารถของระบบให้รองรับจำนวนผู้ใช้จำนวนมากที่เข้ามาใช้ Facebook Apps(application ที่บริการบน Facebook)

พร้อมๆกัน สำหรับตัวอย่างอื่นๆที่ใช้งาน Amazon EC2 ท่านสามารถติดตามได้ที่เว็บของ Amazon อย่างไรก็ดี ตัวอย่างที่แสดงบนเว็บท่านจะเห็นว่ายังมีไม่มาก แต่ในความเป็นจริงมีผู้ใช้บริการจาก Amazon EC2 จำนวนมาก เพียงแต่เขาไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลว่าเขาเอา Amazon EC2 ไปใช้ในงานใดบ้าง

ตัวอย่างของทางฝั่ง Google ได้แก่ Google Apps ที่ได้ร่วมมือกับ Salesforce.com ได้ร่วมมือกันสร้างเครือข่ายดังกล่าวขึ้นเพื่อการทำงานร่วมกันระหว่างพนักงานขายของบริษัทเดียวกันหรือแม้แต่ระหว่างบริษัท ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการขายสินค้าและบริการได้มากยิ่งขึ้น

Gogrid (http://www.gogrid.com/) เป็นผู้ให้บริการ Cloud Computing อีกเจ้าหนึ่ง ที่ถือว่าเป็นคู่แข่งคนสำคัญของ Amazon EC2 ก็ได้จัดเตรียมเครื่องมือสำหรับสร้างคอมพิวเตอร์เสมือน
ตามแต่ลูกค้าต้องการได้ผ่านหน้าเว็บของ Gogrid ได้เลย และยังสนับสนุนระบบปฏิบ้ติการหลายยี่ห้อทั้ง Linux และ Windows ต่างจากทาง Amazon EC2 ที่ยังบริการแค่คอมพิวเตอร์เสมือนที่เป็น Linux อยู่

ที่มา http://javaboom.wordpress.com/2008/07/23/whatiscloudcomputing/

เมื่อนำ Cloud Computing เข้ามาใช้ในรถยนต์

จากข่าวที่ว่า ยักษ์ใหญ่ในวงการซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์อย่าง ไมโครซอฟต์ จากสหรัฐอเมริกา ร่วมกับ ค่ายรถดังจากประเทศญี่ปุ่นอย่างโตโยต้า ได้ร่วมกันพัฒนารถยนต์อัจฉริยะ ที่สามารถ
เชื่อมต่อกับเทคโนโลยี Cloud Computing บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพิ่มความสามารถพิเศษใหม่ที่ทันสมัยยิ่งกว่ารถยนต์ทั่วไปในปัจจุบัน

โดย สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ไมโครซอฟต์ และ โตโยต้า ได้ลงทุนร่วมกันเป็นเงิน 12 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1 พันล้านเยน เพื่อพัฒนารถยนต์อัจฉริยะ ( Smart-Car )ซึ่งภายในรถจะมีบริการ
ดิจิตอลต่างๆ อาทิ GPS ข้อมูลดิจิทัลในรถยนต์ ,ระบบการจัดงานพลังงานไฟฟ้าในรถยนต์ และคุณสมบัติอื่นๆที่อำนวยความสะดวกสบายและความทันสมัยแก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถยนต์อัจฉริยะคันนี้

โดยทางโตโยต้ามีแผนที่จะนำเทคโนโลยี Cloud Computing จากแพลตฟอร์ม Microsoft Azure มาใช้ในรถคันดังกล่าวภายในปี 2015 ซึ่งจะทำให้ผู้ขับขี่รถคันนี้เข้าถึงด้านบริการดิจิตอลต่างๆ
ซึ่งเปรียบเสมือนดั่งคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือที่มีความสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในการรายงานสภาพอากาศ แสดงแผนที่ ฟังเพลงชมภาพยนตร์แบบ Live Streaming หรือการติดตามเพื่อนๆบน Social Network ภายในรถยนต์ด้วย ทั้ง 2 บริษัทได้วางเป้าหมายจัดจำหน่ายรถยนต์อัจฉริยะนี้จำหน่ายใน 170 ประเทศทั่วโลก โดยจะเริ่มต้นในการจำหน่ายปีหน้า

ในวันนี้สองยักษ์ใหญ่ต่างวงการอย่างโตโยต้าและไมโครซอฟท์ได้ประกาศความร่วมมือเพื่อพัฒนา Smart-Car โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดจำหน่ายใน 170 ประเทศเริ่มต้นปีหน้า โตโยต้าประกาศว่า
เทคโนโลยีที่จะนำเสนอนี้เป็นรถยนต์แบบไฮบริดซึ่งเชื่อมต่อกับระบบกลุ่มเมฆ Windows Azure ของไมโครซอฟท์ ทำให้ผู้ใช้งานตรวจสอบระดับพลังงานไฟฟ้าสะสมและคอยเตือนเมื่อถึงเวลา
ต้องชาร์จไฟเพิ่ม ตลอดจนถึงการสตรีมเพลง แผนที่ ระบบจัดการอัจฉริยะเช่นสั่งเปิดแอร์ก่อนถึงบ้าน และรวมถึงการดึงข้อมูลที่จำเป็นต่างๆ ขณะเดินทาง ซึ่งเสมือนหนึ่งรถยนต์จะเป็นคอมพิวเตอร์หรือ
โทรศัพท์มือถือที่มี “แอพ” ต่างๆ ให้เลือกใช้งาน โตโยต้าได้จัดตั้งบริษัท Toyota Media Service เพื่อทำโครงการนี้ร่วมกับไมโครซอฟท์เป็นเงินลงทุน 1 พันล้านเยน โดยหวังว่าจะทำให้นักพัฒนา
สนใจผลิตแอพพลิเคชั่นสำหรับรถยนต์

ที่มา: The Wall Street Journal
ที่มา http://www.it24hrs.com/2011/toyota-microsoft-smartcars/

นายสตีฟ บัลเมอร์ ประธานคณะผู้บริหาร (ซีอีโอ) ของไมโครซอฟท์กล่าวไว้ว่า แผนดังกล่าวเป็นสุดยอดตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทจะสามารถลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ได้อย่างไร และยังเป็น
สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการพัฒนาบริการที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้บริโภค

"มันเป็นการต่อยอดการใช้คลาวด์ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น อย่างเช่น แพลตฟอร์มวินโดว์ส อะซัวร์จะสามารถให้บริการได้ในระดับที่ใช้กันในองค์กร ซึ่งแพลตฟอร์มที่สามารถทำงานแบบยืดหยุ่นได้เป็นสิ่งที่
โตโยต้าต้องการจะนำเสนอให้กับระบบเทเลเมติคส์ในรถยนต์ที่จำหน่ายในตลาดทั่วโลก" ซีอีโอไมโครซอฟท์กล่าว

ที่มา http://www.it24hrs.com/2011/toyota-microsoft-smartcars/

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว สำหรับข่าวในการนำเอา Cloud Computing เข้ามาใช้ในรถยนต์

ครั้งแรกเป็นรถ Ford ที่จะนำ Cloud Computing เข้ามาใช้ในการเก็บข้อมูล status ต่างๆในรถยนต์ซึ่งมีกำหนดการจะแล้วเสร็จภายในปีนี้

ครั้งที่ 2 เป็นของค่าย Audi ที่ใช้ Cloud Computing เชื่อมต่อกับ Google Earth และเชื่อมต่อกับรถ Audi ด้วยกันเองบนท้องถนน ไม่แน่ว่าในอนาคตการใช้ Internet ในรถยนต์อาจกลายเป็น
อีกหนึ่งกิจวัตรประจำวันของทุกคนก็ได้