อรวิภา เอกะวิภาต /5320221024

จะเป็นอย่างไรเมื่อ "รัฐถือหุ้นแลกกับค่าปรับและต่ออายุสัมปทานมือถือ"???

จากหัวข้อข่าวจากหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 12 เมษายน 2554 เกี่ยวกับการพิจารณาแปลงมูลค่าความเสียหายจากการแก้สัมปทานของ AIS TRUE และ DTAC เป็นการเข้าไปถือหุ้นนั้น เป็นอีก 1 แนวทางในการหาทองออกร่วมกันของทาง AIS TRUE DTAC กับ บริษัทคู่สัมปทานได้แก่บริษัท ทีโอที และบริษัท กสท. ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปสำหรับแนวทางดังกล่าว ว่าทั้งสองจะฝ่ายเห็นด้วย และแนวทางออกนี้เป็นแนวทางที่ดีหรือไม่

ทีมา : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/it/20110412/386385/คณะเจรจามือถือฯ-ถกข้อเสนอเอกชนวันนี้ก่อนหยุดยาวสงกรานต์.html

ก่อนที่จะมาวิเคราะห์ถึงผลกระทบในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายตกลงโดยการชดใช้ค่าความเสียหาย+ใบอนุญาติสัมปทานด้วยการเข้าไปถือหุ้น หรือ ในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ด้วยแนวทาง (บริษัทเอกชนไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหายเพราะเชื่อว่าไม่ได้กระทำผิด หรือ รัฐไม่ยอมแปลงค่าเสียหาย+ให้อนุญาติสัมปทานเพื่อแลกกับการเข้าไปถือหุ้นในบริษัทคู่สัมปทาน) นั้น จะขอเล่าถึงที่มาที่ไปของการเรียกร้องค่าเสียหายจากการแก้สัมปทานให้พอเข้าใจกันก่อน

จากการตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ในคดียึดทรัพย์ ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร นำไปสู่การตรวจสอบการแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรคมนาคมที่ภาครัฐทำร่วมกับเอกชน ตามมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุน 2535) โดยมีหัวข้อการแก้ไขหลักๆของสัญญาสัมปทานดังนี้

1. การแปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือเป็นภาษีสรรพสามิต
2. กรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทาน โดยการให้ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากบริการโทรศัพท์มือถือแบบบัตรเติมเงิน (pre-paid)

หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่

1. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน)
2. บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน)(คู่สัญญากับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน)
3. บริษัทโทเทิล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด(มหาชน)
4. บริษัท ทรู คอร์เปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)
5. บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) (เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับ บริษัทโทเทิล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) และ บริษัท ทรู คอร์เปอเรชั่น จำกัด(มหาชน))

การแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือที่มีการยืดอายุสัญญาและการปรับลดส่วนแบ่งรายได้นั้น มีรายละเอียดดังนี้

1. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นคู่สัญญาสัมปทานกับบริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน)

flickr:5636391873

บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เริ่มลงนามเซ็นสัญญาเพื่อขอให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (เซลลูล่าร์ โมบาย เทเลโฟน) ระบบ เอ็นเอ็มที 900 และจีเอสเอ็ม 900 กับ บมจ.ทีโอที โดยลงนามในสัญญาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2533 เริ่มเปิดให้บริการจริง 1 ตุลาคม ปีเดียวกัน กำหนดอายุสัมปทานไว้ที่ 20 ปี ในการนี้ เอไอเอส ต้องจ่ายเงินผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ทีโอที ตามอัตราที่คิดจากรายได้ และผลประโยชน์ที่เอไอเอสพึงได้รับในรอบปี ก่อนหักค่าใช้จ่ายและค่าภาษีใดๆ แต่จำนวนเงินดังกล่าวต้องไม่น้อยกว่าจำนวนเงินขั้นต่ำที่กำหนดในสัญญา

ในช่วงแรก เอไอเอส ให้บริการด้วยระบบรายเดือน (โพสต์เพด) กำหนดอัตราการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาสัมปทาน ปีที่ 1-5 (1 ต.ค. 2533-30 ก.ย. 2538) อัตรา 15% ปีที่ 6-10 (1 ต.ค. 2538-30 ก.ย. 2543) อัตรา 20% ปีที่ 11-15 (1 ต.ค. 2543-30 ก.ย. 2548) อัตรา 25% และปีที่ 16-20 ( 1 ต.ค. 2548- 30 ก.ย. 2553) อัตรา 30% โดยการกำหนดการจ่ายส่วนแบ่งจะเป็นลักษณะก้าวหน้า 5% ทุก 5 ปี

หลังจากเปิดให้บริการมาสักระยะหนึ่ง โทรศัพท์มือถือยังไม่แพร่หลายมากนักเพราะอัตราการค่าบริการยังแพงมาก ต่อมาการแก้ไขสัญญาแนบท้ายครั้งที่ 6 และ 7 ก็เริ่มขึ้นในปี 2539 โดยวันที่ 20 กันยายน 2539 ทีโอที ได้ลงมติอนุมัติให้เอไอเอสขยายเวลาอายุสัมปทานออกไปได้ ตามที่ร้องขอมา โดยจากเดิมสัญญา 20 ปี เพิ่มเป็น 25 ปีจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2558 โดยส่วนแบ่งรายได้ในปีที่เพิ่มขึ้นมา ขอจ่ายในอัตราเดิมที่จ่ายล่าสุดคือ 30% คงที่

ส่วนการปรับลดส่วนแบ่งรายได้ระบบพรีเพด (เติมเงิน) เกิดขึ้น แต่ตั้งวันที่ 2 มกราคม 2544 หลังจากเปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2542 เอไอเอส มีหนังสือขอให้ทีโอที พิจารณาปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ ในส่วนของบริการพรีเพด ทีโอทีอนุมัติให้วันที่ 15 พฤศจิกายน 2544 ลดส่วนแบ่งรายได้แบบพรีเพด เป็น 20% ของมูลค่าราคาหน้าบัตรคงที่ตลอดอายุสัญญา (สิ้นสุดที่ 30 ก.ย. 2558)

สุดท้ายประเด็นการนำส่งรายได้จากการใช้เครือข่ายร่วม (โรมมิ่ง) โดยเมื่อวันที่ 20
กันยายน 2545 เอไอเอสได้ตกลงให้ใช้เครือข่ายร่วม โดยกรณีผู้อื่นมาใช้บริการโรมมิ่งเอไอเอส จะคิดนาทีละ 3 บาท สามารถนำค่าโรมมิ่งออกจากค่ารายได้ก่อนนำส่งทีโอที

2. บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)

flickr:5636985164

ดีแทค ทำสัญญาให้บริการกับ บมจ.กสท โทรคมนาคม เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2533
เริ่มให้บริการจริงเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2534 อายุสัญญา 15 ปี ต่อมามีการแก้ไขสัญญาแนบท้ายสัญญาหลักครั้งที่ 1/2536 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2536 แก้ไขระยะเวลาสัญญาจาก 15 ปีเป็น 22 ปีจนถึง 15 กันยายน 2556 ปรับลดส่วนแบ่งรายได้รายได้ที่ต้องนำส่งแก่ กสท ปีที่ 16-22 ในอัตรา 30%
เหตุผลของการแก้ไขสัญญา เพราะต้องการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ระบุว่าจะต้องมีอายุสัญญาสัมปทานเกิน 20 ปี และ ดีแทคจำเป็นต้องจ่ายค่าวงจรเชื่อมโยงโครงข่าย เพื่อเชื่อมต่อเลขหมาย (แอ็คเซ็สชาร์จ หรือ เอซี) ดีแทค เริ่มจากค่าเอซีกับทีโอทีตั้งแต่ 6 มีนาคม 2537 หลังจากนั้นในปี 2539 ดีแทคได้ขอแก้ไขสัญญาอีกเป็นครั้งที่ 2/2539 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2539 แก้ไขข้อสัญญาและการตั้งเซอร์วิส โพรวายเดอร์ ซึ่งเป็นการโอนสิทธิและหน้าที่บางส่วนของดีแทคให้บุคคลที่ 3 รับไปดำเนินการได้ และมีการแก้ไขสัญญาอีกครั้งเป็นครั้งที่ 3/2539 เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2539 แก้ไขอายุสัมปทานจาก 22 ปีเป็น 27 ปีจะหมดสัญญาในวันที่ 15 กันยายน 2561 ปรับลดส่วนแบ่งรายได้ปีที่ 16-20 อัตราใหม่ที่ 20% จากเดิมที่ต้องจ่ายในอัตรา 30% และปีที่ 21-27 จ่ายส่วนแบ่งรายได้ในอัตรา 30% ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2544 หลังจากเปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือในระบบพรีเพดแล้ว ดีแทคได้ขอลดส่วนแบ่งรายได้จาก 200 บาทต่อเลขหมายต่อเดือน เป็น 18% ของบัตรที่ขายได้

3. บริษัท ทรูมูฟ จำกัด (บริษัทในเครือของ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE))

flickr:5636405985

บริษัท ทรูมูฟ จำกัด (บริษัทในเครือของ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE)) คู่สัญญาสัมปทานของ กสท อีก 2 ราย คือ ทรูมูฟและบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด หรือ ดีพีซี ย้อนไปเมื่อปี 2539 เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ดีแทค ได้โอนสิทธิให้แก่บริษัท ไวร์เลส คอมมูนิเคชั่นส์ เซอร์วิส (ดับบลิวซีเอส) และ 20 มิถุนายน ปีเดียวกัน ดับบลิวซีเอสได้ลงนามกับ กสท เพื่อให้บริการโทรศัพท์มือถือบนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ อายุสัญญา 17 ปี จนถึง 20 กันยายน 2556 กำหนดอัตราการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ปีที่ 1-10 เท่ากับ 25% ปีที่ 11-17 ที่ 30% ต่อมาการแก้ไขสัญญาเกิดขึ้นในปี 2543 ครั้งที่ 1 วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2543 ขอผ่อนผันการชำระหนี้ ขอขยายเวลาในการติดตั้งและขยายเครือข่าย และครั้งที่ 2 วันที่ 8 กันยายน ปีเดียวกัน ขอปรับลดส่วนแบ่งรายได้ปีที่ 1-4 ในอัตรา 25% ปีที่ 5-10 ในอัตรา 20% ปีที่ 11-15 ในอัตรา 25% และปีที่ 16-17 ในอัตรา 30% ดีพีซี เมื่อได้รับการโอนสิทธิจากดีแทค จากนั้นลงนามให้บริการภายใต้สัญญาสัมปทานร่วมกับกสท อายุ 16 ปี ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 จนถึง 19 กันยายน 2556 กำหนดอัตราจ่ายส่วนแบ่งให้แก่ กสท ปีที่ 1-9 อัตรา 25% และปีที่ 10-16 เท่ากับ 30% และได้ทำการแก้ไขสัญญาเช่นเดียวกัน โดยเมื่อ 26 สิงหาคม 2542 ปรับลดส่วนแบ่งรายได้ปีที่ 1 จ่าย 25% ปีที่ 2-9 จ่าย 20% ปีที่ 10-14 อัตรา 25% และปีที่ 15-16%
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2011/01/24/news_32314333.php?news_id=32314333

มูลค่าความเสียหายที่แต่ละบริษัทถูกเรียกร้องให้ชดใช้

สำหรับแนวทางที่มีการหารือกันเบื้องต้นอย่างไม่เป็นทางการ ในกรณีมูลค่าความเสียหายจากการแก้ไขสัญญาสัมปทานนั้น ทีโอที จะเรียก้รองค่าเสียหายจาก เอไอเอส มูลค่า 37,000 ล้านบาท ทรูมูฟต้องจ่ายค่าเสียหาย 8,208 ล้านบาท DTAC ต้องจ่ายค่าเสียหาย 22,445 ล้านบาท เชเดียวกับบริษัท กสท โทรคมนาคม (CAT) ซึ่งหากเป็นไปได้ให้แปลงค่าเสียหายที่ต้องชดใช้นี้เป็นหุ้น โดยให้ทีโอทีเข้าไปถือหุ้นใน เอไอเอส และ CAT เข้าไปถือหุ้นใน TRUE และ DTAC
ในทางกลับกัน เอไอเอส จะยอมให้ ทีโอที เข้ามาถือหุ้น ในกรณีที่เป็นการแลกกับการขยายเวลาสัมปทานไปอีกไม่ต่ำกว่า 10 ปี เช่นเดียวกันกับทรูมูฟจะยอมให้ CAT เข้ามาถือหุ้นแต่แลกกับการขยายสัมปทานไปอีก 15 ปี ในกรณีของ DTAC ยังไม่ได้มีการเสนอระยะเวลา แต่หากต้องเป็นการให้ ทีโอที , CAT เข้าไปถือหุ้นเพื่อเป็นการชดใช้ค่าเสียหายเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการขยายระยะเวลาสัมปทานให้ ทางบริษัทเอกชนไม่สามารถยอมได้ เพราะยินยันว่าไม่ได้ทำให้รัฐเกิดความเสียหาย อีกทั้งการแก้ไขสัญญาดังกล่าวก็ได้รับความยินยอมจากหน่วยงานรัฐ และได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ ในบริษัทคู่สัมปทานแล้ว

จะเป็นอย่างไรเมื่อ “รัฐเข้าถือหุ้นโดยแลกกับค่าปรับและสัมปทานมือถือ”????

flickr:5637012282

- ในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายตกลงโดยการชดใช้ค่าความเสียหาย+ใบอนุญาติสัมปทานด้วยการเข้าไปถือหุ้น

ในกรณีนี้ถือว่าส่งผลดีกับทุกๆ ฝ่าย (win-win situation) ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเอกชน ที่ไม่ต้องเสียเงินจำนวนดังกล่าวฟรีโดยที่ไม่ได้อะไรตอบกลับมา ในด้านของบริษัท ทีโอที และบริษัท กสท. ซึ่งเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับ ทีโอทีและ กสท. ในอนาคต เพราะในปัจจุบันผลประกอบการจากการประกอบธุรกิจของตนเองยังคงมีผลขาดทุน แต่หากเข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่เป็นคู่สัมปทานจะทำให้ได้รับเงินปันผลแทนค่าสัมปทานที่จะต้องนำส่งให้รัฐทั้งหมด อีกทั้งยังเป็นผลดีต่อผู้บริโภค ที่ยังคงได้ใช้เครือข่ายเดิมได้อย่างต่อเนื่อง เพราะไม่ได้รับผลกระทบจากการที่บริษัทผู้ให้บริการไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่ถูกเรียกร้องในจำนวนเงินมหาศาล

- ในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ (บริษัทเอกชนไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหายเพราะเชื่อว่าไม่ได้กระทำผิด หรือ รัฐไม่ยอมแปลงค่าเสียหาย+ให้อนุญาติสัมปทานเพื่อแลกกับการเข้าไปถือหุ้นในบริษัทคู่สัมปทาน)

ในกรณีที่ทาง ทีโอที และ กสท. ยังยืนยันให้บริษัทเอกชนชดใช้ค่าเสียหายจาการแก้สัมปทานเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการให้ใบอนุญาติสัมปทานควบคู่ไปด้วย ตามที่เอกชนร้องขอ ย่อมจะส่งผลเสียหายต่อทุกๆด้านที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นตัวบริษัท ทีโอที และ กสท. เองที่จะไม่ได้อะไรเลยไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนการถือครองหุ้นในบริษัทเอกชน หรือเงินชดใช้ค่าเสียหาย แม้กระทั่งประชาชนผู้ใช้บริการที่อาจจะต้องได้รับความเสียหายหรือติดร่างแหไปด้วย เนื่องจากทางบริษัทเอกชนยืนยันว่าการแก้ไขสัมปทานนั้น ได้ทำตามขั้นตอนโดยผ่านการอนุมัติของคณะกรรมการบริษัทคู่สัมปทานเรียบร้อย ซึ่งหากคณะกรรมการของบริษัทคู่สัมปทานไม่ยินยอมทางบริษัทเอกชนจะแก้ไขสัญญาได้อย่างไร ดังนั้นจึงไม่เห็นควรจะต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่ร้องขอมา
ในทางกลับกันหาก ทีโอที และ กสท. ยืนยันจะให้เอกชนชดใช้ และเอกชนก็จำยอมชดใช้จำนวนเงินดังกล่าว ย่อมส่งผลให้ต้นทุนของแต่ละบริษัทสูงขึ้น ซึ่งอาจหมายความได้ว่าผู้ใช้บริการอาจได้รับผลกระทบ ต้องใช้บริการในราคาที่สูงกว่าเดิม จากการ Mark up ค่าบริการ เพื่อนำไปจ่ายค่าเสียหายดังกล่าว ซึ่งบริษัทเอกชนสามารถกระทำได้จากการที่ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่มีผู้ขายน้อยราย จึงสามารถรวมตัวกันขึ้นค่าบริการได้ อีกทั้งหากเอกชนต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวด้วยเงินสดจริง ย่อมส่งผลต่อการพัฒนาระบบการสื่อสารในอนาคตอีกด้วย